โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

"มาดามเก่ง" แจงยิบวันเจรจา ไม่มีการข่มขู่ พร้อมขอโทษ ทำ “บิ๊กเต่า” เดือดร้อน

THE ROOM 44 CHANNEL

เผยแพร่ 19 ชั่วโมงที่ผ่านมา

"มาดามเก่ง" แจงยิบวันเจรจา ไม่มีการข่มขู่ พร้อมขอโทษ ทำ “บิ๊กเต่า” เดือดร้อน

วันที่ 6 พ.ค. 2569 ที่ กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) น.ส.ดรณ์ เทียนถาวรวงษ์ หรือ มาดามเก่ง พร้อมด้วย นายเชษฐพล โกวิทวาณิชย์ หรือทนายโต ทนายความ รวมถึง นายอุ๊ กรุงสยาม เพื่อนสนิทมาดามเก่ง ออกมาชี้แจงกรณีถูกนายโทนทอง สุขแก่น หรือ โทน บางแค แจ้งความที่สน.พหลโยธิน จากเหตุการณ์วันที่ 17 เมษายน 2568
น.ส.ดรณ์ กล่าวว่า ก่อนอื่นต้องกล่าวคำขอโทษไปถึงพล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. ที่ทำให้เดือดร้อน วันนี้จึงอยากกราบขอโทษ เพราะรู้สึกเสียใจมาก และรู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ยุติธรรม พร้อมขอสาบานขณะที่ฝนตกในตอนนี้ “บิ๊กเต่าไม่เคยรับเงินแม้แต่บาทเดียว”และอยากฝากถึงนายโทนทอง ว่า ไม่อยากให้น้องต้องมาต่อสู้อะไรที่ไม่ใช่เรื่องที่เจรจาไม่ได้ ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว
น.ส.ดรณ์ กล่าวอีกว่า ไทม์ไลน์จุดเริ่มต้นความสัมพันกับนายโทนทอง เริ่มจากเมื่อปี 65 ตนต้องการขายรถเบนท์ลี่ย์ พร้อมทะเบียน ราคา 18 ล้านบาท แต่มีคนกลางที่ชื่อนายอรรณพ ล้วนพร เป็นเซียนพระ ที่อยู่ในวงสนทนา แนะนำให้รู้จักกับนายโทนทองอ้างว่านายโทนทอง มีความรู้เรื่องการตีราคารถหรู เพื่อให้ได้ราคาสูงกว่าตลาด จึงได้เริ่มการติดต่อนายโทนทองเป็นครั้งแรก ก่อนที่จะมีการดีลซื้อขายด้วยการจ่ายเช็ค 10 ใบ มีเงื่อนไขว่าหลังจากทำสัญญา อีก 10 เดือนถึงจะมีการจ่ายเงิน เมื่อถึงเวลาที่กำหนด ปรากฏว่าเช็คดังกล่าวมีบางใบเด้ง
หลังจากนั้นยังมีการซื้อขายของแบรนด์เนมเรื่อยมา กระทั่งในปีเดียวกัน (2565) นายโทนทองมาขอยืมเงิน 100 ล้านบาท อ้างว่าจะนำไปต่อยอดธุรกิจผลิตกล้องส่องพระ จะจ้างบริษัทต่างประเทศผลิตจำนวน 1 พันตัว ราคาต้นทุน 2,600 บาท แต่ตั้งราคาขายกล้องตัวละประมาณ 1.7 หมื่นบาท เมื่อกล้องเสร็จแล้วจะแบ่งให้ 500 ตัว เพื่อเอาไปขาย โดยโทนนำตึกมาค้ำประกันอ้างว่ามีมูลค่ากว่า 100 ล้านบาท แต่เมื่อนำไปประเมินภายหลังกลับพบว่า มีมูลค่าเพียง 60 ล้านบาท สำหรับการทำธุรกรรมมีสัญญาจดจำนองอย่างชัดเจน