กรุงศรี คอนซูมเมอร์ ฝ่าเศรษฐกิจยุค “รถไฟเหาะ” ตั้งเป้ายอดใช้จ่ายผ่านบัตรโต 6%
กรุงศรี คอนซูมเมอร์ กางกลยุทธ์ปี 2569 รับมือเศรษฐกิจ "รถไฟเหาะ" เผยพฤติกรรมผู้บริโภคคนไทยรัดเข็มขัดไปอีกนาน ลดจ่ายสินค้าพรีเมียม หันเข้ารพ.รัฐ แต่ยังตั้งเป้ายอดใช้จ่ายผ่านบัตรโต 6%
8 เมษายน 2569 นายอธิศ รุจิรวัฒน์ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านกรุงศรี คอนซูมเมอร์ ผู้ให้บริการด้านบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล อันประกอบไปด้วย บัตรเครดิต กรุงศรี, บัตรกรุงศรีเฟิร์สช้อยส์, บัตรเครดิตเซ็นทรัล เดอะวัน และบัตรเครดิตโลตัส เปิดเผยว่า สภาวะเศรษฐกิจในปี 2569 มีความผันผวนสูง เป็นเหมือนรภไฟเหาะ คาดเดาได้ยาก และมีลักษณะขึ้นลงอย่างรวดเร็ว ความไม่แน่นอนเป็นความท้าทายในการวางแผนธุรกิจ
โดยภาพรถไฟเหาะที่เกิดขึ้นคือ ช่วงขาขึ้น ในเดือนธันวาคม 2568 - มกราคม 2569 เศรษฐกิจเริ่มต้นปีด้วยความคึกคักอย่างไม่คาดคิด โดยมีปัจจัยหนุนจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่พุ่งสูงขึ้นในช่วง 2 สัปดาห์สุดท้ายของเดือนธันวาคม ทั้งจากยุโรปและจีน ส่งผลให้ GDP และดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวสูงขึ้นถึงระดับ 1,400 จุดในช่วงเดือนมกราคม ทำให้ภาพรวมดู "เขียว" และมีความหวังมาก
แต่จากนั้นก็กลายเป็นช่วงขาลงในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 โมเมนตัมที่ดูดีเริ่มชะลอตัวลงในเดือนกุมภาพันธ์ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเปรียบเทียบกับฐานที่สูงของปีก่อนหน้าที่มีมาตรการรัฐ และความเชื่อมั่นที่เริ่มสั่นคลอน
ต่อมาในเดือนมีนาคม 2569 แม้จะเกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลางและวิกฤตพลังงานซึ่งน่าจะทำให้ยอดใช้จ่ายแย่ลง แต่ยอดใช้จ่ายกลับ พุ่งตัวขึ้น ในหมวดน้ำมันและซูเปอร์มาร์เก็ต เนื่องจากผู้บริโภคกังวลเรื่องราคาน้ำมันที่จะปรับตัวสูงขึ้นและภาวะข้าวยากหมากแพง จึงเร่งซื้อของจำเป็นกักตุนไว้ พยุงให้วอลุ่มรวมไม่ตกลง
“โดยปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจไทยเหมือนรถไฟเหาะ คือ ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ขยายตัวเป็นสงคราม และวิกฤตพลังงานที่เป็นตัวแปรสำคัญที่คาดเดาไม่ได้ พฤติกรรมผู้บริโภคมีความอ่อนไหวต่อสถานการณ์สูง”
แต่เมื่อมีความกังวลจะเกิดการ "รัดเข็มขัด" ในทันที โดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้าพรีเมียมที่ลดการใช้จ่ายในหมวดฟุ่มเฟือย เช่น Fine Dining ลดลง 18% หรือสินค้า Luxury ลดลง 16% ยอดใช้จ่ายในโรงพยาบาลเอกชนติดลบ 5% แต่ยอดใช้จ่ายในโรงพยาบาลรัฐกลับเพิ่มขึ้น 7% ซึ่งสะท้อนการหาทางเลือกที่ประหยัดกว่าเมื่อเจ็บป่วย
เช่นเดียวกับการท่องเที่ยว มีความผันผวนสูงเห็นได้จากยอดยกเลิกทริปในเดือนมีนาคมที่เพิ่มขึ้นถึง 48% เมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจากความกังวลเรื่องความปลอดภัยและค่าเชื้อเพลิง
“ผู้บริโภคใช้จ่ายต่อครั้งน้อยลงแต่ใช้บ่อยขึ้น ความถี่ เพิ่มขึ้นเกือบ 10% และหันมาใช้การผ่อนชำระ 0% เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายรายเดือนแทนการรูดเต็มจำนวน ภาวะรัดเข็มขัด เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับผู้บริโภคทุกกลุ่ม และนี่ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนแปลงระยะสั้น แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงในระยะยาวตราบเท่าที่สภาวะเศรษฐกิจโลกและไทยยังไม่ฟื้นตัว”
