โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Business Today Thai Politics 20 เมษายน 2569

Businesstoday

อัพเดต 20 เม.ย. เวลา 15.38 น. • เผยแพร่ 20 เม.ย. เวลา 08.38 น. • Businesstoday

นายกฯ มอบนโยบายงบฯ ปี 2570 ชี้โลกผันผวน ใช้งบ “ตรงเป้า-แม่นยำ”

วันนี้ (20 เม.ย.) ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์ ชั้น 1 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมสัมมนาการมอบนโยบายและแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีได้มอบนโยบายการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยระบุว่า การจัดทำงบประมาณรายจ่ายในครั้งนี้มีความแตกต่างจากที่ผ่านมา เนื่องจากประเทศไทยกำลังเผชิญสถานการณ์โลกที่มีความผันผวนสูง

โดยเฉพาะความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ดังนั้น ภาครัฐจำเป็นต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วน โดยเริ่มจากการทบทวนและปรับลดงบประมาณในโครงการที่ไม่จำเป็นหรือไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อให้การใช้งบประมาณเกิดประโยชน์สูงสุด

นายกรัฐมนตรีระบุว่า การจัดทำงบประมาณปี 2570 จะต้อง “ตรงเป้า แม่นยำ” และตอบโจทย์นโยบาย “10 พลัส” เพื่อพาประเทศก้าวผ่านวิกฤต ควบคู่กับการวางรากฐานการพัฒนาอย่างยั่งยืน และเร่งหลุดพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง โดยรัฐบาลกำหนดกรอบนโยบายสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่

  • เศรษฐกิจ มุ่งกระจายรายได้ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และส่งเสริมการค้า เกษตร และการท่องเที่ยวผ่านนโยบายพุ่งเป้าเฉพาะกลุ่ม
  • การต่างประเทศและความมั่นคง เสริมบทบาทไทยในเวทีโลก เร่งผลักดันเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2571 ควบคู่กับการยกระดับความมั่นคงชายแดนและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
  • สังคม ยกระดับการศึกษา สุขภาพ เสริมสร้างความเข้มแข็งครอบครัวและชุมชน ผ่านนโยบายสูงวัยพลัส และการศึกษาเท่าเทียมพลัส
  • ภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม ยกระบบบริหารจัดการน้ำและการรับมือภัยพิบัติ และมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2593 ผ่านนโยบายเศรษฐกิจสีเขียวพลัส
  • การบริหารภาครัฐ การปฏิรูปกฎหมาย เพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐให้เป็น “ราชการทันใจ” ปราบคอร์รัปชันเชิงโครงสร้าง ด้วยนโยบาย AI พลัส และไทยแลนด์ พลัส

ทั้งนี้ กรอบวงเงินงบประมาณปี 2570 อยู่ที่ 3.788 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนเพียง 7,400 ล้านบาท หรือร้อยละ 0.2 เท่านั้น ขณะที่ภาระรายจ่ายจำเป็นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำให้การใช้งบประมาณยึดหลักความคุ้มค่า และงบประมาณฐานศูนย์ (Zero-based Budgeting) โดยพิจารณาจากความจำเป็น ความเร่งด่วน และความเหมาะสมของสถานการณ์ พร้อมปรับลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นอย่างจริงจัง พร้อมกำหนด “กฎเหล็ก” ว่า การขอรับงบประมาณเพิ่มจะต้องไม่เกินร้อยละ 20 ของปีที่ผ่านมา และต้องเป็นรายจ่ายลงทุนเท่านั้น

รวมทั้งขอให้ทุกหน่วยรับงบประมาณปรับลดคำขอตั้งงบประมาณสำหรับการศึกษาดูงาน และการปรับลดการก่อสร้างอาคารสำนักงานใหม่ของหน่วยงาน โดยให้เน้นการเช่ามากกว่า หรือหากมีความจำเป็น ขอให้ใช้การลงทุนในรูปแบบของการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตของประเทศไทย (Thailand Future Fund) และเสนอคำขอตั้งงบลงทุนเท่าที่จำเป็น

นอกจากนี้ รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transformation) โดยส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด อาทิ การใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) หรือรถยนต์ Hybrid ในภาครัฐ รวมถึงการติดตั้ง Solar Rooftop ในหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อรับมือวิกฤตพลังงานในระยะยาว

อีกทั้ง รัฐบาลยังให้ความสำคัญของการรักษาอธิปไตยของประเทศ โดยต้องเสริมความพร้อมด้านความมั่นคงอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะการพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์ให้มีความทันสมัยและเพียงพอ ทั้งนี้ ขอให้กองทัพร่วมกับสำนักงบประมาณวางแผนอย่างรอบคอบ เพื่อให้ประเทศไทยมีศักยภาพในการปกป้องอธิปไตย รักษาเกียรติภูมิและศักดิ์ศรีของชาติ พร้อมขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนร่วมกันขับเคลื่อนภารกิจด้านความมั่นคงอย่างเข้มแข็งและต่อเนื่อง

