โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ศุภจี รับ 11 ข้อร้องเรียน ส.ชาวนา แจงยึดหลักบูรณาการดูแลข้าวไทยตั้งแต่ผลิตยันขาย

MATICHON ONLINE

อัพเดต 26 เม.ย. เวลา 05.11 น. • เผยแพร่ 26 เม.ย. เวลา 05.04 น.

ศุภจี รับ 11 ข้อร้องเรียน ส.ชาวนา แจงยึดหลักบูรณาการดูแลข้าวไทยตั้งแต่ผลิตยันขาย

เมื่อวันที่ 26 เมษายน เวลา 10.00 น. นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวในระหว่างการเป็นประธานการประชุมสามัญประจำปี 2569 ของสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย ที่ The Cavalli Casa Resort จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งได้รับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะของภาคเกษตรกร และเชื่อมโยงสู่การกำหนดนโยบายภาครัฐให้ตอบโจทย์สถานการณ์จริง ว่า ปัจจุบันภาคเกษตร โดยเฉพาะข้าว ต้องเผชิญกับวิกฤตซ้อนวิกฤต ทั้งภาวะเศรษฐกิจโลก ความผันผวนด้านภูมิรัฐศาสตร์ ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น รวมถึงความไม่แน่นอนของสภาพภูมิอากาศ ทั้งภัยแล้งและฝนตกหนักในบางช่วง ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อผลผลิตและรายได้ของเกษตรกรไม่ใช่เฉพาะประเทศไทยที่เผชิญปัญหา แต่เป็นวิกฤตร่วมของโลก สิ่งที่เราต้องทำคือการทำงานร่วมกันแบบบูรณาการ ทั้งภาครัฐ ภาคเกษตร และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กระทรวงพาณิชย์ในฐานะปลายน้ำ จำเป็นต้องทำงานเชื่อมโยงกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งดูแลต้นน้ำ และภาคอุตสาหกรรมในกลางน้ำเพื่อให้ทั้งระบบเดินหน้าไปพร้อมกันอย่างมีประสิทธิภาพ

นางศุภจี กล่าวว่า ตนได้รับข้อเสนอหนังสือข้อเสนอจากสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย ทั้งในส่วนของมาตรการเร่งด่วน 6 ข้อ และมาตรการระยะยาว 5 ข้อ ซึ่งสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของภาคเกษตรไทย

“บางเรื่องสามารถดำเนินการได้ทันที แต่ทุกข้อเสนอจะถูกนำไปประสานกับคณะรัฐบาล เพื่อเร่งดำเนินการให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและทันท่วงที” นางศุภจี กล่าว

นางศุภจี กล่าวว่า สำหรับการดูแลของภาครัฐ แยกเป็น 3 ส่วน คือ ในส่วนของต้นน้ำ รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาพันธุ์ข้าวให้มีคุณภาพและให้ผลผลิตสูงขึ้น โดยชี้ว่า ปัจจุบันผลผลิตข้าวไทยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 400-700 กิโลกรัมต่อไร่ ขณะที่บางประเทศคู่แข่งสามารถผลิตได้ถึง 1,500 กิโลกรัมต่อไร่ ดังนั้น จึงต้องเร่งพัฒนาเมล็ดพันธุ์ให้แข็งแรง ควบคู่กับการบริหารจัดการดินและปุ๋ยอย่างเหมาะสม โดยทำงานร่วมกับกรมวิชาการเกษตรและกรมพัฒนาที่ดิน เพื่อให้เกษตรกรใช้ปัจจัยการผลิตอย่างแม่นยำ ลดต้นทุน และเพิ่มผลผลิตในระยะยาว อีกทั้งเตรียมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณามาตรการช่วยเหลือต้นทุนด้านพลังงานและค่าขนส่ง ซึ่งเป็นภาระสำคัญของเกษตรกร

ขณะที่สำหรับกลางน้ำ รัฐบาลมุ่งเน้นการเพิ่มมูลค่าข้าว ผ่านการแปรรูปและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ได้อนุมัติโครงการสนับสนุนชุมชนกว่า 200 แห่ง ให้เข้าถึงเครื่องมือสำคัญ เช่น เครื่องสีข้าว เครื่องอบ เครื่องบรรจุสุญญากาศ รวมถึงการพัฒนาแบรนด์และการตลาด การแปรรูปไม่ใช่แค่เปลี่ยนข้าวเปลือกเป็นข้าวสาร แต่ต้องต่อยอดไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง ทั้งอาหาร เวชภัณฑ์ หรือผลิตภัณฑ์จากวัสดุเหลือใช้ ทั้งนี้ การแปรรูปยังช่วยยืดระยะเวลาการจำหน่าย ทำให้เกษตรกรไม่จำเป็นต้องขายผลผลิตทันทีในช่วงราคาตกต่ำ และสามารถบริหารจัดการรายได้ได้ดีขึ้น

