โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เจาะลึกหุ้นแบงก์ไตรมาส 1/69 โบรกฯ หวั่นดอกเบี้ยขาลงกดดันกำไร จับตา ธปท. รื้อ “มาตรฐานค่าธรรมเนียม”

Thairath Money

อัพเดต 16 เม.ย. เวลา 09.08 น. • เผยแพร่ 16 เม.ย. เวลา 09.07 น.
ภาพไฮไลต์

ท่ามกลางบรรยากาศการลงทุนที่เต็มไปด้วยความท้าทาย ตลาดหุ้นไทยในช่วงกลางเดือนเมษายน 2569 นี้ กำลังก้าวเข้าสู่ฤดูกาลที่สำคัญที่สุดช่วงหนึ่งของปี นั่นคือช่วงเวลาของการประกาศผลประกอบการไตรมาส 1/2569 ของกลุ่มธนาคารพาณิชย์

ช่วงเวลานี้เป็นจังหวะที่นักลงทุนทั่วประเทศต่างเฝ้าจับตาตัวเลขทางการเงินอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินว่าสถาบันการเงินของไทยสามารถรับมือกับคลื่นลมทางเศรษฐกิจ ทั้งจากปัจจัยความผันผวนของอัตราดอกเบี้ยและแรงกระเพื่อมจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์โลกได้อย่างไรบ้าง

แน่นอนว่าตามธรรมเนียมปฏิบัติของตลาดหุ้นไทยและจากตารางคาดการณ์ของบริษัทหลักทรัพย์ ธนาคารแรกที่จะประเดิมเปิดเผยงบการเงินให้เราได้เห็นภาพรวมก่อนใครเพื่อนคือ TISCO หรือ บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ซึ่งหลังจากที่ TISCO ได้ลั่นระฆังประกาศงบแล้ว สถาบันการเงินอื่นๆ ก็จะทยอยตบเท้าประกาศผลประกอบการตามมาในช่วงถัดไป

TISCO ประกาศแล้ว! กำไรโต รับแรงหนุนรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย

ล่าสุด TISCO ได้รายงานผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 1 ปี 2569 ออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยทำกำไรสุทธิได้ที่ 1,733.62 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และยังขยายตัวได้ 5.6% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า

ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันกำไรในไตรมาสนี้มาจากการเติบโตอย่างโดดเด่นของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย ซึ่งทำได้ถึง 1,719.56 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 27.2% จากปีก่อน โดยได้รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวในทุกกลุ่มธุรกิจ

ทั้งธุรกิจนายหน้าประกันภัยที่เติบโตตามปริมาณการปล่อยสินเชื่อใหม่ รายได้ค่านายหน้าจากการซื้อขายหลักทรัพย์ที่ฟื้นตัวตามปริมาณการซื้อขายในตลาด ไปจนถึงรายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจจัดการกองทุน

ในฝั่งของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NII) ก็ยังคงทำได้ดีที่ระดับ 3,443.11 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.4% จากปีก่อน และ 0.8% จากไตรมาสก่อน ซึ่งแม้ว่าธนาคารจะต้องเผชิญกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แต่ TISCO ได้รับผลดีจากค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยที่ลดลงตามต้นทุนเงินฝากที่ปรับตัวลงอย่างต่อเนื่องในภาวะดอกเบี้ยขาลง

รายได้ดอกเบี้ยหาย หวั่นกดกำไรกลุ่มฯ 2%

หากมองภาพรวมของอุตสาหกรรมธนาคาร จะพบว่ากลุ่มธนาคารกำลังเผชิญกับความท้าทายจากทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาลงอย่างชัดเจน หลังจากที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงถึง 4 ครั้งในปี 2568 มาอยู่ที่ 1.25% และล่าสุดในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ได้ปรับลดลงอีก 0.25% จนเหลือเพียง 1.00%

บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด ประเมินว่า ภาวะดอกเบี้ยที่ลดต่ำลงนี้ ได้สร้างแรงกดดันโดยตรงต่อความสามารถในการทำกำไรของธนาคาร โดยคาดว่าส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) เฉลี่ยของกลุ่มในไตรมาส 1/2569 จะปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 6 ติดต่อกัน ลงมาอยู่ที่ระดับ 2.9%

ผลกระทบจาก NIM ที่อ่อนแอและกำไรจากเครื่องมือทางการเงิน (FVTPL) ที่ลดลง ทำให้ บล.พาย คาดการณ์ว่ากำไรสุทธิรวมของธนาคาร 9 แห่งในไตรมาส 1/2569 จะอยู่ที่ 5.7 หมื่นล้านบาท ซึ่งปรับลดลง 6.6% จากปีก่อน

