“ศุภจี” รุกแก้ปัญหาราคาข้าวตกต่ำ ตั้งเป้าส่งออกมากกว่า 7 ล้านตัน ดันราคาข้าวสดแตะ 8,000 บาท/ตัน
ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดการประชุมใหญ่สามัญประจำปีสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย ครั้งที่ 1/2569 โดยมี นายชวนินทร์ วงศ์สถิตจิรกาล ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา, นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน, นายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย ตลอดจนผู้ประกอบการ และองค์กรภาคีเครือข่ายสมาคมฯ เข้าร่วม
นางศุภจี กล่าวเปิดงานว่า ตนได้รับข้อเสนอแนะของนายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย ถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่เราต้องจัดการเกี่ยวกับราคาข้าว ซึ่งบางเรื่องสามารถดำเนินการได้ทันที ในขณะที่บางเรื่องอาจต้องใช้ระยะเวลาในการดำเนินงาน โดยมาตรการต่างๆ ที่มีการเรียกร้องมานั้นตนจะรับไปประสานงานกับคณะรัฐมนตรีและพยายามนำมาจัดการให้กับพี่น้องเกษตรกรได้อย่างทันท่วงทีและรวดเร็วที่สุด
“วันนี้ เราต้องบูรณาการร่วมกันหลายหน่วยงาน เพื่อส่งเสริมภาคการเกษตรให้อยู่ดีกินดี และมีรายได้ที่เพิ่มมากขึ้น เช่น การส่งเสริมเกษตรกร ให้พัฒนาผลิตภัณฑ์และคุณภาพข้าว โดยการพัฒนาแพ็คเกจจิ้งให้สวยงามและน่าใช้ ซึ่งจะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าได้มากขึ้น และหาแนวทางแปรรูปฟางข้าวให้เป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อสร้างมูลค่าอีก 1 ช่องทางหนึ่ง
จากนั้น นางศุภจี ได้ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า เรื่อวข้าว เราจะต้องดูแลให้ครบทั้งวงจร ตั้งแต่การผลิตจนถึงการเก็บเกี่ยวและแปรรูป รวมไปถึงการตลาดและการขาย วันนี้จึงเป็นนิมิตรหมายที่ดี และทางสมาคมฯ มีข้อแนะนำและข้อเสนอให้รัฐบาลนำไปพิจารณาว่าสิ่งใดสามารถตอบสนองอะไรกลับมาได้บ้าง
ทั้งนี้ อธิบดีกรมการข้าว มีความตั้งใจในการดูแลเรื่องเมล็ดพันธุ์และสายพันธุ์ที่มีผลผลิตที่ดี เป็นที่ต้องการของตลาด รวมถึงให้ความรู้กับเกษตรกรในการพัฒนาพันธุ์ข้าวให้ตรงตามพื้นที่ ส่วนการแปรรูป ต้องสำรวจว่าแต่ละชุมชนนั้นขาดอะไรบ้าง เช่น ชุมชนใดขาดเครื่องสีข้าว, ชุมชนใดขาดเครื่องมือแพ็คสูญญากาศ, ชุมชนใดต้องการความช่วยเหลือด้านการทำ branding ทำการตลาด โดยมุ่งเน้นเรื่องการแปรรูปข้าว รวมถึงการทำ packaging และสตอรี่ที่ดี โดยปี 2569 นี้เรายังเดินหน้าทำโครงการข้าวประณีต เพื่อเป็นการต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มและสามารถยืดระยะเวลาของข้าวให้สามารถเก็บได้