ต่อมานายโทนทองนำเงินไปทำธุรกิจ อ้างว่า สินค้าที่ได้มานำไปขายหมดแล้ว แต่หากมาดามเก่งอยากได้จะแบ่งให้ 300 ตัว แต่ราคาต้นทุนจะไม่ได้ราคาเดิมแล้ว แต่จะขายให้ราคา 10,000 บาท ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้ส่งผลให้ตนเริ่มผิดหวังและรู้สึกไม่สบายใจ แต่นายโทนทองกลับเข้ามาพูดคุยสร้างความมั่นใจ อ้างความสัมพันธ์พี่น้อง ทำให้ตนยังมีการซื้อขายของในลักษณะต่างกรรมต่างวาระ
ทั้งนี้ยืนยันว่า ที่ผ่านมาไม่เคยให้เงินโดยเสน่หา แต่เช็คที่ให้มาก็เด้งอยู่ตลอด เมื่อมารวมยอดแบ่งเป็นเงิน 2 ก้อน คือ 120 ล้านบาท และ 180 ล้านบาท แต่นายโทนทอง นำพระเครื่องที่สะสมจำนวน 152 องค์ อ้างว่าหากเก็บไว้เกร็งกำไรจะมีมูลค่า 400-500 ล้านบาท ทำให้ตนหลงเชื่อ เนื่องจากตนไม่ได้เป็นเซียนพระ ต่อมาตนขาดภาพคล่อง จึงนำพระทั้งหมดไปตีราคา พบว่ามีมูลค่าเพียง 35-40 ล้านบาทเท่านั้น จึงทำให้ผิดหวังซ้ำอีก แม้ว่าเงิน 180 ล้านบาท จะมีการทำสัญญาถึงปี 2573 โดยส่งเป็นเช็คงวดละ 5.5 ล้านบาท แต่เมื่อนำไปขึ้นเงิน พบว่าไม่สามารถดำเนินการได้ ส่งผลให้ตนเครียดจนป่วยเป็นโรคซึมเศร้า
ต่อมาในวันที่ 14 มกราคม 2568 ตนได้มอบหมายให้ทีมทนายเข้าแจ้งความร้องทุกข์ไว้ที่กองบังคับการปราบปราม แต่คดีไม่มีความคืบหน้า เรื่องนี้ทำให้นายโทนทอง รู้ตัวว่าจะเดือดร้อน จึงพยายามหาทางนัดเจรจากับบิ๊กเต่าหลายครั้ง โดยประสานผ่าน “ป๋อง สุพรรณ” แต่ไม่สำเร็จ กระทั่งวันที่ 17 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา ตนขอยืนยันว่า นายโทนทอง เป็นคนนัดขอพบรองเต่า โดยผ่านตัวกลางเป็นป๋องสุพรรณ ซึ่งวันนั้นตนก็มาที่อาคารพิทัพฝกษ์สันติ รองเต่า เลยเรียกขึ้นมาที่ห้อง เพื่อเจาจากัน เพราะรองเต่าไม่รู้เรื่องว่ามีทรัพย์สินอะไรบ้าง บรรยากาศในวงเจรจาวันดังกล่าวมีทั้งหมด 8 คน ประกอบด้วย ตน บิ๊กเต่า นายโทนทอง ทนายความทั้ง 2 ฝั่ง เลขาของตน และอัยการ การเจรจายืนยันว่าไม่มีการข่มขู่ โดยขอยกคำพูดของบิ๊กเต่าในห้องเจรจา “โทน พี่งานยุ่งมากเลยพี่ป๋องฝากมา อะไรเคลียร์ได้ก็เคลียร์กันไปจะได้ไม่ต้องไปแจ้งความ” ซึ่งนายโทนทองบอกในวันนั้นว่าขอไปรวบรวมทรัพย์สินก่อนว่ามีอะไรเหลืออยู่บ้าง และนัดเจรจาเป็นครั้งที่ 2 ในวันที่ 24 เมษายน แต่เมื่อถึงวันดังกล่าว พบว่านายโทนทองส่งทนายมาเพียงคนเดียว