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านงบประมาณ ระหว่าง 5 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงบประมาณ กรมบัญชีกลาง สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน สำนักงาน ป.ป.ช. และสำนักงาน ป.ป.ท. เพื่อยกระดับความโปร่งใส ลดการทุจริต และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงบประมาณของภาครัฐ

นายกฯ บินเชียงใหม่ ติดตามไฟป่า-ฝุ่น PM2.5 เร่งแก้ปัญหาภาคเหนือ

วันที่ 20 เมษายน เวลา 11.06 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เตรียมนำคณะรัฐมนตรี ได้แก่ นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายไชยชนก ขิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ น.ส.ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และนายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

นอกจากนี้ ยังมีข้าราชการระดับสูง เช่น ปลัดกระทรวงต่าง ๆ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ (ผอ.สงป.) เสนาธิการทหารบก และโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ด้วย

นายกรัฐมนตรี จะเดินทางลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อติดตามสถานการณ์และร่วมประชุมหาแนวทางแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบนอย่างเร่งด่วน ท่ามกลางสถานการณ์หมอกควันและฝุ่นที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพอากาศและสุขภาพประชาชนในหลายจังหวัดของภาคเหนือในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นนโยบายที่รัฐบาลให้ความสำคัญในการแก้ปัญหา

สำหรับกำหนดการสำคัญนายกรัฐมนตรีจะเป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์ไฟป่าและฝุ่น PM2.5 ณ หอประชุมอาคารยอดทัพ กองพลทหารราบที่ 7 อำเภอแม่ริม พร้อมมอบนโยบายและข้อสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อบูรณาการการทำงานและเร่งแก้ไขปัญหาในพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ

จากนั้นนายกรัฐมนตรี จะทำคณะเดินทางไปยังวัดพระธาตุดอยสะเก็ด เพื่อตรวจติดตามภารกิจการดับไฟป่าตามแนวคิด “ป่าเปียก” (Wet Fire Break) ซึ่งเป็นแนวทางการบริหารจัดการเชื้อเพลิงเพื่อลดความรุนแรงของไฟป่า และร่วมชมการสาธิตเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ (UAV) ขนาดใหญ่ ที่ใช้ในการสำรวจและสนับสนุนการดับไฟป่าในพื้นที่จริง สะท้อนการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมสถานการณ์ พร้อมพบปะให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน

“สีหศักดิ์” ยินดีเรือ SCG ของไทยออกจากช่องแคบฮอร์มุซได้

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีที่วานนี้ (19 เม.ย.69) เรือของบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCG สามารถเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้สำเร็จอีก 1 ลำ ว่าเป็นข่าวดี

แม้จะไม่ทราบว่าเป็นผลสำเร็จจากการเดินทางเยือนรัฐสุลต่านโอมาน เมื่อช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา เพื่อขอให้โอมานซึ่งมีความใกล้ชิดกับอิหร่าน ช่วยประสานและส่งรายชื่อเรือของไทยให้กับทางอิหร่านหรือไม่

ขณะเดียวกัน ยังได้เปิดเผยว่า วานนี้ ทางกระทรวงกลาโหมโอมาน ได้ประสานงานมา เพื่อขอรายชื่อของเรือไทยที่ยังติดค้างอยู่ในพื้นที่อีกครั้งด้วย ท่าทีดังกล่าวอาจมองว่าเป็นสัญญาณที่ดี ที่เกิดขึ้นหลังการเยือนโอมานครั้งนี้ และหวังว่าเรือไทยลำอื่น ๆ จะสามารถเดินทางผ่านได้อย่างปลอดภัยเช่นกัน แต่ด้วยสถานการณ์ในภูมิภาคขณะนี้

ซึ่งเกิดความตึงเครียดเพิ่มมากขึ้น อาจส่งผลกระทบให้เรือต่าง ๆ เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซยากขึ้น โดยย้ำว่า ไทยต้องการให้เรือทุกสัญชาติสามารถเดินทางผ่านได้อย่างปลอดภัย รวมทั้งปรารถนาที่จะเห็นสันติภาพในภูมิภาคตะวันออกกลาง และการเจรจาทางการทูตอย่างจริงจังและต่อเนื่อง และยังย้ำด้วยว่า รัฐบาลได้ใช้ความพยายามในการประสานงานทุกช่องทาง เพื่อให้เรือไทยสามารถเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ โดยกำลังพิจารณาถึงโอกาสในการพูดคุยกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านอีกครั้ง ซึ่งขณะนี้อีกฝ่ายมีภารกิจที่ค่อนข้างรัดตัว

พร้อมกันนี้ นายสีหศักดิ์ ยังย้ำว่า ท่าทีของนานาชาติและอาเซียน ในการเรียกร้องให้เกิดสันติภาพในภูมิภาคตะวันออกกลาง มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยต้องยืนยันหลักการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี ไม่ใช้กำลัง และไม่ต้องการให้สงครามยกระดับมากขึ้น รวมทั้งต้องการให้เกิดการเจรจาอย่างจริงจังและจริงใจ โดยเฉพาะ ในภูมิภาคอาเซียน ยังได้มีการย้ำจุดยืนร่วมกันว่าต้องการให้เกิดสันติภาพ เนื่องจากสงครามที่เกิดขึ้น ไม่เป็นประโยชน์กับใครเลย

