SME ไทย ปี 69 กลายร่างสู่ "บริษัทซอมบี้" ไม่ล้ม ไม่ฟื้นตัว และไม่โต ประเมิน 1 ใน 3 เข้าสู่ภาวะเสี่ยง
SMEs ไทยกำลังเผชิญโจทย์ที่หนักกว่า “เศรษฐกิจโตต่ำ” เพราะวันนี้โลกธุรกิจเปลี่ยนกติกาเร็วกว่าที่หลายกิจการจะปรับตัวทัน ทั้งการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ต้นทุนที่สูงขึ้น ไปจนถึงความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและภูมิรัฐศาสตร์ที่กลายเป็น “สภาพแวดล้อมใหม่” ของการทำธุรกิจ
แม้ผู้ประกอบการจำนวนมากจะยังเปิดกิจการต่อ จ้างงานได้ และประคองตัวผ่านวิกฤตโควิด-19 มาได้ แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ ธุรกิจจำนวนไม่น้อยกำลังติดอยู่ในภาวะ “อยู่ต่อได้ แต่ไปต่อไม่ได้” ไม่ล้ม แต่ก็ไม่ฟื้น และไม่สามารถสร้างการเติบโตใหม่ได้จริง
SCB EIC ระบุว่า ภาพนี้กำลังสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย ที่ภาคธุรกิจต้องเผชิญ “ศึกนอกซ้อนศึกใน” พร้อมกัน ทั้งแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลก และข้อจำกัดภายในประเทศที่สะสมมานาน จน SMEs อาจไม่ได้เป็นเพียง “กลุ่มเปราะบาง” แต่กำลังกลายเป็น “จุดสะสมความเสี่ยง” ของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
SMEs ไทย แบกรากฐานเศรษฐกิจ แต่สร้างพลังเศรษฐกิจได้น้อย
ปัจจุบัน SMEs ไทยคิดเป็นเกือบ 98% ของจำนวนกิจการทั้งหมด และจ้างงานมากกว่า 70% ของแรงงานไทย แต่กลับสร้างรายได้เพียงราว 18% ของรายได้ธุรกิจทั้งหมด ขณะที่รายได้กว่า 80% ยังกระจุกอยู่ในธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีจำนวนเพียง 2%
ตัวเลขนี้สะท้อนว่า แม้ SMEs จะเป็น “ฐานราก” ของเศรษฐกิจไทย แต่กลับยังไม่สามารถสร้าง “พลังทางเศรษฐกิจ” ได้มากนัก
โดย SMEs ไทยสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจเพียงราว 35% ซึ่งยังต่ำกว่าหลายประเทศพัฒนาแล้วที่ SMEs สร้างมูลค่าเพิ่มได้มากกว่าครึ่งของ GDP สะท้อนว่า SMEs ไทยจำนวนมากยังติดอยู่ในธุรกิจมูลค่าเพิ่มต่ำ แข่งขันด้วยราคา และแบกรับต้นทุนสูง
ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกรุงไทย ปี 2569 ที่ศึกษางบการเงิน SMEs ไทยย้อนหลังนับ 10 ปี พบว่า ความสามารถในการทำกำไรของ SMEs ไทยลดลงต่อเนื่องแทบทุกกลุ่ม แม้ผ่านพ้นช่วงโควิดแล้วก็ตาม
ปัญหาหลักคือ “หนี้สูง สภาพคล่องตึง และกำไรลดลง” โดยเฉพาะ SMEs กลุ่มอ่อนแอที่มีภาระหนี้สูงกว่ากลุ่มแข็งแรงหลายเท่า และมี Margin ต่ำกว่าชัดเจน