ก่อนที่ตนจะทราบว่านายโทนทองไม่มาวันที่ 24 เมษายน แต่กลับไปรวบรวมหลักฐานเพื่อไปร้องทุกข์ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก่อนไปที่สน. พหลโยธิน และสำนักงานอัยการสูงสุด โดยเฉพาะที่สน. พหลโยธิน มีการแจ้งความตน , บิ๊กเต่า โดยรวมทั้งหมด 5 คน ตนก็ไม่กังวลถือว่าเป็นสิทธิ์
ส่วนอัยการที่ถูกนายโทนทองแจ้งความ 1 ใน 5 เนื่องจากอยู่ในวงการเจรจาเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2569 ยอมรับว่าเป็นอัยการจริง เป็นลูกพี่ลูกน้องที่วันนั้นwork from home มาให้ความเห็นด้านกฎหมายแต่ไม่ส่วนเกี่ยวข้องในคดี ท้ายที่สุดพึ่งรู้ความจริงทั้งหมดเมื่อประมาณเดือนที่แล้ว ว่าถูกหลอกมาตลอด จึงรู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ขณะที่นายเชษฐพล ระบุว่า สำหรับขบวนการนี้มีทั้งหมด 7 คน แต่ตอนนี้ยังไม่สามารถชี้แจงรายละเอียดได้ว่ามีใครเกี่ยวข้องบ้าง แต่ขณะนี้ได้มีการแจ้งความกับตำรวจเพื่อให้ได้สืบสวนสอบสวน โดยยืนยันว่าเป็นการยืมมือตำรวจ เพราะมาดามเก่งถูกฉ้อโกง ส่วน จะทำเป็นขบวนการหรือไม่ต้องตรวจสอบเส้นทางการเงินก่อน และยังยืนยันว่า มูลค่าความเสียหายของมาดามเก่งเดิมทีตั้งแต่ปี65-ปัจจุบัน ทั้งหมดมูลค่ากว่า 600 ล้านบาท แต่มีการชดใช้หนี้กันมาบางส่วนแล้ว แต่เป็นการนำทั้งพระและเช็คจำนวนมากรยมแล้วน้ำหนักเป็นกิโลกรัม จึงไม่สามารถนับจำนวนได้ ทำให้ตอนนี้ยอดหนี้เหลือประมาณ 300 ล้าน ทั้งนี้ในฐานะที่มาดามเก่งเป็นเจ้าหนี้ วันนี้มาเพื่อยืนยันว่า อยากได้เงินคืนแต่ไม่ได้เป็นการยืมมือตำรวจเพื่อมาทวงเงิน พร้อมทิ้งท้ายหากถามว่ามาดามเก่งรู้สึกยังไง “โดนโกงเงินเป็นร้อยล้าน แถมยังโดนแจ้งความกลับอีก จะไม่เสียใจและร้องไห้เหมือนวันนี้ ก็เก่งแล้ว พูดตรงๆ”
ด้านนายอุ๊ กรุงสยาม ในฐานะเซียนพระ บอกว่า อยู่ในเหตุการณ์ทุกขั้นตอน ยกเว้นวันที่ 17 เมษายน ทำให้ไม่ถูกแจ้งความ เหตุการณ์ทั้งหมดมีต้นเรื่อง เดิมที่คู่กรณีมีเพียงแค่มาดามเก่งและนายโทนทองเท่านั้น แต่บุคคลอื่นที่ถูกกล่าวอ้าง เช่น ต้อม นครสวรรค์ อั๋น โอกิ และอื่นๆ บุคคลเหล่านี้มีบางคนมีการเคลียร์ไปแล้ว แม้จะเป็นคดีความกับมาดามเก่งแล้วก็ตาม ส่วนคนอื่นตอนนี้อยู่ระหว่างที่ตำรวจกำลังรวบรวมหลักฐาน ว่าจะพบความผิดเกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงมาดามเก่งหรือไม่ตนไม่ทราบ เพราะมีหลายบุคคลที่เข้ามากู้ยืมเงินกับมาดามเก่ง

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...