บวกไม่สุด! ดาวโจนส์ฝืนเขียว แต่น้ำมันพุ่งแรงยังกดตลาดโลก
#ทันหุ้น-ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เคลื่อนไหวผสมผสาน โดยดัชนี Dow Jones ปิดบวกเล็กน้อย 49.5 จุด (+0.1%) ขณะที่ S&P 500 และ Nasdaq ปรับตัวลง สะท้อนความลังเลของนักลงทุนที่ยังให้น้ำหนักกับสถานการณ์ตะวันออกกลางเป็นหลัก แม้จะไม่มีตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญออกมา แต่ความเคลื่อนไหวทางการเมืองยังคงเป็นปัจจัยชี้นำตลาด โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่าสหรัฐฯ อยู่ในช่วงการเจรจาขั้นสุดท้ายกับอิหร่าน พร้อมย้ำจุดยืนว่าหากไม่สามารถบรรลุข้อตกลง และยังมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ อาจมีการตอบโต้ทางทหารต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน
ด้านธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ส่งสัญญาณในลักษณะ Wait & See โดยประธานเฟดยอมรับว่า ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นจะกดดันเงินเฟ้อในระยะสั้น แต่มองว่าเป็นลักษณะ Supply Shock ซึ่งนโยบายดอกเบี้ยไม่สามารถแก้ไขได้โดยตรง ส่งผลให้ตลาดพันธบัตรตอบรับเชิงบวก อัตราผลตอบแทน (Bond Yield) ปรับตัวลดลง อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นยังคงระมัดระวัง เนื่องจากราคาน้ำมันที่ยังยืนในระดับสูง (Brent บริเวณ 100+ ดอลลาร์/บาร์เรล) สะท้อนว่าความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อและต้นทุนยังไม่คลี่คลาย โดยตลาดเริ่มประเมินว่า Fed อาจคงดอกเบี้ยในระดับสูงยาวนาน และเลื่อนการลดดอกเบี้ยออกไป
อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นยุโรปปิดปรับตัวขึ้น โดยมีแรงหนุนจากหุ้นกลุ่ม Defensive อย่างสาธารณูปโภคและสื่อที่ปรับตัวขึ้นโดดเด่น แต่การฟื้นตัวของตลาดยังถูกมองว่าเปราะบาง เนื่องจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังคงยืดเยื้อและมีความเสี่ยงขยายวง ในระหว่างวันราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งขึ้นทะลุระดับ 115 ดอลลาร์/บาร์เรล ก่อนย่อตัวลงเล็กน้อย แต่ยังคงอยู่ในระดับสูงและมีแนวโน้มทำสถิติปรับขึ้นรายเดือนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สะท้อนแรงกดดันด้านอุปทานพลังงานที่ยังไม่คลี่คลาย
ผลกระทบจากราคาพลังงานเริ่มส่งผ่านไปยังเศรษฐกิจจริง โดยเงินเฟ้อของเยอรมนีเร่งตัวขึ้นในเดือนมี.ค. จากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น และมีแนวโน้มจะส่งผลต่อเงินเฟ้อพื้นฐานในระยะถัดไป นักวิเคราะห์มองว่าแรงกดดันดังกล่าวจะค่อย ๆ กระจายไปยังราคาสินค้าและบริการในวงกว้าง นอกจากนี้ ในเชิงกลุ่มอุตสาหกรรม หุ้นสาธารณูปโภคปรับขึ้น 2.7% และกลุ่มสื่อเพิ่มขึ้น 1.9% ขณะที่หุ้นพลังงานขนาดใหญ่ยังคงได้อานิสงส์จากราคาน้ำมัน โดยช่วยพยุงดัชนีโดยรวมแม้ภาพใหญ่ยังมีความเสี่ยง
ทางด้านตลาดหุ้นเอเชียเปิดปรับตัวลดลงในวันนี้ จากแรงกดดันของราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นต่อเนื่อง และความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น สถานการณ์ดังกล่าวยิ่งเพิ่มความเสี่ยงด้านอุปทานพลังงานโลก โดยเฉพาะเมื่อมีรายงานเหตุการณ์โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันในภูมิภาค ส่งผลให้ราคาน้ำมัน WTI พุ่งขึ้นเหนือ 100 ดอลลาร์/บาร์เรลเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี และยังปรับขึ้นต่อในช่วงเช้า แรงกดดันจากพลังงานทำให้นักลงทุนในเอเชียกลับเข้าสู่โหมด Risk-Off อีกครั้ง โดยลดสัดส่วนสินทรัพย์เสี่ยงและเพิ่มการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย
สำหรับตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มอ่อนตัวลงในระยะสั้น สอดคล้องกับทิศทางตลาดโลกที่ถูกกดดันจากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์และราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นโดยในประเทศเริ่มเห็นการปรับขึ้นราคาขายปลีกน้ำมันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค ด้านนโยบายภาครัฐมีการปรับเพิ่มการจัดเก็บเงินกองทุนน้ำมัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันหน้าปั๊มขยับขึ้นเพิ่มเติม สะท้อนว่าภาระต้นทุนกำลังถูกส่งผ่านเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นไทยยังมีปัจจัยพยุงบางส่วนจากหุ้นกลุ่มพลังงานที่ได้อานิสงส์จากราคาน้ำมัน และกลุ่มสื่อสารที่มีความผันผวนต่ำ รวมถึงแรงหนุนจากเงินปันผลในบางบริษัท ทำให้ Downside อาจจำกัดเมื่อเทียบกับตลาดต่างประเทศ ระยะสั้นประเมินกรอบดัชนีที่ 1,430–1,460 จุด
วันนี้มุมมอง GOLD Online Futures (GOH26) indicators ระบุดังนี้ PBC (ภาพหมายเลข 1) แสดงถึงจำนวนเงินไหลเข้า / ออกสะสม และ PBC (ภาพหมายเลข 2) แสดงถึงจำนวนเงินไหลเข้า / ออกรายวัน วันนี้มีทิศทาง Sideway ดังนั้น จึงมองว่าระยะสั้นภายในวันยังคงเป็น Sideway