มช.จับมือภาคีเครือข่าย นำร่อง “FireMan Tracker” ยกระดับความปลอดภัยอาสาดับไฟป่าในพื้นที่อมก๋อย
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยสำนักบริการวิชาการ (UNISERV) และศูนย์ข้อมูลการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (CCDC) เดินหน้าขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อสังคม ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท และหน่วยงานในพื้นที่อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อดำเนินโครงการนำร่อง “FireMan Tracker” เทคโนโลยีสื่อสารเพื่อเสริมสมรรถนะการทำงานและความปลอดภัยของอาสาดับไฟป่า โดยมีผู้บริหารมหาวิทยาลัย ผู้แทนมูลนิธิฯ และผู้บริหารส่วนราชการในพื้นที่ร่วมลงนาม เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 ณ ที่ว่าการอำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่
โดยความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนบทบาทของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในการนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาประยุกต์ใช้แก้ไขปัญหาเชิงพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในบริบทของอำเภออมก๋อย ซึ่งมีภูมิประเทศเป็นภูเขาสูงและพื้นที่ป่าเป็นสัดส่วนมาก ส่งผลให้การสื่อสารในภารกิจดับไฟป่ามีข้อจำกัดจากสัญญาณโทรศัพท์ที่ไม่ครอบคลุม อันเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ภาคสนาม
โครงการ “FireMan Tracker” จึงถูกพัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์ดังกล่าว ด้วยการนำเทคโนโลยี LoRa Mesh มาใช้เป็นโครงสร้างพื้นฐานของระบบสื่อสารในพื้นที่อับสัญญาณ โดยเป็นการผสานเทคโนโลยี LoRa (Long Range) ซึ่งสามารถส่งข้อมูลได้ในระยะไกลและใช้พลังงานต่ำ เข้ากับระบบเครือข่ายแบบ Mesh ที่อุปกรณ์แต่ละจุดสามารถรับ–ส่งสัญญาณต่อกันเป็นทอด ๆ ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาโครงข่ายหลัก ทำให้เกิดเครือข่ายสื่อสารแบบกระจายศูนย์ (Decentralized Network) ที่มีความยืดหยุ่นสูง สามารถปรับเส้นทางการสื่อสารได้อัตโนมัติ (Self-Healing) และยังคงทำงานได้แม้ในพื้นที่ที่ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์หรืออินเตอร์เน็ต
ภายใต้ระบบดังกล่าว เจ้าหน้าที่ภาคสนามจะใช้อุปกรณ์ “FireMan Tracker” เพื่อติดตามตำแหน่งแบบเรียลไทม์ โดยข้อมูลจะถูกส่งผ่านเครือข่าย LoRa Mesh ไปยังศูนย์ควบคุม และแสดงผลผ่านระบบ Cloud บน Dashboard หรือ Mobile Application ช่วยให้ผู้บัญชาการสามารถมองเห็นภาพรวมของสถานการณ์และบริหารจัดการภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ระบบยังสามารถเชื่อมโยงข้อมูลจุดความร้อน (Hotspot) จากดาวเทียม เพื่อสนับสนุนการวางแผนและตัดสินใจในสถานการณ์จริงได้อย่างแม่นยำ
ในระยะเริ่มต้น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้ดำเนินการออกแบบและติดตั้งโครงข่ายในพื้นที่นำร่อง โดยวางสถานีหลัก (Base Station) และจุดทวนสัญญาณ (Repeater) ในตำแหน่งที่เหมาะสมตามสภาพภูมิประเทศ เพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่การปฏิบัติงานและลดข้อจำกัดจากสิ่งกีดขวางทางธรรมชาติ
นับเป็นอีกก้าวสำคัญของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในการบูรณาการองค์ความรู้กับภาคีเครือข่าย เพื่อพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์สังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน สะท้อนแนวทาง “มหาวิทยาลัยเพื่อสังคม” ที่มุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีที่เหมาะสมไปใช้แก้ไขปัญหาจริงในพื้นที่ พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตและความปลอดภัยของชุมชนในระยะยาว ทั้งร่วมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารในพื้นที่ห่างไกล แต่ยังเป็นต้นแบบของการใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ และต่อยอดสู่การขยายผลในพื้นที่เสี่ยงอื่น ๆ ของประเทศต่อไปจนยิ่งขึ้น