สิ่งที่น่ากังวลจึงไม่ใช่แค่ธุรกิจรายใดรายหนึ่งไปต่อไม่ได้ แต่คือการที่ SMEs จำนวนมากกำลังติดอยู่ในภาวะ “ไม่ล้ม ไม่ฟื้น ไม่โต” ซึ่งอาจกลายเป็น “ความเปราะบางเชิงระบบ” ของเศรษฐกิจไทย เพราะแรงงาน เงินทุน และทรัพยากรถูกใช้ไปกับธุรกิจที่ไม่สามารถยกระดับผลิตภาพหรือสร้างมูลค่าเพิ่มใหม่ได้
“บริษัทซอมบี้” กำลังเพิ่มขึ้นในระบบเศรษฐกิจไทย
หนึ่งในภาพสะท้อนที่ชัดที่สุดของปัญหานี้ คือการเพิ่มขึ้นของ“Zombie Firms” หรือ “บริษัทผีดิบ/บริษัทซอมบี้” ซึ่งหมายถึงธุรกิจที่ยังดำเนินกิจการได้ ยังจ่ายดอกเบี้ยได้ แต่ไม่สามารถลดเงินต้น หรือสร้างกำไรได้อย่างยั่งยืน พูดง่าย ๆ คือ “ยังอยู่ได้ แต่ไม่มีอนาคต”
ข้อมูลหลายงานศึกษาพบตรงกันว่า ปัญหานี้กำลังขยายวงกว้างในไทย
ในปี 2565 สัดส่วนบริษัทซอมบี้ของธุรกิจขนาดย่อมและขนาดย่อยอยู่ที่ 18.5% และ 7.7% ตามลำดับ ขณะที่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดใหญ่มีสัดส่วนไม่ถึง 5%
ข้อมูลจาก สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ปี 2568 ระบุว่า Zombie SMEs มีสัดส่วนราว 8-15% ของธุรกิจแต่ละขนาด และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยกระจุกตัวอยู่ในภาคธุรกิจดังนี้
-ธุรกิจบริการ
-อสังหาฯ
-ก่อสร้าง
-ที่พักแรม
-การค้า
-ภาคการผลิต
ขณะที่ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีทีบี ปี 2567 ประเมินว่าหากรวมกลุ่ม “เสี่ยงจะเป็นซอมบี้” ด้วย จะพบว่ามีสัดส่วนสูงกว่า 1 ใน 3 ของภาคธุรกิจไทย
ท่ามกลางสถานการณ์ “ศึกนอกซ้อนศึกใน” ที่กำลังเกิดขึ้น สัดส่วน Zombie SMEs และกลุ่มเสี่ยงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีกในปี 2569
ปัญหาไม่ใช่แค่ “ขายไม่ได้” แต่คือ “เปลี่ยนไม่ได้”
จุดที่น่ากังวลคือ Zombie SMEs จำนวนมากไม่ได้มีปัญหาแค่การแข่งขัน แต่ติดกับดักภายในองค์กรเองด้วย
หลายกิจการอยู่ในภาวะเท่าทุนหรือขาดทุนเล็กน้อยต่อเนื่อง กว่าครึ่งมีรายได้ลดลงเกิน 10% ต่อปี ขณะที่มีเพียงส่วนน้อยที่รายได้เพิ่มขึ้น
สะท้อนว่าโจทย์ของ SMEs ไทยอาจไม่ใช่แค่ “ขายของไม่ได้” แต่คือ “เปลี่ยนธุรกิจไม่ได้”
ทั้งจากภาระหนี้ โครงสร้างต้นทุน การบริหารจัดการ ไปจนถึงการเข้าถึงเงินทุนและทรัพยากรใหม่ ๆ ทำให้ผู้ประกอบการจำนวนมากรู้ว่าต้องปรับตัว แต่ไม่รู้จะเปลี่ยนอย่างไรโดยไม่เสี่ยงเกินไป
อีกด้านหนึ่ง ระบบเศรษฐกิจไทยเองก็เอื้อให้ธุรกิจ “อยู่ต่อ” มากกว่า “เปลี่ยนผ่าน”
ทั้งจากเจ้าหนี้ สถาบันการเงิน หรือคนใกล้ชิด ที่ยังช่วยประคองธุรกิจ เพราะต้นทุนการปิดกิจการหรือปรับโครงสร้างยังสูง ผลลัพธ์คือธุรกิจจำนวนมากยังคงใช้แรงงาน เงินทุน และทรัพยากรต่อไป แต่ไม่สามารถสร้างผลิตภาพใหม่ได้
เศรษฐกิจจึงยัง “เคลื่อนไหว” แต่ไม่ “เคลื่อนไปข้างหน้า”
