โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

"หุ้นไทย" ติดดอยสูง ห่างจุดพีคนานแค่ไหน ? ย้อนรอย SET Index เทียบตลาดหุ้นทั่วโลก

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา
“หุ้นไทย” ติดดอยสูง ห่างจุดพีคนานแค่ไหน ? ย้อนรอย SET Index เทียบตลาดหุ้นทั่วโลก

เมื่อพูดถึงภาพรวมการลงทุนใน "หุ้นไทย" หรือดัชนีตลาดหลักททรัพย์แห่งประเทศไทย SET Index นักลงทุนหลาย ๆ คนคงเห็นภาพการฟื้นตัวในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา แต่เชื่อหรือไม่ว่า การฟื้นตัวของหุ้นไทยยังคงห่างจากจุดสูงสุดนานพอสมควร

ถ้าหากเราย้อนกลับไปดูที่จุดสูงสุดตลอดกาลครั้งล่าสุด หรือ All Time High ของหุ้นไทยนั้น เกิดขึ้นในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2561 ดัชนีฯอยู่ที่ 1,852.51 จุด โดยดัชนีฯสามารถที่จะปรับเข้าไปใกล้จุดสูงสุดที่สุดในเดือนกันยายน 2561 ที่ดัชนีฯระดับ 1,766.62 จุด

จนถึงในปัจจุบัน หุ้นไทยยังคงเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 1,450-1,500 จุด ซึ่งยังคงห่างไกลกับจุดสูงสุดตลอดกาลอยู่ถึงประมาณ 300-400 จุด หรือคิดเป็นมากกว่า 20% ซึ่งจากจุดสูงสุดล่าสุด หุ้นไทยังไม่สามารถกลับไปสัมผัสจุดนั้นอีกเลย นานมาแล้วเกือบ 8 ปี 4 เดือน

แต่นี่ไม่ใช่ช่วงเวลาที่หุ้นไทยอยู่บนดอยสูงนานที่สุดในประวัติศาสตร์ เพราะถ้าเราย้อนกลับไปจุดสูงสุดตลอดกาลก่อนหน้า 1852.51 จุด หุ้นไทยเคยทำจุดสูงสุดตลอดกาลอยู่ที่ 1,789.16 จุด ในช่วงเดือนธันวาคม 2536

โดยหลังจากทำจุดสูงสุด หุ้นไทยก็ซึมลงอย่างรุนแรงในชาวงที่เกิดวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 ซึ่งจุดต่ำสุดของหุ้นไทยในรอบนี้อยู่ที่ 204.59 จุด ในเดือนกันยายน 2541 หรือคิดเป็นกรปรับตัวลดลงถึง 88% ก่อนที่จะทำจุดสูงสุดใหม่ได้ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2561 เป็นเวลารวม 24 ปี 2 เดือน ถือเป็นระยะเวลาที่นานที่สุดในประวัติศาสตร์ ที่หุ้นไทยอยู่บนดอย

ตัวเลขนี้อาจจะดูน่าตกใจ เพราะช่วงเวลาที่หุ้นไทยซึมลงนานที่สุด กินเวลายาวนานถึงมากกว่า 24 ปี แต่ถ้าเปรียบเทียบกับตลาดหุ้นหลัก ๆ ทั่วโลก ก็ล้วนแล้วแต่เจอเหตุการณ์ในลักษณะนี้เช่นเดียวกัน

มาเริ่มกันที่ S&P500 ถ้าไม่นับในปัจจุบันที่ดัชนีฯ ทำ All Time High ใหม่ไปเป็นที่เรียบร้อยที่ระดับ 7,178.74 จุด ย้อนกลับไปยังจุดสูงสุดเดิมก่อนหน้าที่ 4,818.62 จุด ในเดือนมกราคม 2565 S&P500 ใช้เวลาเพียง 2 ปีในการทำจุดสูงสุดใหม่ที่ระดับ 4,931.09 ในเดือนมกราคม 2567

