โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ย้อนรอยแลนด์บริดจ์ เมกะโปรเจ็กต์เศรษฐกิจไทย ฝันเชื่อม 2 ฝั่งทะเล

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว

สำรวจเมกะโปรเจ็กต์ “แลนด์บริดจ์” ถูกปัดฝุ่นต่อเนื่องจากยุคประยุทธ์ ถึงรัฐบาลอนุทิน หวังปั้นไทยเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์โลก ดึงทุนต่างชาติร่วมลงทุน

โครงการ “แลนด์บริดจ์” หนึ่งในเมกะโปรเจ็กต์เศรษฐกิจที่ถูกพูดถึงมาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่สมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เรื่อยมาจนถึงรัฐบาลปัจจุบัน และถูกหยิบขึ้นมาปัดฝุ่นในฐานะความหวังใหม่ของเศรษฐกิจไทย แต่เส้นทางสู่การเป็นฮับโลจิสติกส์โลก ยังต้องฝ่าทั้งโจทย์ความคุ้มค่า เสียงคัดค้านจากพื้นที่ และคำถามเชิงนโยบายที่ยังไร้คำตอบชัดเจน

“ประชาชาติธุรกิจ” ชวนสำรวจเส้นทางโครงการแลนด์บริดจ์ของแต่ละรัฐบาล ว่ามีการเปลี่ยนแปลงและเกิดแรงเสียดทานอย่างไร

“แลนด์บริดจ์” ยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์

โครงการแลนด์บริดจ์ เริ่มมีการพูดถึงครั้งแรกในสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่ง “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” เป็นเจ้ากระทรวงคมนาคมในรัฐบาลดังกล่าว โดยเมื่อสิงหาคม 2561 คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติมอบหมายให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ศึกษาความเหมาะสมรูปแบบการพัฒนาในพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ และปี 2563 สภาผู้แทนราษฎรมีมติให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการขุดคลองไทยและการพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้

จากนั้น ช่วงมีนาคม-เมษายน 2564 ครม. ประกาศระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี กำหนดพื้นที่ ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) และนายศักดิ์สยาม ได้ลงนามจ้างบริษัทที่ปรึกษาด้วยงบประมาณ 68 ล้านบาท เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ

9 ธ.ค. 2564 : นายศักดิ์สยาม สั่งเดินหน้าแลนด์บริดจ์ “ชุมพร-ระนอง” และเร่งให้สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ศึกษาความเป็นไปได้

22 เม.ย. 2565 : จากการศึกษาเบื้องต้น บริษัทที่ปรึกษาได้คัดเลือกพื้นที่ก่อสร้างท่าเรือที่เหมาะสมที่สุดคือ แหลมอ่าวอ่าง จ.ระนอง (ฝั่งอันดามัน) และ แหลมริ่ว จ.ชุมพร (ฝั่งอ่าวไทย)

14 ก.ย. 2565 : รัฐบาลได้นำโครงการแลนด์บริดจ์ไปนำเสนอ (โชว์) ในเวทีการประชุมเอเปก (APEC) ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ

20 ก.ย. 2565 : ครม. มีมติเห็นชอบอย่างเป็นทางการให้พื้นที่ 4 จังหวัด (ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช) เป็นพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC)

8 พ.ย. 2565 : รายงานฉบับสมบูรณ์ที่จัดทำโดย สศช. และศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า ทางเลือกที่เหมาะสมคือการพัฒนาต่อยอดจากโครงสร้างพื้นฐานเดิมที่มีอยู่แล้วเป็นหลัก (ชี้ว่าไม่คุ้มค่ากับการลงทุนใหม่)

11 พ.ย. 2565 : นายศักดิ์สยาม ได้สั่งการให้ตรวจสอบตัวเลขการลงทุนของโครงการ เนื่องจากมีความกังวลว่าประเมินตัวเลขไว้สูงเกินไป