นายอธิศ กล่าวอีกว่า สำหรับตลาดบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลยังชะลอตัวจากการแข่งขันที่รุนแรงและมาตรการควบคุมของภาครัฐ นอกจากนี้ ในกลุ่มรายได้กลางถึงล่างยังเผชิญกับภาระหนี้ที่อยู่ในระดับสูงและแรงกดดันจากค่าครองชีพ โดยราคาพลังงานที่ผันผวนส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพ เช่น อาหาร การเดินทาง และค่าสาธารณูปโภค ผู้บริโภคจึงต้องจัดลำดับความสำคัญของการใช้จ่ายเพื่อรักษาสภาพคล่อง
จากข้อมูลพฤติกรรมการใช้จ่ายผ่านบัตรของกรุงศรี คอนซูมเมอร์ ในปี 2568 ที่ผ่านมาพบว่า หมวดใช้จ่ายผ่านบัตรสูงสุดเรียงตามยอดใช้จ่าย ได้แก่ 1.ประกันภัย, 2. ซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านสะดวกซื้อ, 3. ปั๊มน้ำมัน, 4. ตกแต่งบ้านและเครื่องใช้ในครัวเรือน และ 5. ช้อปออนไลน์ ส่วนหมวดใช้จ่ายที่มีอัตราเติบโตสูงสุด ได้แก่ 1. โซเชียลมีเดียและแอปพลิเคชัน, 2. ตัวแทนท่องเที่ยว, 3. แอปดิลิเวอรี, 4. กองทุนรวม และ 5. กีฬาและนันทนาการ
“ผู้บริโภคระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้น การเติบโตของการใช้จ่ายในหมวดสินค้าและบริการกลุ่มพรีเมียมชะลอลง เปลี่ยนไปหาทางเลือกในการใช้จ่ายที่ประหยัดและคุ้มค่ามากขึ้น”
ขณะเดียวกันก็ให้ความสำคัญกับความสะดวกสบาย เช่น บริการดิลิเวอรี อีคอมเมิร์ซ แพลตฟอร์มบริการท่องเที่ยวแบบครบวงจร การใช้จ่ายผ่านบัตรรวมเติบโตเล็กน้อย ขณะที่ความถี่เพิ่มขึ้นและมูลค่าต่อธุรกรรมเล็กลงและนิยมจ่ายแบบผ่อนชำระมากขึ้นเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและบริหารสภาพคล่อง
ทั้งนี้ เพื่อตอบรับกับไลฟ์สไตล์การใช้จ่ายและความต้องการที่เปลี่ยนไป ในปีนี้กรุงศรี คอนซูมเมอร์ จะยังคงให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงอย่างรัดกุม ควบคู่ไปกับการดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิดผ่านมาตรการช่วยเหลือต่าง ๆ รวมทั้งมุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือโปรโมชันที่ตอบโจทย์ คุ้มค่า ช่วยให้ลูกค้าสามารถบริหารการใช้จ่ายได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
นายอธิศ กล่าวต่อไปว่า สำหรับทิศทางการดำเนินธุรกิจในปี 2569 กรุงศรี คอนซูมเมอร์ จะยังคงเดินตามรอย กลยุทธ์เดิมแต่เพิ่มความเข้มข้นในการดำเนินงานมากขึ้นผ่าน 5 กลยุทธ์หลัก เพื่อสร้างการเติบโต พร้อมเพิ่มศักยภาพในการสร้างรายได้ เพื่อคงความเป็นผู้นำในธุรกิจ โดยยึดความต้องการของลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ได้แก่
- มุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์หลักให้ตอบโจทย์ลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น โดยมุ่งพัฒนาบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล และสินเชื่อผ่อนชำระให้มีจุดเด่นและสิทธิประโยชน์ที่ตอบโจทย์ยิ่งขึ้น พร้อมวางช่องทางการตลาดและการจำหน่ายที่เหมาะสม เช่น บัตรกดเงินสดเฟิร์สช้อยส์โฉมใหม่ซึ่งเพิ่งเปิดตัวไปเมื่อเร็วๆ นี้
- ขยายระบบนิเวศพันธมิตรเพื่อขยายธุรกิจ ต่อยอดความร่วมมือในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ ๆ เช่น เพิ่มแผนผ่อนชำระให้ครอบคลุมหมวดใช้จ่ายมากขึ้น เช่น ร้านแว่นชั้นนำ, สัตว์เลี้ยง, บริการด้านสุขภาพ เป็นต้น
- สร้างเสริมนวัตกรรมทางการชำระเงิน เพื่อเป็นทางเลือกที่สะดวกสบายยิ่งขึ้นให้กับลูกค้า และเพิ่มประสิทธิภาพช่องทางบริการออนไลน์ผ่านความร่วมมือกับผู้ให้บริการชั้นนำ
