"LH" เคจีไอหั่นกำไร-เป้ารับอสังหาฯ ชะลอ แต่ปันผลยังน่าสน
#ทันหุ้น – บล.เคจีไอ ส่องหุ้น บริษัทแลนด์แอนด์เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LH แม้บริษัทจะเปิดโครงการบ้านกลุ่มพรีเมียมใหม่ 1 โครงการที่ Nantawan Prestige มูลค่า 2.2 พันลบ. แต่คาดพรีเซล Q1/69F จะยังอ่อนตัวที่ 2.85 พันลบ. (-22% YoY และ -15% QoQ) คิดเป็น 20% ของ guidance ทั้งปี เพราะอุปสงค์ลูกค้า high-end ถึง luxury ชะลอลงอย่างมีนัยยะตั้งแต่มี.ค. 69 จากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง
ขณะที่ฝ่ายวิจัยคาดกำไรปกติ Q1/69F ที่ 670 ลบ. (-7.5% YoY และ- 9% QoQ) ตามรายได้จากธุรกิจที่อยู่อาศัยอาจลดลง 7% เหลือ 2.5 พันลบ. กับ gross margin ที่อ่อนตัวที่ 21.7% จาก 26% ใน Q1/68 สวนทางกับรายได้ธุรกิจโรงแรม Q1/69 ที่คาดว่าจะโต 15% YoY ด้วย gross margin ที่ 32.5% จาก 30% ใน Q1/68 จากการเปิดดำเนินงานทั้งโรงแรม Grande Centre Point (GCP) Lumpini ช่วงปลาย Q1/68 และ GCP Prestige ใน Q4/68 ประสบความสำเร็จดี
ด้านส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วม หลักๆ จาก HMPRO, QH และ LHFG อาจอ่อนตัวลง YoY แต่หากตัดกำไรพิเศษออก กำไรสุทธิ Q1/69F อาจแย่ลงถึง 20% YoY เมื่อเทียบกับ Q4/68 ยอดขายบ้านอาจลดลงแรงถึง 23% QoQ จากฐานสูงช่วง high season แต่กำไรสุทธิน่าจะลดเพียง 7% จาก i) ธุรกิจโรงแรมยังแข็งแกร่ง ii) gross margin ของธุรกิจที่อยู่อาศัยดีขึ้น และ iii) ต้นทุนการเงินลดลงตามทิศทางดอกเบี้ยขาลง
คาดกำไร Q2-Q3/69F อาจยังซบเซา…แต่ Q4/69F จะเป็นจุดสูงสุดของปีนี้ ทั้งนี้ กำไรสุทธิใน Q2/68 สูงที่ 1.37 พันลบ. ส่วนหนึ่งจากกำไรของการขายสินทรัพย์ 723 ลบ. ดังนั้น หากตัดกำไรพิเศษออก กำไร Q2-Q3/69F น่าจะอ่อนแอลงจากโมเมนตัมยอดขายยังไม่ฟื้นตัวกับธุรกิจ โรงแรมเข้าสู่ช่วงนอกฤดูท่องเที่ยว แต่ปัจจัยหนุนหลัก Q4/69F ได้แก่ การโอนคอนโดฯ “วัน เวลา ณ เจ้าพระยา” มูลค่า 1.5 หมื่นลบ. ซึ่งคาดว่าจะรับรู้รายได้ราว 1.8 พันลบ. (ปัจจุบันขายได้แล้ว 57%) และกำไรจากการขายสินทรัพย์ราว 750 ลบ. จากการขายอพาร์ทเมนท์ 1 แห่งในสหรัฐฯ ซึ่งมีมูลค่าการลงทุนรวม 160 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5 พันลบ.) และโรงแรม 1 แห่งในประเทศไทย มูลค่า 2.3 พันลบ. นอกจากนี้ โรงแรม GCP Voyage Pattaya ขนาด 494 ห้อง กำหนดจะเปิดดำเนินงานได้ภายใน Q4/69F
ปรับลดประมาณการกำไรปี 2569F-70F ฝ่ายวิจัยปรับลดประมาณการรายได้จากธุรกิจที่อยู่อาศัยลง 7% ที่ 1.38 หมื่นลบ. และปรับลด gross margin ลง 3ppt ที่ 22% ส่งผลให้กำไรปกติปี 2569F ลดลงที่ 3.4 พันลบ. (+17% YoY) จากเดิมคาดที่ 3.9 พันลบ. ขณะที่กำไรสุทธิปี 2569F (รวมกำไรจากการขายสินทรัพย์) คาดที่ 4.2 พันลบ. (+13% YoY) จากเดิมคาดที่ 4.7 พันลบ. ส่วนปี 2570F ฝ่ายวิจัยปรับลดกำไรปกติลง 10% ที่ 4.1 พันลบ. (+20% YoY) แต่กำไรสุทธิอาจทรงตัว YoY หากไม่มีรายการกำไรพิเศษมาเพิ่มเติม
ตามประมาณการกำไรใหม่ของฝ่ายวิจัย (หลังปรับลด) ทำให้ได้ราคาเป้าหมาย SOTP ใหม่ลดลงที่ 4.00 บาท จากเดิม 4.70 บาท (จากธุรกิจหลัก 1.00 บาท และจากธุรกิจการลงทุน 3.00 บาท) และปรับลดคำแนะนำลงเป็น “ถือ” จากซื้อ โดยคาด dividend yield ปี 2569F-70F ที่ 7.5% ต่อปี
Risks ภาวะเศรษฐกิจอ่อนแอ โอกาสมีนโยบายกระตุ้นจากภาครัฐ การให้สินเชื่อมีความเข้มงวดมากขึ้นท่ามกลางภาวะหนี้สินภาคครัวเรือนสูงยืดเยื้อรวมทั้ง การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