สงครามส่อแววสงบ! ‘เอเซีย พลัส’ แนะกลยุทธ์สลับกลุ่มลงทุน ชู 3 หุ้นเด่น
The Bangkok Insight
อัพเดต 07 พ.ค. เวลา 04.16 น. • เผยแพร่ 07 พ.ค. เวลา 04.16 น. • The Bangkok Insight"บล.เอเซีย พลัส" ชี้สงครามส่อแววสงบ จับตาความเสี่ยงใหม่ "Unwind Yen Carry Trade" ดันบาทแข็ง ชูกลยุทธ์สลับกลุ่มลงทุน ดักเก็บหุ้น Laggard แนะนำ DELTA-CENTEL-GULF
บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินทิศทางตลาดการลงทุนว่า แม้สงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่านจะยืดเยื้อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 10 แต่สัญญาณความขัดแย้งเริ่มดูเบาบางลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยสังเกตได้จากราคาน้ำมันดิบ BRENT ที่ไม่ทำจุดสูงสุดใหม่และทยอยปรับตัวลดลง ซึ่งเป็นรูปแบบที่คล้ายคลึงกับช่วงวิกฤตพลังงานในอดีต อย่างสงครามอ่าว (Gulf War) ปี 1990 และสงครามรัสเซีย-ยูเครน ปี 2022 ฝ่ายวิจัยประเมินว่าในระยะกลาง (3-6 เดือนข้างหน้า) ช่วงที่สงครามผ่อนคลาย ราคาน้ำมันจะทยอยย่อตัวลงต่อเนื่อง แต่ตลาดหุ้นทั่วโลกจะยังคงผันผวนและแกว่งตัวออกข้าง (Sideways) เพื่อรอดูการส่งผ่านผลกระทบของต้นทุนน้ำมันไปยังภาพรวมเศรษฐกิจและกำไรของบริษัทจดทะเบียน ก่อนที่ตลาดจะสามารถกลับมาปรับตัวขึ้นได้ดีเมื่อราคาน้ำมันเข้าสู่ภาวะปกติ จากแบบจำลอง BECO SHOK ชี้ให้เห็นว่าผลกระทบจากราคาน้ำมันแพงจะกดดันให้การเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของยุโรป อังกฤษ จีน และญี่ปุ่น ลดลงราว 0.3-0.4% ในช่วงที่เหลือของปี 2026
จับตาความเสี่ยงใหม่ "Unwind Yen Carry Trade" หนุนเงินบาทกลับมาแข็งค่า ในระยะถัดไป ตลาดกำลังจับตาความเสี่ยงใหม่จากกระแส "Unwind Yen Carry Trade" หรือการโยกย้ายเม็ดเงินกลับเข้าสู่สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า ปัจจัยหนุนมาจากการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือน มิ.ย. 2026 ทำให้ส่วนต่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ระหว่างสหรัฐฯ และญี่ปุ่นแคบลงเรื่อย ๆ
นอกจากนี้ ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมายังพบสัญญาณการแทรกแซงค่าเงินของรัฐบาลญี่ปุ่นด้วยเม็ดเงินกว่า 34.5 พันล้านดอลลาร์ ทำให้เงินเยนแข็งค่าขึ้น 1-2% ในช่วงเวลา 11.00-13.00 น. เกือบทุกวัน และเนื่องจากเงินเยนมีน้ำหนักในตะกร้าดอลลาร์ถึง 14% (สูงเป็นอันดับ 2) การแข็งค่าของเงินเยนจึงเป็นปัจจัยกดดันให้ดอลลาร์อ่อนค่าลง ซึ่งท้ายที่สุดจะส่งผลดีต่อ "ค่าเงินบาทไทยให้มีแนวโน้มทยอยแข็งค่าขึ้น" และช่วยหนุนกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ให้ยังคงไหลเข้าประคองตลาดหุ้นไทยได้
หุ้นไทยแกร่งสุดในภูมิภาค รับอานิสงส์สินค้าโภคภัณฑ์และงบไตรมาส 1 ทะลุเป้า สำหรับตลาดหุ้นไทย (SET Index) ถือว่าแข็งแกร่งกว่าภูมิภาค โดยนับตั้งแต่เกิดสงคราม (1 มี.ค.-6 พ.ค.) ดัชนีปรับตัวลดลงเพียง -0.3% เท่านั้น สาเหตุหลักมาจากโครงสร้างของตลาดหุ้นไทยที่มีน้ำหนักของกลุ่มเทคโนโลยี (ETRON, ICT) และกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ (พลังงาน, ปิโตรเคมี, อาหาร, เกษตร) รวมกันสูงถึง 57% ซึ่งกลุ่มเหล่านี้ได้รับอานิสงส์โดยตรงจากราคาน้ำมันดิบที่พุ่งสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา
