SAFE เปิดดีลรพ. ทั่วประเทศ รับดีมานด์ IVF ตลาดพรีเมียม-กำไรไตรมาสแรกโตฉลุย
SAFE ชูเทคโนโลยี PGTSeq-A จากสหรัฐฯ เพิ่มอัตราความสำเร็จในการตั้งครรภ์ ดึงดูดกลุ่มลูกค้าพรีเมียมไทยและตะวันออกกลาง กางแผนปี 69 ตั้งเป้ารายได้โต 10% รุกโมเดลพันธมิตรโรงพยาบาลรัฐ-เอกชน ขยายห้องปฏิบัติการตรวจพันธุกรรมทั่วประเทศ
9 พฤษภาคม 2569 - บมจ.เซฟ เฟอร์ทิลิตี้ กรุ๊ป (SAFE) รายงานผลการดำเนินงานประจำไตรมาส 1/2569 สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2569 โดยบริษัทมีกำไรส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่จำนวน 34 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้น 4 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 13 เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2568 ขณะที่มีรายได้จากการขายและให้บริการรวมทั้งสิ้น 174.1 ล้านบาท
ปัจจัยหลักที่ส่งผลให้ผลกำไรเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ มาจากการขยายตัวของรายได้ในกลุ่มบริการรักษาผู้มีบุตรยาก (IVF) และการบริหารจัดการต้นทุนรวมถึงค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งผลให้อัตรากำไร (Margin) ปรับตัวสูงขึ้นตามลำดับ นอกจากนี้ การนำนวัตกรรมทางการแพทย์ระดับสูงเข้ามาประยุกต์ใช้ยังเป็นส่วนสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน
นวัตกรรม PGTSeq-A หนุนขีดความสามารถการทำกำไร
หนึ่งในตัวแปรสำคัญที่ผลักดันรายได้ในไตรมาสนี้ คือการนำเทคโนโลยี PGTSeq-A ของ JUNO Genetic จากสหรัฐอเมริกา มาใช้คัดเลือกตัวอ่อนและตรวจวินิจฉัยพันธุกรรม ซึ่ง SAFEถือสิทธิ์การใช้งานแบบ Exclusive เพียงรายเดียวในประเทศไทย โดยเทคโนโลยีดังกล่าวมีความแม่นยำสูงกว่าระบบ PGT-A เดิม ช่วยเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์และลดอัตราการแท้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งได้รับผลตอบรับที่ดีทั้งจากกลุ่มลูกค้าในประเทศและลูกค้าต่างชาติ
นพ.วิวัฒน์ กว้างคณานุรักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เซฟ เฟอร์ทิลิตี้ กรุ๊ป (SAFE) กล่าวถึงปัจจัยหนุนและทิศทางธุรกิจว่า “ภาพรวมอุตสาหกรรมรักษาผู้มีบุตรยาก (IVF) ยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มเดินทางมาใช้บริการในไทยมากขึ้น เนื่องจากความมั่นใจในคุณภาพการรักษามาตรฐานระดับพรีเมียม”
ปี 2569 มุ่งเป้าเติบโต 10% ผ่านเครือข่ายพันธมิตร
สำหรับทิศทางการดำเนินธุรกิจในปี 2569 บริษัทตั้งเป้าหมายการเติบโตของรายได้ไว้ที่ร้อยละ 10 โดยมุ่งเน้นกลยุทธ์การสร้างเครือข่ายพันธมิตร (Strategic Partnership) ร่วมกับโรงพยาบาลภาครัฐและเอกชนในจังหวัดยุทธศาสตร์ที่มีฐานคนไข้สูตินรีเวชอยู่เดิม แต่ยังขาดความพร้อมด้านเทคโนโลยีเด็กหลอดแก้ว โดย SAFEจะเข้าไปเติมเต็มศักยภาพการให้บริการและขยายห้องปฏิบัติการตรวจพันธุกรรมให้ครอบคลุมพื้นที่มากขึ้น
ในด้านการยกระดับการบริการ บริษัทได้นำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาสนับสนุนกระบวนการรักษาเพื่อเพิ่มอัตราความสำเร็จให้สูงสุด เพื่อรองรับความต้องการของกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูง ซึ่งยังคงขยายตัวท่ามกลางปัจจัยหนุนจากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ลูกค้ากลุ่มดังกล่าวตัดสินใจเลือกประเทศไทยเป็นศูนย์กลางในการรับบริการทางการแพทย์
นอกจากนี้ บริษัทยังประเมินว่าแนวโน้มในไตรมาสถัดไปจะยังคงรักษาระดับการเติบโตได้ต่อเนื่อง จากการปรับกลยุทธ์ที่มุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงควบคู่ไปกับการบริหารจัดการเครือข่ายห้องปฏิบัติการอย่างเป็นระบบ เพื่อตอบโจทย์มาตรฐานการรักษาขั้นสูงสุดที่ผู้บริโภคยุคปัจจุบันต้องการอย่างชัดเจน