สำหรับรูปแบบการลงทุนที่วางแผนไว้ในยุคนั้น นายศักดิ์สยามเคยวางแนวทางไว้ว่า โครงการนี้ไม่ควรทำแบบแยกส่วนเหมือนโครงการ EEC แต่ควรใช้รูปแบบการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (PPP) ทั้งโครงการ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ ท่าเรือ มอเตอร์เวย์ รถไฟ ไปจนถึงระบบท่อขนส่งน้ำมัน และการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์หลังท่า โดยในยุคนั้นมีนักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจ เช่น เอกอัครราชทูตและภาคเอกชนด้านสายการเดินเรือจากประเทศฝรั่งเศส ที่สนใจจะยกระดับไทยให้เป็นศูนย์กลางการขนส่งทางน้ำ (Transshipment) ของภูมิภาค

“แลนด์บริดจ์” ยุครัฐบาลเศรษฐา-แพทองธาร

การผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์ในยุครัฐบาลพรรคเพื่อไทย ภายใต้การนำของ นายเศรษฐา ทวีสิน และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ถือเป็นช่วงที่โครงการถูกนำไปต่อยอดและขับเคลื่อนอย่างจริงจังในระดับนานาชาติ โดยมีนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นกำลังสำคัญ และชูโครงการแลนด์บริดจ์เป็น “Game Changer” ที่จะพลิกโฉมเศรษฐกิจของประเทศไทย

ในยุครัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2566 คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบโครงการ และมอบหมายให้กระทรวงคมนาคมดำเนินการรับฟังความคิดเห็นจากนักลงทุนต่างประเทศ (Roadshow) ซึ่งเป็นการรับทราบเพื่อริเริ่มนำไปนำเสนอต่างชาติ ไม่ใช่อนุมัติเริ่มก่อสร้างทันที

จากนั้นได้มีการนำโครงการนี้ไปนำเสนอแก่นักลงทุนในหลายเวทีเศรษฐกิจโลกอย่างต่อเนื่อง เริ่มตั้งแต่ ประเทศจีน (ต.ค. 2566) ซาอุดีอาระเบีย (ต.ค. 2566) ญี่ปุ่น (ธ.ค. 2566) เวทีสภาเศรษฐกิจโลก (WEF) (ม.ค. 2567) เยอรมนี (ม.ค. 2567) และอิตาลี (พ.ค. 2567)

โครงการ “แลนด์บริดจ์” ยุครัฐบาลเศรษฐา ใช้ยุทธศาสตร์ความเป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์ เพื่อให้ไทยเป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยสำหรับนักลงทุน โดยชี้ว่าโครงการนี้จะช่วยหลีกเลี่ยงความแออัดของช่องแคบมะละกา ลดระยะเวลาและค่าใช้จ่ายในการขนส่งสินค้าได้อย่างชัดเจน

ต่อมา ยุครัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ได้พบกับผู้บริหารบริษัท Dubai Port World (UAE) ระหว่างการประชุม WEF เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2568 และรับปากว่าจะเดินหน้าศึกษาการลงทุนในโครงการนี้ต่อไป
นอกจากนี้ ในการประชุมสุดยอดอาเซียน ยังได้เปิดเผยว่าประเทศ คูเวต, ยูเออี (UAE) และบาห์เรน มีความสนใจที่จะเข้ามาลงทุนในโครงการนี้ด้วย

น.ส.แพทองธาร ยกให้โครงการนี้เป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานสำหรับกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศ และเมื่อมีเสียงคัดค้านจากประชาชนในพื้นที่ ได้มีการมอบหมายให้รัฐมนตรีลงพื้นที่ไปชี้แจงและจัดทำ Workshop เพื่อทำความเข้าใจกับประชาชน คู่ขนานการเตรียมเสนอร่าง พ.ร.บ.ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) ให้มีผลบังคับใช้เพื่อรองรับโครงการนี้ต่อไป