ชู Reinvent Thailand เมื่อโจทย์ใหม่ไม่ใช่ “ช่วยให้อยู่รอด” แต่คือ “ช่วยให้เปลี่ยนได้”
ท่ามกลางปัญหานี้ แนวคิด “Reinvent Thailand” จึงถูกหยิบขึ้นมาเป็นแพลตฟอร์มความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และภาคการเงินไทย ตั้งแต่เดือนกันยายน 2568
เป้าหมายสำคัญไม่ใช่แค่ช่วย SMEs เรื่องสภาพคล่องระยะสั้น แต่คือการช่วย “ยกระดับศักยภาพ” ของธุรกิจในระยะยาว ผ่านมาตรการต่าง ๆ เช่น โครงการ “พี่ช่วยน้อง” ในรูปแบบ Supply Chain Financing สินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษ หรือการสนับสนุนธุรกิจสีเขียว
หัวใจสำคัญคือการเปลี่ยนวิธีคิดจาก “ช่วยให้อยู่” ไปสู่ “ช่วยถ้าเปลี่ยน”
เพราะในโลกธุรกิจยุคใหม่ ไม่ใช่ทุกกิจการจะสามารถอยู่รอดในรูปแบบเดิมได้อีกต่อไป
ภายใต้แนวคิดนี้ การสนับสนุนจะผูกกับการเพิ่มผลิตภาพ การใช้เทคโนโลยี การลดต้นทุนเชิงโครงสร้าง รวมถึงการยกระดับธรรมาภิบาลและความโปร่งใสของข้อมูล มากกว่าการอัดสภาพคล่องเพื่อยื้อธุรกิจแบบเดิม
จาก “เจ้าหนี้” สู่ “พันธมิตรช่วงเปลี่ยนผ่าน”
อีกหนึ่งโจทย์สำคัญคือบทบาทของสถาบันการเงิน ในระบบที่ Zombie SMEs เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง บทบาทของแบงก์อาจไม่ใช่แค่ “ปล่อยกู้” หรือ “ประคองหนี้” อีกต่อไป แต่ต้องกลายเป็น“Partner in Transition” หรือพันธมิตรในช่วงเปลี่ยนผ่าน
ทั้งการช่วยแยกกลุ่มธุรกิจที่ยังมีศักยภาพ ธุรกิจที่ควรปรับโมเดล ธุรกิจที่ควรควบรวม หรือแม้แต่ธุรกิจที่อาจต้องออกจากรูปแบบเดิมเพื่อเริ่มต้นใหม่
เพราะเมื่อ “การเปลี่ยน” ไม่ถูกมองว่าเป็นความล้มเหลว ธุรกิจจะกล้าปรับตัวมากขึ้น และทรัพยากรในระบบเศรษฐกิจก็จะไหลไปสู่ธุรกิจที่มีผลิตภาพสูงกว่า
SMEs ยุคใหม่ อาจไม่ต้อง “ใหญ่ขึ้น” แต่ต้อง “แข็งแรงขึ้น”
ในโลกธุรกิจปัจจุบัน การเติบโตของ SMEs อาจไม่ได้วัดกันแค่ “ขนาด” อีกต่อไป แต่คือ “คุณภาพ”
การเล็กลงแต่กำไรดีขึ้น การออกจากสงครามราคา การขยับเข้าสู่ตลาดเฉพาะทาง หรือการเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่มูลค่าใหม่ อาจไม่ทำให้ธุรกิจใหญ่ขึ้นทันที แต่ช่วยให้ “อยู่รอด” และ “แข่งขันได้” มากกว่าเดิม
เพราะวันนี้ “ต้นทุนของการไม่เปลี่ยน” กำลังสูงขึ้นเรื่อย ๆ
ท้ายที่สุด ปัญหา Zombie Firms อาจไม่ใช่แค่อาการของธุรกิจอ่อนแอ แต่สะท้อนถึงระบบเศรษฐกิจที่ยังไม่เอื้อให้ธุรกิจ “เปลี่ยนผ่าน” ได้จริง
หากไทยยังเน้นแค่การประคองธุรกิจให้อยู่ต่อ โดยไม่ช่วยให้ปรับตัวได้ โอกาสที่ SMEs ไทยจำนวนมากจะกลายเป็น “บริษัทซอมบี้” ก็อาจยิ่งเพิ่มขึ้นในปี 2569 และต่อจากนี้…