โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

สมช.เตือนตะวันออกกลางสู่สภาวะวิกฤต กระทบพลังงาน อาหาร การเงินไทยทั้งระบบ

PostToday

อัพเดต 15 มี.ค. เวลา 20.55 น. • เผยแพร่ 16 มี.ค. เวลา 03.21 น.

สมรภูมิยืดเยื้อ กดดันเศรษฐกิจไทย

สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และหน่วยงานความมั่นคงประเมินตรงกันว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางขณะนี้ไม่ใช่ภาวะปกติ แต่เป็น “สภาวะวิกฤต” ที่มีแนวโน้มส่งแรงสั่นสะเทือนถึงประเทศไทยโดยตรง ทั้งด้านพลังงาน อาหาร และการเงิน ซึ่งท้ายที่สุดจะผลักภาระไปยังประชาชนผ่านค่าครองชีพที่สูงขึ้น ท่ามกลางความกังวลว่าความไม่แน่นอนของสงครามอาจขยายวงและยืดเยื้อเกินกว่าที่หลายฝ่ายคาดไว้

การประเมินของฝ่ายความมั่นคงระบุว่า ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับอิสราเอลและสหรัฐฯ กำลังดำเนินไปตาม“กลยุทธ์การรบแบบขั้นตอน” โดยปัจจุบันถูกมองว่าเข้าสู่เฟส 3 หรือระยะบั่นทอนกำลัง ซึ่งเน้นโจมตีคลังอาวุธ ระบบโลจิสติกส์ และโครงสร้างยุทธศาสตร์อย่างต่อเนื่อง หลังผ่านช่วงสงครามไซเบอร์ การตัดหัวเป้าหมาย และการช่วงชิงความได้เปรียบทางอากาศกับทางทะเลมาก่อนหน้า

ภาพรวมดังกล่าวสะท้อนว่า สงครามไม่ได้จบลงเร็ว และอาจพัฒนาเป็นความขัดแย้งค้างคา หรือถูกลากยาวจนคู่ขัดแย้งต้องกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาเพราะต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้น

เกมสงคราม-พลังงาน กับฉากจบที่ยังไม่ชัด

ในมุมของอิหร่าน หน่วยงานความมั่นคงประเมินว่า อีกฝ่ายตระหนักถึงข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีและกำลังทางอากาศ จึงไม่เลือกปะทะตรง แต่ใช้ยุทธศาสตร์ยืดสงครามให้ยาวและทำให้ต้นทุนฝ่ายตรงข้ามสูงขึ้น ทั้งผ่านการทูต การใช้พันธมิตรในภูมิภาคเปิดแนวปะทะหลายจุด และการใช้โดรนหรือขีปนาวุธโจมตีเป้าหมายเพื่อแสดงศักยภาพตอบโต้

ขณะเดียวกัน“ช่องแคบฮอร์มุซ” ถูกมองเป็นหมากสำคัญ เพราะเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันของโลกที่มีนัยต่อราคาพลังงานและความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ

สมช.ประเมินว่า วิกฤตรอบนี้อาจยืดเยื้ออย่างน้อย 4 สัปดาห์ และไม่ตัดความเป็นไปได้ที่จะลากยาวเป็นปีในลักษณะใกล้เคียงสงครามรัสเซีย-ยูเครน โดยฉากจบยังเปิดกว้างตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลบรรลุเป้าหมายเพียงบางส่วน ไปจนถึงการเกิดภาวะ“Frozen Conflict” ที่ไม่มีฝ่ายใดชนะเด็ดขาด หรือการกลับสู่การเจรจาทางการเมืองเพราะแรงกดดันจากต้นทุนสงครามและวิกฤตพลังงาน

ทั้งนี้ แหล่งข่าวความมั่นคงยอมรับด้วยว่า การประเมินยังทำได้ยาก เพราะข้อมูลส่วนใหญ่ยังมาจากฝั่งสหรัฐฯ เป็นหลัก จึงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและระมัดระวังในการคาดการณ์

รัฐเตรียมมาตรการเข้ม รับมือค่าครองชีพพุ่ง

สำหรับประเทศไทย รัฐบาลมองผลกระทบของวิกฤตครั้งนี้ในกรอบ “พลังงาน อาหาร และการเงิน” เป็นหลัก โดยเริ่มจากมาตรการขอความร่วมมือเพื่อลดการใช้น้ำมันและพลังงาน เช่น การทำงานแบบ Work from Home การประชุมออนไลน์ การปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศไว้ที่ 26-27 องศาเซลเซียส และการรณรงค์แต่งกายด้วยเสื้อแขนสั้นแทนการสวมสูทผูกไท

ขณะเดียวกัน กระทรวงพลังงานมีแผนปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลแบบขั้นบันได เริ่มช่วงวันที่ 16-17 มี.ค. โดยทยอยปรับไม่เกินลิตรละ 1 บาท เพื่อประเมินสถานการณ์และลดภาระกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

อย่างไรก็ดี หากสถานการณ์รุนแรงขึ้น รัฐบาลพร้อมยกระดับจากมาตรการสมัครใจไปสู่ “มาตรการบังคับ” ไม่ว่าจะเป็นการจำกัดการเติมน้ำมันต่อวัน การสั่งปิดสถานีบริการน้ำมันหลังเวลา 22.00 น. การปิดไฟโฆษณา ป้ายชื่อร้าน และโรงภาพยนตร์หลังเวลาเดียวกัน

ควบคู่กับการเฝ้าระวังด้านความปลอดภัย โดยเฉพาะความเสี่ยงจากเหตุ“โลนวูล์ฟ” และการดูแลสถานที่เชิงสัญลักษณ์ สถานทูต และชุมชนชาวต่างชาติของคู่ขัดแย้ง

แหล่งข่าวความมั่นคงยังย้ำว่ารัฐควรสื่อสารข้อเท็จจริงเรื่องน้ำมันสำรองอย่างต่อเนื่อง เพราะ “ไม่ควรอ้างเพียงตัวเลขสำรอง 90 วัน” จากส่วนกลาง หากในภาวะวิกฤตการจัดส่งเชื้อเพลิงในบางพื้นที่ยังอาจติดขัดได้ สะท้อนว่าโจทย์สำคัญจากนี้ไม่ใช่แค่การมีทรัพยากรสำรอง

แต่คือความสามารถในการบริหารจัดการวิกฤตให้ประชาชนรับรู้และรับมือได้ทันเวลา

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...