โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ขึงขังปราบกักตุนน้ำมัน ลุยตรวจ7จว.ไม่ผิดปกติ

ไทยโพสต์

อัพเดต 28 มีนาคม 2569 เวลา 4.03 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

นายกฯ ในฐานะ ผอ.รมน. สั่งการ กอ.รมน.เดินหน้าปราบปรามการกักตุนและลักลอบส่งออกน้ำมันนอกประเทศ เร่งตรวจสอบทั้งระบบ ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ด้านกระทรวงพลังงานยกระดับมาตรการกำกับดูแลน้ำมันเชื้อเพลิง สั่งผู้ค้ามาตรา 7 รายงานสต๊อก ราคา เข้มงวด ศบก.เผยผลตรวจคลังน้ำมัน-จ๊อบเบอร์ 7 จว. ไม่พบความผิดปกติ

เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (ผอ.รมน.) ได้หารือร่วมกับผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะรอง ผอ.รมน. และเสนาธิการทหารบก ในฐานะเลขาธิการ กอ.รมน. ถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาการกักตุนและการลักลอบนำน้ำมันออกนอกประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพด้านพลังงานและเศรษฐกิจของประเทศไทย

ภายหลังการหารือ ผอ.รมน.ได้สั่งการให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) บูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามและตรวจสอบการดำเนินการเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิงทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นทาง-ระหว่างทาง-ปลายทาง ป้องกันการกักตุน ลักลอบขนย้าย หรือการนำออกนอกประเทศโดยผิดกฎหมาย

สำหรับแนวทางการดำเนินการ ประกอบด้วย

1.ต้นทาง (โรงกลั่นน้ำมัน) มอบหมายให้ศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 4 กอ.รมน. ซึ่งรับผิดชอบด้านความมั่นคงทางพลังงาน ทำหน้าที่กำกับดูแลและติดตามการผลิตและการบริหารจัดการน้ำมันจากโรงกลั่น ให้เป็นไปตามกฎหมายและไม่เกิดการนำออกนอกระบบอย่างผิดปกติ

2.ระหว่างทาง (การขนส่งและการกระจายน้ำมัน) ให้ กอ.รมน.จังหวัดทั่วประเทศ และ กอ.รมน.ภาคส่วนแยก ในกองกำลังป้องกันชายแดน ร่วมกำกับดูแลเส้นทางการขนส่งและการกระจายน้ำมัน โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงตามแนวชายแดน เพื่อป้องกันการลักลอบขนส่งน้ำมันออกนอกประเทศ

3.ปลายทาง (สถานีบริการน้ำมัน) ให้ชุดตรวจร่วมของ กอ.รมน.จังหวัด ลงพื้นที่สุ่มตรวจสถานีบริการน้ำมันในพื้นที่รับผิดชอบ เพื่อตรวจสอบปริมาณการจำหน่าย การกักตุน และการดำเนินการที่อาจเข้าข่ายผิดกฎหมาย

ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลในการรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศ ป้องกันการเอาเปรียบประชาชน และสร้างความโปร่งใสในระบบการค้าพลังงาน พร้อมย้ำว่า กอ.รมน.จะบูรณาการการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การกำกับดูแลมีประสิทธิภาพและสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนทั่วประเทศ

ขณะที่ ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) แถลงสถานการณ์ประจำวัน นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เผยว่า การลงพื้นที่ตรวจผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ที่มีคลังน้ำมันและจ๊อบเบอร์เมื่อวันที่ 26 มี.ค. โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และพาณิชย์จังหวัดดำเนินการร่วมกัน จำนวน 22 จุด ใน 7 จังหวัด ประกอบด้วย ฉะเชิงเทรา, นครราชสีมา, อุดรธานี, ลำปาง, พิษณุโลก, ชุมพร และสงขลา ผลการตรวจในส่วนจ๊อบเบอร์ ทั้งจ๊อบเบอร์ที่มีคลังน้ำมันและไม่มีคลังน้ำมัน ไม่พบความผิดปกติ

ในส่วนที่มีคลังน้ำมัน พบน้ำมันที่อยู่ในคลังเหลือติดคลังเฉลี่ยประมาณ 1 หมื่นลิตร ส่วนที่อยู่ในแต่ละจ๊อบเบอร์เป็นน้ำมันที่กำลังอยู่ระหว่างการขาย การตรวจสอบข้อมูลต่างๆ ทั้งผู้ซื้อผู้ขายของจ๊อบเบอร์ที่ได้มีการบันทึกไว้ ถูกต้องตรงกัน ไม่ได้มีความผิดปกติ สำหรับการตรวจสอบคลังน้ำมันที่เป็นผู้ค้าตามมาตรา 7 ซึ่งเป็นคลังน้ำมันขนาดใหญ่ที่ จ.สงขลา คือบริษัท ปตท. และเชลล์ ก็พบว่าทั้ง 2 คลังมีน้ำมันเหลือติดคลังไม่ถึง 50% หรือประมาณ 10 ล้านลิตร จากความจุของของคลังที่จุได้ 25-28 ล้านลิตร