กระทั่งเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2568 คณะรัฐมนตรีได้มีมติรับทราบผลการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ ของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ สภาผู้แทนราษฎร ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ เพื่อนำไปประกอบการพิจารณาเดินหน้าโครงการต่อไป

ในแง่การลงทุน โครงการนี้ประเมินมูลค่าการลงทุนรวมไว้ที่ประมาณ 1,001,206.47 ล้านบาท โดยแบ่งการลงทุนเป็น 4 เฟส ซึ่งตั้งเป้าการลงทุนในเฟสแรกไว้ที่ประมาณ 522,844.08 ล้านบาท

จากการออกไปทำ Roadshow อย่างหนัก ทำให้ได้รับความสนใจจากบริษัทโลจิสติกส์และรับเหมาข้ามชาติรายใหญ่ เช่น บริษัท Dubai Port World จากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และบริษัท China Harbor จากประเทศจีน ที่ได้ส่งเจ้าหน้าที่มาสำรวจความเป็นไปได้ของโครงการในพื้นที่จริง

ขณะที่ผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ สภาผู้แทนราษฎร ที่ ครม. แพทองธาร มีมติรับทราบเมื่อวันที่ 6 พ.ค. 2568 ได้ประเมินตัวเลขทางเศรษฐกิจไว้สูงมาก เช่น มีอัตราผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ (EIRR) 17.43%, คืนทุนใน 24 ปี, ก่อให้เกิดการจ้างงาน 280,000 ตำแหน่ง และดัน GDP โตเพิ่มเป็น 5%

อย่างไรก็ดี เมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2567 สส.พรรคก้าวไกล จำนวน 4 คน ประกาศลาออกจาก กมธ. ชุดนี้ โดยให้เหตุผลว่ารายงานการศึกษาความเป็นไปได้ไม่มีความชัดเจนในหลายประเด็น และ สนข. ไม่สามารถชี้แจงเพิ่มเติมได้

“แลนด์บริดจ์” ยุครัฐบาลอนุทิน

การเดินทางของโครงการนี้ มาถึงยุครัฐบาลปัจจุบัน ซึ่งนำโดยนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล และนโยบายดังกล่าว พรรคภูมิใจไทย ร่วมผลักดันมาตั้งแต่รัฐบาลชุดนั้นและนำมาใช้เป็นนโยบายหาเสียงเลือกตั้งด้วย

9 เม.ย. 2569 : โครงการไม่ได้อยู่ในคำแถลงนโยบายต่อรัฐสภา แต่นายพิพัฒน์ส่งสัญญาณนอกสภาว่าจะเดินหน้าผลักดันต่อ

10 เม.ย. 2569 : นักวิชาการและกลุ่ม NGO ส่งจดหมายเปิดผนึกถึงนายกฯ ขอให้ชะลอโครงการ ชี้ว่ารายงาน EHIA ข้อมูลคลาดเคลื่อนและขาดความโปร่งใส

25 เม.ย. 2569 : นายกฯ อนุทิน ไฟเขียวเร่งพิจารณาโครงการ ชี้เป็นการสร้างความมั่งคั่งให้เศรษฐกิจไทย ขณะที่นายพิพัฒน์เตรียมชงเรื่องเข้า ครม. ในช่วงเดือน มิ.ย.-ก.ค. 2569

27 เม.ย. 2569 : นายชาง ชุน ซิง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสิงคโปร์ เข้าพบนายกฯ อนุทิน และ “แสดงความสนใจ” ในโครงการแลนด์บริดจ์ เพื่อลดความเสี่ยงโลจิสติกส์ภูมิภาค ขณะที่ น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกรัฐบาล ยืนยันว่าจุดคุ้มทุนและสิ่งแวดล้อมต้องชัดเจนก่อนชง ครม. ลั่น “จะไม่ชงโครงการบนกระดาษเปล่า”

ต้นเดือน พ.ค. 2569 : นายพิพัฒน์มีกำหนดลงพื้นที่ภาคใต้ เพื่อติดตามความคืบหน้า กำหนดแนวเส้นทาง และจุดก่อสร้างท่าเรือ โดยเป็นการ “ระดมความคิดเห็น” แต่ยังไม่ใช่การทำประชาพิจารณ์