และในส่วนของปลายน้ำ กระทรวงพาณิชย์เดินหน้ามาตรการซื้อนำตลาดได้พัฒนาระบบฐานข้อมูล เช่น dashboard ข้าว เพื่อใช้ติดตามสถานการณ์อุปสงค์-อุปทานในแต่ละพื้นที่แบบเรียลไทม์ ช่วยให้สามารถวางแผนการผลิต การตลาด และการดูดซับผลผลิตได้อย่างแม่นยำ เร่งดูดซับผลผลิตส่วนเกิน คู่กับจัดตลาดนัดข้าวเปลือก และเร่งขยายตลาดส่งออก โดยตั้งเป้าปริมาณส่งออกปี 2569 กว่า 7 ล้านตัน แม้เผชิญข้อจำกัดจากสถานการณ์โลก พร้อมใช้กลไกการค้าระหว่างประเทศ เช่น การขายแบบรัฐต่อรัฐ (G2G) ให้มีสินค้าเกษตรโดยเฉพาะข้าวอยู่ในข้อตกลงการซื้อขาย อีกแนวคิดคือผลักดันข้าวประณีต สร้างตระหนักรู้ว่าข้าวไทยมีการพัฒนาเรื่องคุณภาพ มีเรื่องราว และบรรจุภัณฑ์ เพื่อเพิ่มมูลค่าจำหน่ายได้ในราคาสูง

นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวถึงการดูแลเรื่องต้นทุนปัจจัยการเกษตรของเกษตรกรว่า กรมเตรียมกิจกรรม ช่วยลดปัจจัยการผลิตของพี่น้องเกษตรกรโดยเฉพาะสินค้าข้าว ในโครงการ ปุ๋ยธงเขียวพลัสลดราคาปุ๋ยสูงสุดกระสอบละ 300 บาท ช่วยบรรเทาภาระต้นทุนเกษตรกร ทั้งนี้ โครงการเตรียมเริ่มตั้งแต่วันที่ 27 เมษายน โดยในระยะแรก(เฟสแรก)จัดจำหน่ายรวม 30 แห่ง โดยเดือนพฤษภาคมกำหนดจัด 10 จังหวัด จากนั้นขยายพื้นที่อื่นเพิ่มเติมให้ครอบคลุมความช่วยเหลือเข้าถึงเกษตรกรได้ทั่วถึงและรวดเร็ว

นายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย ได้ยื่นหนังสือจากที่ประชุมถึงแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรให้กับนางศุภจี พร้อมขอบคุณที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับภาคเกษตร และลงพื้นที่รับฟังปัญหาโดยตรง และสมาคมพร้อมกับทำงานร่วมกันกับภาครัฐ เพื่อให้มาตรการต่างๆ เกิดผลอย่างแท้จริง และสร้างความมั่นคงยั่งยืนให้กับอาชีพชาวนาไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการประชุมครั้งนี้ นางศุภจี นำคณะพร้อมด้วย ร้อยตรีจักรา ยอดมณี รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายชวนินทร์ วงศ์สถิตจิรกาล ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว นายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย นายศรายุทธ ยิ้มยวน สมาชิกวุฒิสภา พร้อมผู้บริหารจากกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และตัวแทนเกษตรกรจาก 57 จังหวัดกว่า 200 ราย เข้าร่วมการประชุมครั้งนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับข้อเสนอของสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย ที่ขอให้รัฐบาลช่วยเหลือชาวนาผ่าน นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ประกอบด้วย

