โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“ศุภจี” รุกแก้ปัญหาราคาข้าวตกต่ำ ตั้งเป้าส่งออกมากกว่า 7 ล้านตัน ดันราคาข้าวสดแตะ 8,000 บาท/ตัน

The Better

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว • THE BETTER
“ศุภจี” รุกแก้ปัญหาราคาข้าวตกต่ำ ตั้งเป้าส่งออกมากกว่า 7 ล้านตัน ในปี 2569 หนุนแปรรูป-พัฒนาแพคเกจจิ้ง สร้างมูลค่าเพิ่ม รับปากดันราคาข้าวสดให้ถึง 8,000 บาทต่อ 1 ตัน 

ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดการประชุมใหญ่สามัญประจำปีสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย ครั้งที่ 1/2569 โดยมี นายชวนินทร์ วงศ์สถิตจิรกาล ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา, นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน, นายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย ตลอดจนผู้ประกอบการ และองค์กรภาคีเครือข่ายสมาคมฯ เข้าร่วม

นางศุภจี กล่าวเปิดงานว่า ตนได้รับข้อเสนอแนะของนายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย ถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่เราต้องจัดการเกี่ยวกับราคาข้าว ซึ่งบางเรื่องสามารถดำเนินการได้ทันที ในขณะที่บางเรื่องอาจต้องใช้ระยะเวลาในการดำเนินงาน โดยมาตรการต่างๆ ที่มีการเรียกร้องมานั้นตนจะรับไปประสานงานกับคณะรัฐมนตรีและพยายามนำมาจัดการให้กับพี่น้องเกษตรกรได้อย่างทันท่วงทีและรวดเร็วที่สุด

“วันนี้ เราต้องบูรณาการร่วมกันหลายหน่วยงาน เพื่อส่งเสริมภาคการเกษตรให้อยู่ดีกินดี และมีรายได้ที่เพิ่มมากขึ้น เช่น การส่งเสริมเกษตรกร ให้พัฒนาผลิตภัณฑ์และคุณภาพข้าว โดยการพัฒนาแพ็คเกจจิ้งให้สวยงามและน่าใช้ ซึ่งจะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าได้มากขึ้น และหาแนวทางแปรรูปฟางข้าวให้เป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อสร้างมูลค่าอีก 1 ช่องทางหนึ่ง

จากนั้น นางศุภจี ได้ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า เรื่อวข้าว เราจะต้องดูแลให้ครบทั้งวงจร ตั้งแต่การผลิตจนถึงการเก็บเกี่ยวและแปรรูป รวมไปถึงการตลาดและการขาย วันนี้จึงเป็นนิมิตรหมายที่ดี และทางสมาคมฯ มีข้อแนะนำและข้อเสนอให้รัฐบาลนำไปพิจารณาว่าสิ่งใดสามารถตอบสนองอะไรกลับมาได้บ้าง

ทั้งนี้ อธิบดีกรมการข้าว มีความตั้งใจในการดูแลเรื่องเมล็ดพันธุ์และสายพันธุ์ที่มีผลผลิตที่ดี เป็นที่ต้องการของตลาด รวมถึงให้ความรู้กับเกษตรกรในการพัฒนาพันธุ์ข้าวให้ตรงตามพื้นที่ ส่วนการแปรรูป ต้องสำรวจว่าแต่ละชุมชนนั้นขาดอะไรบ้าง เช่น ชุมชนใดขาดเครื่องสีข้าว, ชุมชนใดขาดเครื่องมือแพ็คสูญญากาศ, ชุมชนใดต้องการความช่วยเหลือด้านการทำ branding ทำการตลาด โดยมุ่งเน้นเรื่องการแปรรูปข้าว รวมถึงการทำ packaging และสตอรี่ที่ดี โดยปี 2569 นี้เรายังเดินหน้าทำโครงการข้าวประณีต เพื่อเป็นการต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มและสามารถยืดระยะเวลาของข้าวให้สามารถเก็บได้