ส่วนปลายน้ำ คือ การตลาด และยังต้องเน้นเรื่องการส่งออก แม้จะยากลำบาก แต่เรายังคงตั้งเป้าการส่งออก มากกว่า 7 ล้านตัน ในปี 2569 และยังมีความพยายามที่จะเดินหน้าไปให้ถึงเป้าให้ได้ รวมถึงมีการเติมเรื่องสินค้าการเกษตรเข้ามาอยู่ในการซื้อของรัฐบาล เช่นเดียวกันกับการซื้อยุทโธปกรณ์ หรือสิ่งใดก็ตามที่มีมูลค่าสูงโดยจะต้องมีสินค้าเกษตรเป็นหนึ่งในเงื่อนไข ที่ประชาชนจะต้องซื้อสินค้าเกษตร และหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญคือ ข้าว และยังได้ย้ำเรื่องการทำงานร่วมกันตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ บูรณาการร่วมกันระหว่างภาครัฐ สมาคมฯ และชาวนา
นางศุภจี กล่าวอีกว่า ข้อเสนอที่ทางสมาคมและเกษตรกรได้เสนอมาล้วนมีความสำคัญ ทั้งการดูแลเมล็ดพันธุ์ ความต้องการปรับราคาเกี่ยวสดให้สูงขึ้น และการช่วยเหลือค่าขนส่ง เราต้องนำไปพูดคุยซึ่งเป็นมาตรการเร่งด่วน
เมื่อถามว่า สถานการณ์ราคาข้าวเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทุกปี จะแก้ไขได้อย่างไร นายศุภจี กล่าวว่า การแก้ไขในระยะสั้น คือไปซื้อนำตลาดในราคาสูง เพื่อทำให้เราได้ราคาที่ดีที่สุด ส่วนระยะกลางคือการเน้นทำข้าวแปรรูป เพื่อทำให้เกิดมูลค่าสูงมากยิ่งขึ้น ส่วนระยะยาวคือต้องทำร่วมกันกับกรมการข้าวในเรื่องการผลิต ซึ่งนโยบายของภาครัฐในปีนี้ ย้ำว่าเราทำงานแบบเป็นระบบคลัสเตอร์
เมื่อถามว่ามาตรการระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว มีความมั่นใจมากน้อยแค่ไหนว่าภายใน 1 ปี ประชาชนภาคการเกษตรจะอยู่ดี กินดี นางศุภจี ยืนยันว่า ทำได้อยู่แล้ว หากทุกคนทำหน้าที่ของตนเองได้ดีที่สุด ตนเชื่อมั่นว่าจะต้องดีขึ้นอย่างแน่นอน ส่วนตัวเลขรายได้ของเกษตรกรเรามีการตั้งเป้าไว้อยู่แล้ว เช่น ข้าวเกี่ยวสด ปัจจุบันราคาอยู่ที่ประมาณ 6000-7,000 บาท ซึ่งเรามีความพยายามผลักดันให้ถึง 8,000 บาทต่อ 1 ตันให้ได้ ส่วนราคาข้าวหอมมะลิ มีราคาเกินตัวเลขที่ตนกล่าวไปข้างต้นอยู่แล้ว ทั้งนี้ตนอยากส่งเสริมให้ทุกคนทำข้าวประณีต เนื่องจากบางสายพันธุ์ขายได้กิโลละ 200-400 กว่าบาท ฉะนั้นควรมุ่งเน้นในจุดนั้น
ด้าน นายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย กล่าวว่า สมาคมฯ พึงพอใจที่นางศุภจีลงพื้นที่รับฟังปัญหาด้วยตนเอง พร้อมนายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน และนายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว ทำให้เกษตรกรมีความเชื่อมั่นว่าข้อเสนอของสมาคมจะถูกนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม และรู้สึกอุ่นใจ ที่ไม่ได้เดินลำพัง ภาครัฐเข้ามารับฟังและพร้อมทำงานร่วมกัน เชื่อว่าข้อเสนอของสมาคมจะถูกนำไปแก้ปัญหาได้ทั้งระยะเร่งด่วนและระยะยาว
ทั้งนี้ สมาคมชาวนาและเกษตรกรไทยได้เสนอ 4 มาตรการเร่งด่วน ได้แก่ การพยุงราคาข้าวเปลือกไม่ให้ต่ำกว่าต้นทุน การลดต้นทุนการผลิตโดยเฉพาะปุ๋ยและพลังงาน การพัฒนาพันธุ์ข้าวให้ตรงกับตลาด และการบริหารจัดการน้ำรองรับความเสี่ยงภัยแล้ง เพื่อแก้ปัญหาภาคข้าวอย่างเป็นระบบและยั่งยืน