"จากการตรวจสอบข้อมูลทั้งหมด มีการซื้อขายและจัดส่งน้ำมันออกไปถูกต้อง ไม่มีข้อมูลที่ผิดปกติ และการส่งน้ำมันตั้งแต่เดือน มี.ค.เป็นต้นมา มีปริมาณการส่งออกจากคลังเพิ่มขึ้น และมีการติดประกาศราคาเรียบร้อย" นายดนุชากล่าว

ด้านนายวุฒิทัต ตันติเวสส รองอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน แถลงว่า ภาพรวมสถานการณ์น้ำมันดีเซลหมุนเร็วตั้งแต่วันที่ 1-24 มีนาคม ปริมาณการผลิตดีเซลหมุดเร็วอยู่ที่ 81.51 ล้านลิตรต่อวัน ปริมาณการจำหน่ายอยู่ที่ 81.63 ล้านลิตรต่อวัน ปริมาณการส่งออกอยู่ที่ 4.55 ล้านลิตรต่อวัน ภาพรวมการจำหน่ายและส่งออกอยู่ที่ 86.18 ล้านลิตรต่อวัน

ส่วนน้ำมันเบนซิน ตั้งแต่วันที่ 1-24 มีนาคม ปริมาณการผลิตอยู่ที่ 37.12 ล้านลิตรต่อวัน ปริมาณการจำหน่ายอยู่ที่ 35.10 ล้านลิตรต่อวัน การส่งออกอยู่ที่ 0.004 ล้านลิตรต่อวัน และภาพรวมการจำหน่ายและส่งออกอยู่ที่ 35.10 ล้านลิตรต่อวัน

สำหรับสถานการณ์น้ำมันดีเซลและเบนซิน ทางกรมธุรกิจพลังงานได้แจ้งกับผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ให้ส่งข้อมูลการรับจ่ายน้ำมันของคลังน้ำมันเชื้อเพลิงเติมเพิ่มเติมตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรี ซึ่งไทยมีคลังน้ำมันเพื่อจำหน่ายอยู่ 92 แห่ง เป็นคลังเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงสำรองตามกฎหมายอยู่ทั้งหมด 53 แห่ง และคลังของผู้ค้าตามมาตรา 7 ที่ไม่ได้เปิดเผยว่าเก็บน้ำมันสำรอง รวมกับคลังผู้ค้าตามมาตรา 10 ทั้งหมด 39 แห่ง กรมได้จัดทำแบบฟอร์มเพิ่มเติมให้แจ้งข้อมูลการจัดส่งน้ำมันไปยังสถานีปลายทาง ทะเบียนรถยนต์ เพื่อจัดส่งไปยังกระทรวงยุติธรรม DSI กระทรวงมหาดไทย เพื่อตรวจสอบข้อมูลต่อไป

ด้านกระทรวงพลังงาน ได้ออกประกาศกระทรวงเรื่อง การกำหนดมาตรฐานและเงื่อนไข การดำเนินการค้าของผู้ค้าน้ำมัน อันเนื่องมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งภาคตะวันออกกลาง โดยสาระสำคัญคือ ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ต้องเปิดเผยราคาและสต๊อกน้ำมันของทุกแห่ง รวมถึงต้องติดป้ายแสดงราคาและน้ำมันคงเหลืออย่างชัดเจน รวมถึงรายงานข้อมูลตรงให้กับกรมธุรกิจพลังงานทราบภายใน 18.00 น.ของทุกวัน โดยให้รายงานไปที่ datapmo@doebonline.doeb.go.th

นอกจากนี้ สาระสำคัญอีกประการคือ ให้ผู้ค้าน้ำมันขายน้ำมันเชื้อเพลิงตามราคาที่แสดงไว้หน้าโรงกลั่น และไม่สูงกว่าที่ประกาศไว้บนหน้าเว็บไซต์ของกระทรวงพลังงาน หรือไม่เกินราคาหน้าปั๊ม และผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ที่เป็นโรงกลั่นรายงานต้นทุนการกลั่นให้กับกรมธุรกิจพลังงานทราบทุกวันศุกร์ 12.00 น. และต้องรายงานข้อมูลการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงทุกครั้งที่มีการขนส่งน้ำมันออกจากคลัง

สำหรับการพัฒนาแอปพลิเคชัน Fuel Now เพื่อให้พลังงานจังหวัดได้รับทราบพิกัดของปั๊มในพื้นที่ต่างจังหวัด เพื่อให้ทราบถึงสถานะของสถานีบริการน้ำมันว่ามีน้ำมันจำหน่ายปกติหรือขาดบางชนิดอย่างไร โดยขอความร่วมมือผู้ประกอบการเข้ามาเพิ่มเติมข้อมูลเพื่อให้รวดเร็วในการตรวจสอบ

นายวุฒิทัตกล่าวด้วยว่า กรณีที่ได้มีการจัดทำใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงตามประกาศกรมธุรกิจพลังงานว่าด้วยการกำหนดวิธีการและเงื่อนไขในการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง แล้ว ให้ผู้ค้าน้ำมันรายงานข้อมูลการจำหน่ายหรือขนถ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงพร้อมนำสำเนาใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าสู่ระบบตรวจสอบการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง https://Fuel-DM.doeb.go.th ทุกครั้งที่มีการจัดทำใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง โดยให้รายงานข้อมูลการจำหน่ายหรือขนถ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงพร้อมสำเนาใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงของวันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...