ส่วนปลายน้ำ คือ การตลาด และยังต้องเน้นเรื่องการส่งออก แม้จะยากลำบาก แต่เรายังคงตั้งเป้าการส่งออก มากกว่า 7 ล้านตัน ในปี 2569 และยังมีความพยายามที่จะเดินหน้าไปให้ถึงเป้าให้ได้ รวมถึงมีการเติมเรื่องสินค้าการเกษตรเข้ามาอยู่ในการซื้อของรัฐบาล เช่นเดียวกันกับการซื้อยุทโธปกรณ์ หรือสิ่งใดก็ตามที่มีมูลค่าสูงโดยจะต้องมีสินค้าเกษตรเป็นหนึ่งในเงื่อนไข ที่ประชาชนจะต้องซื้อสินค้าเกษตร และหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญคือ ข้าว และยังได้ย้ำเรื่องการทำงานร่วมกันตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ บูรณาการร่วมกันระหว่างภาครัฐ สมาคมฯ และชาวนา

นางศุภจี กล่าวอีกว่า ข้อเสนอที่ทางสมาคมและเกษตรกรได้เสนอมาล้วนมีความสำคัญ ทั้งการดูแลเมล็ดพันธุ์ ความต้องการปรับราคาเกี่ยวสดให้สูงขึ้น และการช่วยเหลือค่าขนส่ง เราต้องนำไปพูดคุยซึ่งเป็นมาตรการเร่งด่วน

เมื่อถามว่า สถานการณ์ราคาข้าวเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทุกปี จะแก้ไขได้อย่างไร นายศุภจี กล่าวว่า การแก้ไขในระยะสั้น คือไปซื้อนำตลาดในราคาสูง เพื่อทำให้เราได้ราคาที่ดีที่สุด ส่วนระยะกลางคือการเน้นทำข้าวแปรรูป เพื่อทำให้เกิดมูลค่าสูงมากยิ่งขึ้น ส่วนระยะยาวคือต้องทำร่วมกันกับกรมการข้าวในเรื่องการผลิต ซึ่งนโยบายของภาครัฐในปีนี้ ย้ำว่าเราทำงานแบบเป็นระบบคลัสเตอร์

เมื่อถามว่ามาตรการระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว มีความมั่นใจมากน้อยแค่ไหนว่าภายใน 1 ปี ประชาชนภาคการเกษตรจะอยู่ดี กินดี นางศุภจี ยืนยันว่า ทำได้อยู่แล้ว หากทุกคนทำหน้าที่ของตนเองได้ดีที่สุด ตนเชื่อมั่นว่าจะต้องดีขึ้นอย่างแน่นอน ส่วนตัวเลขรายได้ของเกษตรกรเรามีการตั้งเป้าไว้อยู่แล้ว เช่น ข้าวเกี่ยวสด ปัจจุบันราคาอยู่ที่ประมาณ 6000-7,000 บาท ซึ่งเรามีความพยายามผลักดันให้ถึง 8,000 บาทต่อ 1 ตันให้ได้ ส่วนราคาข้าวหอมมะลิ มีราคาเกินตัวเลขที่ตนกล่าวไปข้างต้นอยู่แล้ว ทั้งนี้ตนอยากส่งเสริมให้ทุกคนทำข้าวประณีต เนื่องจากบางสายพันธุ์ขายได้กิโลละ 200-400 กว่าบาท ฉะนั้นควรมุ่งเน้นในจุดนั้น

ด้าน นายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย กล่าวว่า สมาคมฯ พึงพอใจที่นางศุภจีลงพื้นที่รับฟังปัญหาด้วยตนเอง พร้อมนายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน และนายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว ทำให้เกษตรกรมีความเชื่อมั่นว่าข้อเสนอของสมาคมจะถูกนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม และรู้สึกอุ่นใจ ที่ไม่ได้เดินลำพัง ภาครัฐเข้ามารับฟังและพร้อมทำงานร่วมกัน เชื่อว่าข้อเสนอของสมาคมจะถูกนำไปแก้ปัญหาได้ทั้งระยะเร่งด่วนและระยะยาว

ทั้งนี้ สมาคมชาวนาและเกษตรกรไทยได้เสนอ 4 มาตรการเร่งด่วน ได้แก่ การพยุงราคาข้าวเปลือกไม่ให้ต่ำกว่าต้นทุน การลดต้นทุนการผลิตโดยเฉพาะปุ๋ยและพลังงาน การพัฒนาพันธุ์ข้าวให้ตรงกับตลาด และการบริหารจัดการน้ำรองรับความเสี่ยงภัยแล้ง เพื่อแก้ปัญหาภาคข้าวอย่างเป็นระบบและยั่งยืน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...