ในแง่การลงทุน เมื่อปี 2568 มีข้อมูลว่า สนข. ได้ปรับกรอบวงเงินให้สอดรับกับเศรษฐกิจปัจจุบัน จากเดิมที่ประเมินไว้กว่า 1 ล้านล้านบาท ลงมาอยู่ที่ 997,678 ล้านบาท แบ่งเป็น ท่าเรือชุมพร 2.17 แสนล้านบาท, ท่าเรือระนอง 2.16 แสนล้านบาท, พื้นที่เปลี่ยนถ่ายสินค้าฝั่งชุมพรและระนอง (SRTO) รวมกว่า 8.2 หมื่นล้านบาท, รถไฟรางมาตรฐาน 1.09 แสนล้านบาท, มอเตอร์เวย์ 1.62 แสนล้านบาท และพื้นที่พาณิชย์ 2.08 แสนล้านบาท

นอกจากนี้ มีการปรับแก้ตำแหน่งท่าเรือ จ.ระนอง โดยขยับออกจากอำเภอเมืองระนองไปประมาณ 40-50 กิโลเมตร เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบด้านเขตแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน และให้เรือทิ้งสมอในน่านน้ำไทยได้อย่างอิสระ และปรับพื้นที่เป้าหมาย (SEC) จากเดิมที่ระบุ 4 จังหวัด รมว.คมนาคม ระบุว่ากรอบการพัฒนาจะครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัดหลัก คือ ระนอง ชุมพร และสุราษฎร์ธานี โดยฝั่งอ่าวไทยไม่มีปัญหาเรื่องเขตแดน

ด้านรูปแบบการลงทุน รัฐบาลยืนยัน “ไม่ลงทุนโดยตรง” เพื่อไม่ให้เป็นภาระหนี้สาธารณะและงบประมาณแผ่นดิน แต่จะใช้รูปแบบ PPP ดึงเอกชนต่างชาติร่วมลงทุน 100% พร้อมให้สัมปทานที่ดินระยะยาว

‘เครือข่ายภาคใต้’ ชี้เป็นการขายผืนดินอธิปไตย

อย่างที่ทราบกันว่า โครงการแลนด์บริดจ์ แม้จะเป็นความตั้งใจของรัฐบาลในการสร้างเศรษฐกิจแถบ SEC แต่ภาคประชาชนมีการตั้งข้อสังเกตและคัดค้านโครงการนี้

โดยในห้วงการเคลื่อนไหวของรัฐบาลปัจจุบัน เครือข่ายองค์กรภาคประชาชนภาคใต้ แถลงการณ์คัดค้านแลนด์บริดจ์และกฎหมาย SEC โดยระบุว่าเป็นที่ชัดเจนแล้วว่ารัฐบาลอนุทิน 2 จะเดินหน้าโครงการเมกะโปรเจ็กต์ในพื้นที่ภาคใต้เต็มรูปแบบ ทั้งโครงการแลนด์บริดจ์ระนอง-ชุมพร โครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ และการผลักดันให้มีกฎหมายระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ หรือ SEC ที่พรรคภูมิใจไทยเคยเสนอร่างกฎหมายฉบับนี้ต่อรัฐสภาถึง 2 ฉบับ ด้วยอิทธิพลในรัฐสภา ทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา จึงไม่ใช่เรื่องยากที่รัฐบาลจะขับเคลื่อนนโยบายเหล่านี้โดยไม่สนใจเสียงทักท้วงของประชาชน