1. มาตรการเร่งด่วน ได้แก่ 1.1) ขอให้ภาครัฐสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าวไร่ละ 2,000 บาท/ครัวเรือน รายละไม่เกิน20 ไร่ เพื่อเยียวยาความเดือดร้อนจากสถานการณ์ผลผลิตตกต่ำในช่วงฤดูกาลที่ผ่านมา 1.2) ปรับโครงสร้างราคาสินค้าข้าวให้เกิดความยุติธรรมในทุกห่วงโซ่ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยราคาข้าวเกี่ยวสด ไม่ควรต่ำกว่า 8,000 บาท/ตัน 1.3) ขอให้ภาครัฐใช้มาตรการคูปองลดค่าปุ๋ยกระสอบละ 200 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 20 กระสอบโดยไม่จำกัดแบรนด์และสูตร เพื่อแก้ไขต้นทุนการผลิตอันเนื่องมาจากวิกฤตซ้อนวิกฤต

1.4) ออกมาตรการใช้คูปองสวัสดิการเกษตรกร ลดค่าน้ำมันเพื่อการเกษตร ลิตรละ 10 บาท จำนวน 200 ลิตร/ปี เพื่อใช้สำหรับเครื่องจักรกลการเกษตร สำหรับผู้ที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกร 1.5) ปัญหาการเผาฟางข้าว ซึ่งมีข้อจำกัดในการเพิ่มต้นทุนของเกษตรกร ดังนั้น ภาครัฐควรมีนโยบายดูแลช่วยเหลือต้นทุนการบริหารจัดการฟางข้าวในอัตรา 500 บาท/ไร่ ตามพื้นที่เกษตรกรขึ้นทะเบียนเพาะปลูกจริง ในระยะ 5 ปี พร้อมมาตรการบริหารจัดการฟางข้าวแบบมีส่วนร่วมซึ่งถ้ามีการช่วยเหลือแล้วเกษตรกรยังฝ่าฝืนก็สามารถบังคับใช้กฎหมายได้ตามข้อตกลง โดยขึ้นอยู่กับมาตรการผ่อนปรนของแต่ละจังหวัด 1.6) สนับสนุนระบบโซล่าเซลล์พร้อมอุปกรณ์สูบน้ำ ในรูปแบบเงินกู้ ฟรีดอกเบี้ย เพื่อลดต้นทุนพลังงานและลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกรที่มีความประสงค์จัดการให้สอดคล้องต่อพื้นที่

2. มาตรการระยะยาว ได้แก่ 2.1) วิจัยพัฒนาพันธุ์ข้าวให้ได้ผลผลิตไม่ต่ำกว่า 1,500 กิโลต่อไร่ รวมถึงสนับสนุนงบวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์ข้าวให้ตอบโจทย์ความต้องการของเกษตรกร และสนับสนุน งานวิจัยพันธุ์ข้าวของบริษัทเอกชน โดยกรมการข้าวเป็นผู้รับรอง 2.2) การบริหารจัดการน้ำระบบชลประทานให้สอดคล้องกับฤดูการเพาะปลูก เพื่อให้เกษตรกรมีเวลาบริหารจัดการแปลง รวมถึงการพัฒนาแหล่งน้ำสาธารณะ ห้วยหนอง คลองบึง เพื่อรองรับวิกฤตภัยแล้ง อันเป็นการส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตและส่งผลกระทบไปถึงห่วงโซ่อาหาร 2.3) สนับสนุนการปรับพื้นนาให้เสมอด้วยระบบเลเซอร์ โดยภาครัฐออกคนละครึ่งกับเกษตรกรที่สมัครใจ เพื่อเป็นการปรับโครงสร้างพื้นฐานแปลงนาให้มีประสิทธิภาพ ในเรื่องการประหยัดน้ำและประหยัดต้นทุน และทำให้ผลผลิตเพิ่มมากขึ้น

3. ติดตามโครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2568/69 ที่ขึ้นทะเบียนผ่าน ธกส. ไร่ละ 1,000 บาท สูงสุดครัวเรือนละไม่เกิน 10 ไร่ ที่ค้างจ่ายเกษตรกร 4. ติดตามโครงการเยียวยาเกษตรกรหลังน้ำท่วมในพื้นที่รับน้ำ เช่น เมล็ดพันธุ์ข้าว ปุ๋ย และสารชีวภัณฑ์ 5. เสนอให้ภาครัฐสนับสนุนโครงการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าว ในเขตพื้นที่อีสานเพื่อเป็นการเพิ่มผลผลิตและคุณภาพข้าว

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ศุภจี รับ 11 ข้อร้องเรียน ส.ชาวนา แจงยึดหลักบูรณาการดูแลข้าวไทยตั้งแต่ผลิตยันขาย

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...