แต่ถ้าเราย้อนไปจุดที่นานที่สุดที่ S&P500 ซึมลงจะอยู่ในจุดสูงสุดช่วงเดือน มีนาคม 2543 ที่ระดับ 1,552.87 จุด ก่อนจะใช้เวลา 7 ปี 3 เดือน กลับมาทำจุดสูงสุดใหม่ได้ในเดือนกรกฎาคม 2550 ที่ระดับ 1,555.90 จุด

ขณะที่ดัชนีฮั่งเส็ง ฮ่องกง หรือ HSI มีจุดสูงสุดก่อนครั้งล่าสุดที่ระดับ 31,958.41 จุด ในเดือนตุลาคม 2550 ก่อนที่จะสามารถทำจุดสูงสุดใหม่ตลอดกาลได้ในเดือนมกราคม 2561 ที่ระดับ 33,484.08 จุด กินเวลานานถึง 10 ปี 3 เดือน

ขณะที่ในปัจจุบัน HSI เคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 25,600 จุด ซึ่งยังถือว่าห่างจากจุดสูงสุดเดิมที่ 33,484.08 จุด ที่ประมาณ 23% โดย HSI ยังไม่สามารถทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบล่าสุดได้เป็นเวลากว่า 8 ปี ใกล้เคียงกับประเทศไทย

ซึ่งจะสังเกตได้ว่า S&P500 และ HSI ใช้เวลาฟื้นตัวได้เร็วกว่า SET Index ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา แต่หุ้นไทย ก็ไม่ใช่ตลาดหุ้นที่ซึมนามที่สุดในโลก ระยะเวลา 24 ปี ดูน้อยไปทันทีเมื่อเทียบกับ "ญี่ปุ่น"

ตลาดหุ้นญี่ปุ่น หรือ NIKKEI225 ในปัจจุบันใกล้เคียงกับ S&P500 ที่ทำจุดสูงสุดใหม่ตลอดกาลเป็นที่เรียบร้อยที่ 60,903.95 จุด แต่ถ้าเราย้อนกลับไปที่จุดสูงสุดตลอดกาลครั้งแรกของตลาดหุ้นญี่ปุ่นเกิดขึ้นที่ระดับ 38,957.00 จุด ในเดือนธันวาคม 2532 และหลังจากนั้นหุ้นญี่ปุ่นก็ซึมยาว ลงมาทำจุดต่ำสุดที่ 6,994.90 จุด ในเดือนตุลาคม 2551 ในช่วงวิกฤต "ซับไพรม์" คิดเป็นการปรับตัวลดลงถึง 82%

ก่อนที่ดัชนีฯจะสามารถกลับมาทำจุดสูงสุดใหม่ได้ในเดือนกุมภาพันธ์ 2567 ที่ระดับ 39,426.29 จุด คิดเป็นเวลา 34 ปี 2 เดือน ถือเป็นหนึ่งในช่วงเวลาของตลาดหุ้นที่อยู่ห่างไกลจากจุดสูงสุดนานที่สุดในโลก

สถิติของดัชนีฯที่อยู่ห่างจากจุดสูงสุด คงเป็นสถิติที่ไม่มีใครอยากทำลาย แต่ก็ต้องยอมรับว่าการที่ SET Index จะกลับไปทำจุดสูงสุดใหม่อีกครั้ง หรืออย่างน้อยกลับไปเข้าใกล้ระดับ 1,800 จุด ไม่ใช่เรื่องง่าย

ด้วยปัจจัยทางโครงสร้่างเศรษฐกิจ และอุตสาหกรรม ที่ดูจะเป็นอุตสาหกรรมดั้งเดิม ที่อาจถูกลดความสำคัญลงไปในปัจจุบัน การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ช้ากว่าเพื่อนบ้าน ก็เป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ SET Index ยังลงจากดอยไม่ได้เสียที

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...