โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิดตำนาน SETI ภาค 3: รู้จัก “ไดสันสเฟียร์” และ “สเกลคาร์ดาเชฟ” มาตรวัดความล้ำหน้าแห่งจักรวาล

SPACEMAN

อัพเดต 17 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว • SPACEMAN มนุษย์อวกาศ

หลังจากที่เราได้รู้จักกับ สมการของเดรค (Drake Equation) และความทะเยอทะยานของมนุษยชาติในตอนก่อนหน้าไปแล้ว วันนี้เราจะพาไปทำความรู้จักกับสองแนวคิดรากฐานที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า หากเราพบมนุษย์ต่างดาวในวันหนึ่ง พวกเขาอาจจะล้ำหน้ากว่าเราชนิดที่จินตนาการไปไม่ถึง

เรื่องราวเริ่มต้นจาก ฟรีแมน ไดสัน (Freeman Dyson) นักฟิสิกส์ทฤษฎีและนักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษ-อเมริกันผู้มีชื่อเสียง (พ.ศ. 2466-2563) ซึ่งในปี พ.ศ. 2503 เขาได้ตีพิมพ์งานวิจัยที่สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่ววงการในชื่อ "การค้นหาแหล่งกำเนิดรังสีอินฟราเรดจากดวงดาวที่สร้างขึ้นโดยเจตนา" โดยไดสันเสนอว่าอารยธรรมที่ก้าวหน้ามากๆ จะมีความต้องการพลังงานมหาศาลจนอาจตัดสินใจสร้างโครงสร้างขนาดยักษ์ล้อมรอบดาวฤกษ์แม่ของพวกเขาเพื่อดักจับพลังงานทั้งหมดมาใช้งาน โครงสร้างนี้ถูกเรียกว่า ไดสันสเฟียร์ (Dyson Sphere) ซึ่งจะปล่อยความร้อนเหลือทิ้งออกมาในรูปแบบของรังสีอินฟราเรด (Infrared Radiation) ทำให้เราสามารถใช้กล้องโทรทรรศน์ตรวจจับร่องรอยเทคโนโลยีนี้ได้จากระยะไกลแสนไกล แม้พวกเขาจะไม่ได้ส่งสัญญาณวิทยุหาเราโดยตรงก็ตาม

ในเวลาไล่เลี่ยกันฝั่งสหภาพโซเวียตก็ได้ให้กำเนิดแนวคิดการจัดอันดับอารยธรรมโดย นิโคไล คาร์ดาเชฟ (Nikolai Kardashev) นักดาราศาสตร์ฟิสิกส์ผู้เชี่ยวชาญด้านดาราศาสตร์วิทยุ (พ.ศ. 2475-2562) ซึ่งในปี พ.ศ. 2507 เขาได้เสนอ สเกลคาร์ดาเชฟ (Kardashev Scale) เพื่อแบ่งระดับความล้ำหน้าของสิ่งมีชีวิตตามปริมาณพลังงานที่พวกเขาสามารถควบคุมได้ โดยแบ่งเป็น 3 ระดับหลักคือ อารยธรรมระดับที่ 1 (Type I) ที่ใช้พลังงานทั้งหมดที่มีบนดาวเคราะห์ของตนเองได้ อารยธรรมระดับที่ 2 (Type II) ที่ควบคุมพลังงานจากดาวฤกษ์ทั้งดวง (เช่น การใช้ไดสันสเฟียร์) และ อารยธรรมระดับที่ 3 (Type III) ที่สามารถดึงพลังงานมาใช้ได้จากทั้งกาแล็กซีเลยทีเดียว

คาร์ดาเชฟเคยสงสัยว่าแหล่งกำเนิดคลื่นวิทยุ CTA-102 ซึ่งอยู่ห่างจากโลกประมาณ 8 พันล้านปีแสง อาจเป็นสัญญาณจากมนุษย์ต่างดาว แต่ภายหลังพบว่าเป็นเพียง เควซาร์ (Quasar) หรือนิวเคลียสดาราจักรกัมมันต์เท่านั้น อย่างไรก็ตามแนวคิดของเขาช่วยให้นักวิจัยมองเห็นภาพชัดขึ้นว่าอารยธรรมระดับที่ 2 และ 3 จะตรวจพบได้ง่ายกว่ามาก เนื่องจากปริมาณข้อมูลและพลังงานมหาศาลที่พวกเขาสามารถส่งผ่านระยะทางตั้งแต่ 1 แสนปีแสง ไปจนถึงกว่า 1 หมื่นล้านปีแสง ได้อย่างสบายๆ

บทสรุปที่สำคัญจากทั้งไดสันและคาร์ดาเชฟคือหลักการที่เรียกว่า กระจกเงาแห่งจักรวาล (Cosmic Mirror) ซึ่งบอกเราว่าการค้นหา SETI แท้จริงแล้วคือการสะท้อนภาพอนาคตของมนุษยชาติเอง เพราะด้วยอายุของทางช้างเผือก (Milky Way) ที่เก่าแก่กว่า 13,000 ล้านปี จึงมีความเป็นไปได้สูงมากที่อารยธรรมอื่นจะมีวิวัฒนาการล่วงหน้าเราไปนับล้านปี การตั้งทฤษฎีเรื่องโครงสร้างยักษ์และระดับพลังงานจึงเป็นทั้งการคาดการณ์ถึงสิ่งที่เราอาจพบ และเป็นแผนที่นำทางว่ามนุษย์เราอาจก้าวไปถึงจุดไหนในอีกหลายพันปีข้างหน้า

ข้อมูลอ้างอิง: Universe Today

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...