“สุริยะ” เผยเร่งสรุปจำนวนความต้องการปุ๋ยยูเรียก่อนทำหนังสือถึงทางการรัสเซีย

วันนี้ ( 20 เม.ย.) นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงการเดินทางเยือนสหพันธรัฐรัสเซีย เพื่อหารือถึงการเจรจาซื้อปุ๋ยยูเรีย ว่า หลังพบว่าปริมาณปุ๋ยยูเรียในไทยไม่เพียงพอ

จึงได้หารือผ่านเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำประเทศไทย ก่อนเดินทางไปหารือกับรองนายกรัฐมนตรี ของรัสเซีย เนื่องจากรัสเซียเองเป็นประเทศที่ผลิตปุ๋ยรายใหญ่ของโลกและมีนโยบายไม่ให้ส่งออก จึงต้องเดินทางไปเจรจา

ซึ่งผลการเจรจาเป็นไปในทิศทางที่ดี และได้จัดโควต้าปูยูเรียให้กับประเทศไทย เดินในเบื้องต้นมีการขอ 1-2 ล้านตัน ซึ่งขณะนี้ทางประเทศไทยโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และเอกชน ตรวจสอบจำนวนความต้องการ

จะต้องเร่งจัดทำรายละเอียดเพื่อทำหนังสือเสนอไปยังทางการรัสเซียว่าต้องการปุ๋ยยูเรียจำนวนเท่าใด

ส่วนระยะเวลาในการนำเข้าจะเป็นช่วงใดนั้น นายสุริยะ ยังระบุว่า หลังจากลงน้ำไม่เกิน 3 เดือนป่วยก็จะถึงไทย พร้อมระบุถึงเรื่องราคาปุ๋ยยูเรียนั้น จะต้องมีการหารือกับผู้ผลิต 2 รายใหญ่ของรัสเซีย หากราคาสูงเกินไปก็ไม่ซื้อ เพราะต้องหาราคาที่ยุติธรรม อย่างไรก็ตามต้องพิจารณาในเรื่องการขาดแคลนและราคา

ศาลอาญาคดีทุจริตฯ มีคำสั่งยกฟ้อง กกต.- เลขา กกต. สอบฮั้วเลือก สว.

วันนี้ ( 20 เม.ย.) ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ นัดฟังคำสั่งในคดีที่นายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิกุล พร้อมด้วย คณะ สว.สำรอง เป็นโจทก์ยื่นฟ้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง และ นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. รวม 8 คน ฐานการใช้อำนาจโดยมิชอบ ในคดีการสอบสวนการเลือก สว.ในปี 2567

โดยศาลฯ พิพากษาว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 28 (2) และ พ.ร.บ. วิธีคดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ 2559 มาตรา 6 วรรคแรก เนื่องจาก พ.ร.ป.การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 61 มาตรา 88 ได้กำหนดว่าผู้สมัครคือผู้เสียหาย และมาตรา 67-87 เป็นการกำหนดโทษกรณีผู้สมัคร กรรมการ พนักงานเจ้าหน้าที่ กระทำความผิด

โดยไม่ได้ให้อำนาจโจทก์ในการยื่นฟ้อง กกต. ในการดำเนินการไต่สวนสืบสวนตามอำนาจ ซึ่งหาก กกต.ใช้อำนาจในการสืบสวนหรือไต่สวนไม่ชอบ รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย ซึ่งในกรณีดังกล่าวพนักงานอัยการเท่านั้นเป็นผู้มีอำนาจฟ้องต่อจำลยทั้ง 8 คน ประกอบกับโจทก์ไม่ได้ยื่นฟ้องขอให้ศาลฯ ลงโทษจำเลยทั้ง 8 ตามมาตรา 88 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา

นอกจากนี้ศาลยังเห็นว่า หาก กกต. ไม่ดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหา จำนวน 229 คน และโจทก์เป็นผู้เสียหาย โจทก์ก็สามารถดำเนินคดีอาญากับบุคคลที่โจทก์ได้รับความเสียหายได้ และโจทก์ยังไม่ได้เป็น สว. เรื่องที่โจทก์นำมาฟ้อง จึงเป็นความเสียหายที่ไม่แน่ว่าจะเกิดในอนาคตหรือไม่ ศาลจึงพิพากษายกฟ้อง

สำหรับ กกต.และเลขา กกต. ที่ถูกยื่นฟ้องในคดีนี้ประกอบด้วย นายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต. นายสันทัด ศิริอนันต์ไพบูลย์ นายปกรณ์ มหรรณพ นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ นายฐิติเชฏฐ์ นุชนาฎ นายชาย นครชัย นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการการเลือกตั้ง และนายแสวง บุญมี เลขา กกต.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...