อย่างไรก็ดี หากเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า กำไรสุทธิของกลุ่มธนาคารยังมีแนวโน้มฟื้นตัวได้ 12.5% โดยได้แรงหนุนสำคัญจากการลดลงของค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน

นอกจากนี้ คาดว่าสินเชื่อรวมในไตรมาส 1/2569 จะทรงตัวจากไตรมาสก่อนหน้าที่ 12.2 ล้านล้านบาท แต่หดตัว 0.8% จากปีก่อน ขณะที่คุณภาพหนี้ยังอยู่ในระดับที่จัดการได้ โดย NPL ratio เฉลี่ยจะทรงตัวที่ราว 3.7%

ภาพรวมความท้าทายเหล่านี้ทำให้คาดการณ์ว่ากำไรสุทธิรวมของกลุ่มธนาคารตลอดทั้งปี 2569 จะปรับตัวลดลงประมาณ 2% จากปีก่อน

จับตาแบงก์ชาติเปิดเฮียริ่ง “มาตรฐานค่าธรรมเนียมใหม่”

อีกหนึ่งความเคลื่อนไหวคือ การที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็น (Hearing) “เรื่องมาตรฐานค่าธรรมเนียมใหม่” ตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน 2569 และคาดว่าจะเริ่มบังคับใช้ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม

โดยจะครอบคลุมธุรกรรม 17-19 รายการ อาทิ ค่ารักษาบัญชี, ระบบบาทเนต และค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับสินเชื่อ เป็นต้น

เรื่องนี้ ฝ่ายวิจัยฯ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด มีมุมมองว่า แม้ข่าวการคุมค่าธรรมเนียมอาจจะเข้ามากดดันบรรยากาศการลงทุนในระยะสั้น แต่ผลกระทบที่แท้จริงต่อประมาณการกำไรจะอยู่ในวงจำกัด

สาเหตุเพราะโครงสร้างรายได้ค่าธรรมเนียมของกลุ่มธนาคารได้ปรับตัวและเปลี่ยนผ่านไปมุ่งเน้นกลุ่มลูกค้ามั่งคั่งมาตั้งแต่ยุคที่เริ่มมีการฟรีค่าธรรมเนียมการโอนเงินในปี 2561 แล้ว

ทั้งนี้ ผลกระทบส่วนใหญ่จะตกอยู่กับกลุ่มธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่มากกว่า เนื่องจากมีสัดส่วนรายได้ค่าธรรมเนียมต่อรายได้รวมที่สูง โดย KBANK จะเป็นธนาคารที่มีความอ่อนไหวมากที่สุดเพราะมีสัดส่วนรายได้ค่าธรรมเนียมต่อรายได้สูงสุดในกลุ่มแบงก์ใหญ่ที่ 18% ขณะที่ KTB จะรับผลกระทบน้อยกว่าเพื่อนที่สัดส่วน 14%

ในทางกลับกัน แม้ธนาคารอย่าง KKP และ TISCO จะมีสัดส่วนรายได้ค่าธรรมเนียมต่อรายได้รวมสูงถึง 23-25% แต่กลับได้รับผลกระทบน้อย เพราะรายได้ค่าธรรมเนียมของทั้งสองแห่งนี้มาจากฝั่งตลาดทุนเป็นหลัก โดย TISCO มีสัดส่วนจากตลาดทุนและแบงก์แอสชัวรันส์สูงถึง 83% ของค่าธรรมเนียมรวม และ KKP อยู่ที่ราว 68%

นอกจากนี้ บล.เอเซีย พลัส ยังชี้ให้เห็นว่า ทุกๆ 2% ของค่าธรรมเนียมที่เปลี่ยนแปลงไป จะกระทบต่อกำไรไม่เกิน 1%

พร้อมกันนี้ ธปท. ยังมีการส่งสัญญาณคงเกณฑ์ชำระขั้นต่ำบัตรเครดิตไว้ที่ 8% เพื่อผ่อนคลายภาระลูกหนี้ แทนที่จะกลับไปใช้เกณฑ์ 10% ในปีหน้า ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงด้านเครดิตพอร์ตบัตรเครดิต และเป็นบวกต่อ BAY, KBANK และ SCB อย่างชัดเจน

อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่

https://www.thairath.co.th/money/investment

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้

https://www.facebook.com/ThairathMoney

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เจาะลึกหุ้นแบงก์ไตรมาส 1/69 โบรกฯ หวั่นดอกเบี้ยขาลงกดดันกำไร จับตา ธปท. รื้อ “มาตรฐานค่าธรรมเนียม”

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...