Blue Ocean แห่งศรัทธา ‘Harmenstone’ โอกาสหมื่นล้านในตลาดเครื่องประดับสายมู
ถอดรหัส Success Story ของแบรนด์เครื่องประดับไทย‘Harmenstone’ ที่เปลี่ยน "ความเชื่อ" ให้กลายเป็น "Lifestyle Asset" ผ่านนิยามใหม่ ‘มูมินิมอล’ เจาะอินไซต์กลุ่ม Gen Z แรงขับเคลื่อนหลักตลาด Spiritual Jewelry ทั่วโลกที่มีมูลค่าจ่อแตะ 2.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2574 กลยุทธ์การบริหารบน LazMall Luxury พลิก Data เป็นยอดขายหลักล้านต่อเดือน พิสูจน์ความสำเร็จผ่านสมการ "ศรัทธา x งานคราฟต์ระดับพรีเมียม"
17 เมษายน 2569 ในโลกการเงินที่ผันผวนและความไม่แน่นอนเชิงโครงสร้าง "ความเชื่อ" ได้ยกระดับจากเรื่องส่วนบุคคลสู่สินค้าที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล (Spiritual Economy) สำหรับประเทศไทย ตลาดมูเตลูไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่เครื่องรางรูปแบบดั้งเดิมอีกต่อไป แต่กำลังถูกเปลี่ยนรูปให้กลายเป็น "เครื่องประดับพรีเมียม" ที่เข้าถึงง่ายผ่านช่องทางอีคอมเมิร์ซ
Harmenstone คือกรณีศึกษา (Case Study) ที่ชัดเจนที่สุดของการทำธุรกิจที่ใช้แนวคิดวิศวกรรมมาแก้ไข Pain Point ของตลาดเครื่องประดับสายมูเดิมที่มักเข้ากับไลฟ์สไตล์ปัจจุบันได้ยาก จนสามารถปั้นยอดขายทะลุหลัก 100 ล้านบาทในปี 2568 และสร้างแรงกระเพื่อมบนแพลตฟอร์ม LazMall Luxury ของลาซาด้าอย่างต่อเนื่อง
Emotional Value: เมื่อ "ความสงบทางใจ" คือโภคภัณฑ์ใหม่ของคนรุ่นใหม่
ข้อมูลจาก Transparency Market Research ระบุว่าตลาดเครื่องประดับสายมูทั่วโลกมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ยที่น่าสนใจ โดยจะมีมูลค่าสูงถึง 2.22 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐภายใน 5 ปีข้างหน้า สำหรับในไทยที่มีมูลค่าตลาดหมุนเวียนกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท กลุ่ม Gen Z กลายเป็นผู้เล่นหลักด้วยสัดส่วนสูงถึง 73.2%
คนกลุ่มนี้ไม่ได้มองหาการบูชาที่งมงาย แต่ต้องการ "Micro-moment of Confidence" หรือเครื่องยึดเหนี่ยวที่สะท้อนรสนิยมส่วนบุคคล Harmenstone จึงสบโอกาสในการตีโจทย์เครื่องประดับหินแท้และโลหะมีค่าภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘มูมินิมอล’ ที่เชื่อมโยงความลักชัวรีเข้ากับพุทธศิลป์และวัฒนธรรมป๊อปอย่างแนบเนียน
“พวกเราอยากให้ผู้สวมใส่ได้เสริมความมั่นใจ และได้รับพลังงานที่ดี ซึ่งเป็นคุณค่าที่แตกต่างจากแบรนด์เครื่องประดับทั่วไป” — บุ๊ค–หัสวีร์ วิรัลสิริภักดิ์ และ เคน–นันท์ธร พรกุลวัฒน์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Harmenstone
เปลี่ยนเครื่องประดับแฟชั่นเป็น Storytelling Item ด้วยกลยุทธ์ความน่าเชื่อถือระดับสากล
เบื้องหลังความสำเร็จของคอลเลกชันยอดฮิตอย่าง The Mantra Rings (แหวนซ่อนยันต์) หรือ คอลเลกชันแชกงหมิว ไม่ได้เกิดขึ้นจากโชคชะตา แต่เกิดจากกระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์แบบ Cause & Effect สองผู้ก่อตั้งซึ่งมีพื้นฐานทางวิศวกรรมได้นำการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics) มาใช้ร่วมกับความถูกต้องตามหลักความเชื่อ
การเดินทางไปประกอบพิธีปลุกเสกถึงต้นกำเนิด เช่น วัดแชกงหมิวที่ฮ่องกง ไม่ใช่เพียงการทำโฆษณา แต่เป็นการสร้าง Supply Chain of Faith ที่มีความน่าเชื่อถือ (Authenticity) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่กลุ่มลูกค้าพรีเมียมยอมรับ ผลลัพธ์คือการเปลี่ยนเครื่องประดับหนึ่งชิ้นให้กลายเป็น "Storytelling Item" ที่ลูกค้าพร้อมจ่ายในราคาที่สูงขึ้นตามความพึงพอใจและคุณค่าทางใจ
Efficiency of Scale: พลิก Data บนแพลตฟอร์มเป็นยอดขาย New High พิสูจน์สภาพคล่องตลาดสายมู
กลยุทธ์สำคัญที่ผลักดันให้ Harmenstone ก้าวข้ามแบรนด์ SME ทั่วไป คือการเลือกใช้ช่องทาง LazMall Luxury เป็นฐานที่มั่นสำคัญในการกระจายสินค้า การอยู่ท่ามกลางแบรนด์ลักชัวรีระดับโลกช่วยสร้าง Brand Equity ให้กับแบรนด์ไทยได้อย่างรวดเร็ว
การบริหารจัดการร้านค้าออนไลน์ที่เน้นการใช้เครื่องมือเชิงลึกของลาซาด้า ทำให้แบรนด์เห็นพฤติกรรมลูกค้าได้แม่นยำ จนสามารถทำยอดขายเฉลี่ยหลักล้านบาทต่อเดือน และทุบสถิติ New High ในช่วงแคมเปญใหญ่ได้สำเร็จ สิ่งนี้สะท้อนว่าเครื่องประดับสายมูในไทยมี "สภาพคล่อง" ทางการค้าที่สูงมากหากมีการบริหารจัดการภาพลักษณ์ที่ถูกต้อง
Human Insight Strategyส่งออกความเชื่อไทยสู่ตลาดโลก
ก้าวต่อไปของ Harmenstone คือการนำ "ไทยมูเตลู" ในรูปแบบงานคราฟต์ร่วมสมัยออกไปขยายตลาดต่างประเทศ นี่คือตัวอย่างของการเปลี่ยนความศรัทธาให้เป็นซอฟต์พาวเวอร์ที่จับต้องได้จริง การเติบโตของแบรนด์จึงไม่ใช่แค่เรื่องของแฟชั่น แต่เป็นเรื่องของการเข้าใจ Human Insight ที่ลึกซึ้งที่สุด นั่นคือความต้องการที่พึ่งพิงทางจิตใจในโลกที่หมุนเร็วเกินไป
ความสำเร็จนี้ยืนยันว่า ตราบใดที่โลกยังมีความผันผวน ตลาด"Spiritual Jewelry" จะยังคงเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีแนวโน้มเติบโตแบบสวนกระแส (Counter-cyclical) และสำหรับ Harmenstone นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการพิสูจน์ว่า"ศรัทธาที่กินได้" ต้องเริ่มจากการมีพื้นฐานธุรกิจที่แข็งแกร่งและการออกแบบที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์อย่างแท้จริง