การออกมาส่งเสียงของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี หนึ่งในผู้นำรัฐบาล ในลักษณะชี้นำสังคมว่าโครงการแลนด์บริดจ์จะคุ้มค่าต่อการลงทุนอย่างแน่นอน ทั้งจะสร้างการเปลี่ยนแปลงต่อระบบเศรษฐกิจของภาคใต้โดยรวม ทั้งที่โครงการนี้อยู่ระหว่างการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพยังไม่แล้วเสร็จ ประกอบกับมีคำถามจากภาคประชาชน นักวิชาการ และจากผู้ประกอบการด้านโลจิสติกส์ระดับประเทศ ว่าแผนการนี้ไม่มีความคุ้มค่า ไม่คุ้มต่อการลงทุน ทั้งยังละเลยการมีส่วนร่วมอย่างมีนัยยะของประชาชนในพื้นที่

งบฯ ลงทุนโครงการแลนด์บริดจ์ประมาณหนึ่งล้านล้านบาท และแนวคิดร่างกฎหมายระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ SEC ให้สิทธิพิเศษแก่นายทุนข้ามชาติ ปรากฏร่องรอยไว้ในร่างกฎหมาย ที่เสนอโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล ใน “มาตรา ๔๘ ให้ผู้ประกอบกิจการในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษซึ่งเป็นนิติบุคคลและเป็นคนต่างด้าวตามประมวลกฎหมายที่ดิน มีสิทธิถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินภายในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อการประกอบกิจการที่ได้รับอนุญาตได้ โดยไม่ต้องได้รับอนุญาตตามประมวลกฎหมายที่ดิน

เหล่านี้เป็น “นโยบายเรือธง” ของรัฐบาล รวมถึงพรรคภูมิใจไทยที่ต้องวินิจฉัยว่าเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจของสาธารณะและประชาชน หรือแท้จริงได้ซ่อน “ผลประโยชน์ในทางการเมือง” ไว้เป็นที่ตั้งหรือไม่

พวกเราเครือข่ายประชาชนภาคใต้ที่มารวมตัวกันวันนี้ไม่ต่ำกว่า 20 กลุ่มองค์กร ไม่ยอมรับแนวคิดการพัฒนาจากส่วนกลาง ภายใต้โครงการแลนด์บริดจ์และกฎหมาย SEC ที่เน้น “ขายที่ดินอธิปไตยให้ทุนข้ามชาติ” ซึ่งได้ก่อผลลัพธ์อย่างชัดเจนว่าเป็นแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจที่ล้มเหลว สร้างความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมของผู้คนในประเทศและทั้งโลก เกิดความขัดแย้ง แย่งชิงอย่างโกลาหล ดังเช่นที่ปรากฏเป็นสงครามขัดแย้งในปัจจุบัน เพียงเพื่อต้องการถอนทุนทางการเมืองแลกผลประโยชน์ส่วนตนของคนชั้นนำบางกลุ่มเท่านั้น

หากมิได้เป็นดังนี้เราขอให้รัฐบาลทบทวนและยกเลิกแนวนโยบายดังกล่าวทั้งหมด เปลี่ยนเป็นสนับสนุนแผนการ “การออกแบบการพัฒนาภาคใต้ที่มั่นคงยั่งยืน บนพื้นฐานการมีส่วนร่วมของคนภาคใต้อย่างแท้จริง”

ซึ่งหากรัฐบาลไม่ยินยอมรับฟังพวกเราย่อมไม่อาจคิดไปทางอื่นได้ นอกจาก สัญนิษฐานว่าท่านพร้อมที่จะขายแผ่นดินอธิปไตยของไทยเพื่อแลกผลประโยชน์ส่วนตน, ภาคประชาชนภาคใต้จักขยายการเคลื่อนไหวคัดค้านอย่างจริงจังกว้างขวาง เพื่อยับยั้งชุดความคิดนี้ให้จงได้

ข้อมูลเพิ่มเติมจาก แพลตฟอร์ม Policy Watch ของ Thai PBS, เว็บไซต์ landbridgethai.com

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ย้อนรอยแลนด์บริดจ์ เมกะโปรเจ็กต์เศรษฐกิจไทย ฝันเชื่อม 2 ฝั่งทะเล

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...