- ผสานความร่วมมือในเครือกรุงศรีเพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจ โดยผสานความร่วมมือภายในกลุ่มกรุงศรี เช่น โครงการ One Krungsri P-Loan : มุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลของเครือกรุงศรี เพื่อขยายฐานลูกค้าและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน, One Krungsri Insurance : ขับเคลื่อนธุรกิจนายหน้าประกันภัยพร้อมสนับสนุนโมเดลธุรกิจเพื่อการเติบโตของกลุ่มกรุงศรี, One Krungsri Wealth : พัฒนาสิทธิประโยชน์บัตรเครดิตให้ตอบโจทย์กลุ่ม Wealth ของธนาคาร
- พัฒนาประสิทธิภาพการดำเนินงาน โดยวางโครงสร้างและการบริหารทรัพยากรของหน่วยงานสนับสนุนให้สอดคล้องกับทิศทางธุรกิจเพื่อลดค่าใช้จ่ายและพัฒนาประสิทธิภาพการดำเนินงานรองรับความเติบโตในอนาคต
“กลยุทธ์ทั้งห้าประการนี้เพื่อเสริมศักยภาพของกรุงศรี คอนซูมเมอร์ ให้สอดรับกับสภาวะแวดล้อมในการดำเนินธุรกิจ รวมถึงความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนไปเพื่อสร้างความเติบโตอย่างมีคุณภาพและรักษาความเป็นผู้นำในธุรกิจการเงิน แต่ด้วยสภาวะธุรกิจและการแข่งขัน เชื่อว่าเอาไม่อยู่นะ เพราะฉะนั้นจึงต้องมี Track 2 “
โดย Track 2 เป็นกลยุทธ์เสริมเพื่อการเติบโตควบคู่ไปกับกลยุทธ์หลัก คือ
• การจัดการข้อมูลอย่างเป็นระบบ มุ่งเน้นการใช้ข้อมูลบัตรเครดิตซึ่งสะท้อนการใช้ชีวิตจริงของผู้บริโภค มาต่อยอดทางธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรมใช้ข้อมูลเพื่อคาดคะเนช่วงชีวิตของลูกค้า เช่น หากเห็นยอดใช้จ่ายขนาดใหญ่ ในโรงแรมร่วมกับข้อมูลอายุและรายได้ หรือพฤติกรรมการซื้อสินค้าแม่และเด็กระบบจะคาดการณ์ว่าลูกค้ากำลังเข้าสู่ช่วงสร้างครอบครัว
การใช้ข้อมูล Targeted Promotion แทนที่จะเสนอเพียงโปรโมชันทั่วไป ข้อมูลจะช่วยให้นำเสนอสิ่งที่ตรงใจมากขึ้น เช่น การขออัปเกรดบัตร การเสนอวงเงินถาวรเพิ่ม หรือการ Cross-sell ผลิตภัณฑ์อื่นในเครือกรุงศรี เช่น สินเชื่อรถยนต์ (Auto Loan) หรือสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (Housing Loan) เมื่อเห็นสัญญาณความต้องการ โดยโครงการ Data Indexing นี้เริ่มทำตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2025 และจะเห็นผลชัดเจนในปี 2569
• การขยายฐานลูกค้าและพันธมิตรกลุ่มใหม่ เป็นการปรับตัวให้ทันกับโครงสร้างประชากรและพฤติกรรมการใช้จ่ายที่เปลี่ยนไป เช่น กลุ่มอาชีพอิสระและ Freelance ปัจจุบันแรงงานไทยเป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระถึง 51% ขณะที่มนุษย์เงินเดือนมีเพียง 49% ที่ผ่านมาการอนุมัติบัตร (Underwriting) มักปฏิเสธกลุ่ม Freelance หรือคนขายของออนไลน์/TikToker ถึง 90% เพราะไม่เข้าใจที่มาของรายได้ กลยุทธ์ Track 2 จึงมุ่งหาวิธีการวิเคราะห์ความเสี่ยงแบบใหม่เพื่อเปิดรับลูกค้ากลุ่มนี้มากขึ้น
นอกจากนี้ยังเน้นการหาพันธมิตรรายใหม่ๆ แทนที่จะย้ำอยู่กับร้านเดิมๆ เพื่อสร้างวอลุ่มการใช้จ่ายใหม่ๆ เข้ามา โดยได้เริ่มหาพันธมิตรใหม่เพิ่มขึ้นกว่า 100 ราย ซึ่งสามารถสร้างยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเพิ่มขึ้นได้ถึง 600 ล้านบาท
“ เศรษฐกิจไทยมีความยืดหยุ่น แม้จะไม่ดีสุดแต่ก็ไม่แย่สุด และยังมีความหวังว่าหากสถานการณ์โลกไม่รุนแรงไปกว่านี้ ผลประกอบการในช่วงที่เหลือของปีจะยังคงรักษาสถานะเติบโตได้ บริษัทตั้งเป้าภายในปี 2569 มียอดใช้จ่ายผ่านบัตร 420,000 ล้านบาท (+6%), ยอดสินเชื่อใหม่ 98,000 ล้าน (+4%), ยอดบัญชีลูกค้าใหม่ 627,000 บัญชี (+9%) และยอดสินเชื่อคงค้าง 147,000 ล้านบาท (+3%) ”