อีกปัจจัยสำคัญคือ การประกาศผลประกอบการไตรมาส 1/2026 ของบริษัทจดทะเบียน (ล่าสุดประกาศมาแล้ว 46 บริษัท) ทำผลงานกำไรดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ (Earning Surprise) สูงถึง 10.7% ซึ่งตามสถิติในอดีต มักจะเป็นแรงหนุนสำคัญที่ทำให้ตลาดหุ้นปรับตัวสูงขึ้นได้
ด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไป (CPI) ของไทยในเดือน เม.ย. 2026 ปรับตัวพุ่งขึ้นถึง +2.89% YoY (ทำสถิติสูงสุดในรอบ 38 เดือน) จากผลกระทบของราคาน้ำมันโลก ทำให้คาดการณ์ว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะพิจารณา "คง" อัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.0% จนถึงสิ้นปี 2026 และจะพึ่งพานโยบายการคลังจากรัฐบาล เช่น โครงการไทยช่วยไทยพลัส, การเปลี่ยนผ่านพลังงาน และกองทุน TFFIF เข้ามาช่วยพยุงเศรษฐกิจแทน
กลยุทธ์การลงทุน : สลับกลุ่มเล่น ช้อนหุ้นดิ่งลึกรับนโยบายรัฐ ชู DELTA-CENTEL-GULF บล.เอเซีย พลัส แนะนำให้นักลงทุนปรับพอร์ตโดยใช้กลยุทธ์ สลับกลุ่มลงทุน (Sector Rotation) แนะนำให้ขายทำกำไรในกลุ่มหุ้นที่ปรับตัวขึ้นแรงในช่วงสงครามและได้ประโยชน์จากเงินบาทอ่อนค่า (เช่น PETRO +24%, ETRON +16%) และให้เม็ดเงินไหลเข้าทยอยสะสมหุ้นกลุ่มที่เคยถูกกดดันลึก (Laggard) รวมถึงหุ้นที่จะได้ประโยชน์จากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและการแข็งค่าของเงินบาท ได้แก่ :
- กลุ่มท่องเที่ยว: ERW, CENTEL, MINT
- กลุ่มการแพทย์: BH, BDMS
- กลุ่มค้าปลีก อาหารและเครื่องดื่ม: CPALL, BJC, CPAXT, COM7, CBG, OSP, ICHI
- กลุ่มโรงไฟฟ้า (ต้นทุนลดลงจากบาทแข็ง): GULF, GPSC, BGRIM โดยกำหนดให้หุ้น DELTA, CENTEL และ GULF เป็นหุ้นเด่น (Prime Picks) ประจำวัน
ประเด็นการลงทุนต่างประเทศเพิ่มเติม : แนะนำจัดพอร์ตในกลุ่มสินทรัพย์ที่มีปัจจัยบวกเด่นชัด (Global Gem) ได้แก่ กลุ่มทองคำ ZIJIN MINING (2899 HK), กลุ่มท่องเที่ยว MARRIOTT (MAR US), กลุ่มผลิตชิป TSMC (TSM US) และกลุ่มสินค้าหรูหรา HERMES (RMS FP) รวมถึงแนะนำเก็งกำไรในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่รายงานผลประกอบการดีกว่าคาดอย่าง IONQ (IONQ US) ที่โชว์รายได้โตทะยาน +755% YoY พร้อมยกระดับเป้าหมายทั้งปี และ DISNEY (DIS US) ที่กำไรเติบโตแข็งแกร่งทุกธุรกิจพร้อมประกาศแผนซื้อหุ้นคืนกว่า 8 พันล้านดอลลาร์
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- ‘เอเซียพลัส’ ชี้ฮอร์มุซเดือด! ดันน้ำมันพุ่ง 6.7% เงินเฟ้อไทยเสี่ยงทะลุเป้า
- สงครามส่อแววสงบ! ‘เอเซีย พลัส’ ชู 3 หุ้นเด่นรับสงครามผ่อนคลาย
- ‘เอเซีย พลัส’ ชี้ช่องหลบภัยสงคราม ซบหุ้น ‘อิงนโยบายรัฐ’ รับอานิสงส์ตั้งรัฐบาลใหม่
ติดตามเราได้ที่