โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อเมริกันนับล้านเดินขบวน No Kings รอบ 3 ประท้วงทรัมป์ ตั้งแต่นโยบายคนเข้าเมือง-สงครามอิหร่าน-ค่าครองชีพ

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 29 มี.ค. เวลา 14.38 น. • เผยแพร่ 29 มี.ค. เวลา 13.48 น.
ที่มาภาพ: https://www.npr.org/sections/the-picture-show/2026/03/28/g-s1-115637/photos-no-kings-protests-across-the-country

ฝูงชนจำนวนมากได้รวมตัวกันประท้วง เพื่อต่อต้านสงครามในอิหร่านและการกระทำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการชุมนุมภายใต้ชื่อ “No Kings” ซึ่งจัดขึ้นทั่วสหรัฐอเมริกาครอบคลุมทุกพื้นที่ตั้งแต่ฝั่งตะวันออกจรดตะวันตกและในยุโรป ทั้งนี้ รัฐมินนิโซตากลายเป็นจุดสนใจหลัก โดยมีผู้คนหลายพันคนยืนเบียดเสียดกันเพื่อต่อต้านมาตรการบังคับใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมืองที่รุนแรงของทรัมป์

เมื่อวันเสาร์ (28 มีนาคม 2569) ที่ผ่านมาตามเวลาสหรัฐ กลุ่มผู้ประท้วงได้พากันออกมารวมตัวบนท้องถนนตามเมืองต่าง ๆ ทั่วสหรัฐอเมริกา เพื่อคัดค้านนโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์ จากการเปิดเผยของผู้จัดงานชุมนุม “No Kings” โดยกลุ่มผู้ชุมนุมต่างมีแรงผลักดันจากประเด็นต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงยุทธวิธีการบังคับใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมืองของรัฐบาล ปัญหาค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น และสถานการณ์สงครามในอิหร่าน ผู้จัดงานระบุว่าเป็นการชุมนุมครั้งใหญ่ที่มีผู้เข้าร่วมรวมกันถึงหลายล้านคน

กิจกรรมหลักอยู่ที่มินนิโซตา

ผู้จัดงาน “No Kings” ซึ่งเป็นกลุ่มพันธมิตรนักเคลื่อนไหวฝ่ายก้าวหน้า (Progressive Coalition) ได้วางแผนจัดกิจกรรมมากกว่า 3,000 กิจกรรมใน 50 รัฐทั่วประเทศ เพิ่มขึ้น 500 กิจกรรมจากการชุมนุมในเดือนตุลาคม นอกจากนี้ยังมีแผนจัดงานอีกหลายแห่งในต่างประเทศ รวมถึงในประเทศเม็กซิโกและแคนาดาด้วย

การชุมนุมที่อาคารรัฐสภารัฐมินนิโซตาในเมืองเซนต์พอล ได้รับการกำหนดให้เป็นกิจกรรมหลักระดับประเทศ (National Flagship Event) เพื่อเป็นการยอมรับว่ารัฐแห่งนี้ ซึ่งเป็นสถานที่ที่เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางยิงสังหารบุคคลสองคนขณะกำลังเฝ้าระวังการปราบปรามผู้อพยพของทรัมป์ ได้กลายเป็นศูนย์กลางแห่งการต่อต้าน (Epicenter of Resistance) ไปแล้ว

ที่ลานหน้าอาคารรัฐสภารัฐมินนิโซตาและถนนโดยรอบในเมืองเซนต์พอล ผู้คนหลายพันคนยืนเบียดเสียดไหล่ชนไหล่ โดยบางส่วนถือธงชาติสหรัฐฯ แบบกลับหัว ซึ่งตามประวัติศาสตร์แล้วเป็นสัญลักษณ์ของการส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือยามมีภัยพิบัติหรือตกอยู่ในอันตราย (Sign of Distress)

กิจกรรมหลักของรัฐมินนิโซตาซึ่งจัดขึ้น ณ ลานหน้าอาคารรัฐสภาในเมืองเซนต์พอล ได้ดึงศิลปินชื่อดังอย่าง บรูซ สปริงส์ทีน (Bruce Springsteen) มาเป็นศิลปินนำในงาน โดยเขาและผู้ปราศรัยคนอื่น ๆ ต่างกล่าวชื่นชมชาวเมืองที่ออกมาประท้วงบนท้องถนนในช่วงฤดูหนาว เพื่อต่อต้านการระดมกำลังเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายศุลกากรและตรวจคนเข้าเมืองของสหรัฐฯ (ICE) ที่เพิ่มสูงขึ้น

สปริงส์ทีนได้ขึ้นแสดงเพลง “Streets of Minneapolis” ซึ่งเป็นบทเพลงที่เขาเขียนขึ้นเพื่อตอบโต้เหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางยิง เรเน กูด (Renee Good) และ อเล็กซ์ เพรตตี (Alex Pretti) จนเสียชีวิต สปริงส์ทีนได้แสดงความโศกเศร้าต่อการจากไปของกูดและเพรตตี พร้อมทั้งกล่าวว่าการตอบโต้อย่างแข็งกร้าวของรัฐมินนิโซตาต่อหน่วยงาน ICE นั้น ได้มอบความหวังให้กับพื้นที่อื่น ๆ ทั่วประเทศ

“ความเข้มแข็งและความมุ่งมั่นของพวกคุณบอกกับเราว่า ที่นี่นี่ยังคงเป็นอเมริกา” สปริงส์ทีนกล่าว “และฝันร้ายที่ถอยหลังเข้าคลองนี้ รวมถึงการรุกรานเมืองต่าง ๆ ในอเมริกาเช่นนี้ จะไม่มีวันยั่งยืน”

บรูซ สปริงสตีน แสดงดนตรีระหว่างการประท้วง “No Kings” นอกอาคารรัฐสภา เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2026 ในเมืองเซนต์พอล รัฐมินนิโซตา ที่มาภาพ:https://www.yahoo.com/news/politics/live/no-kings-protests-live-updates-springsteen-performs-at-minneapolis-rally-as-millions-take-to-the-streets-across-the-us-135920623.html

รายนามผู้ขึ้นเวทีปราศรัยและแสดงพลังในครั้งนี้ ยังรวมถึงศิลปินระดับตำนานอย่าง โจน แบซ (Joan Baez), นักแสดงหญิงชื่อดัง เจน ฟอนดา (Jane Fonda), วุฒิสมาชิกสหรัฐฯ จากรัฐเวอร์มอนต์ เบอร์นี แซนเดอร์ส (Bernie Sanders) พร้อมด้วยรายชื่ออันยาวเหยียดของเหล่านักเคลื่อนไหว, ผู้นำสหภาพแรงงาน และเจ้าหน้าที่ที่มาจากการเลือกตั้งอีกจำนวนมาก

เจน ฟอนดา นักแสดงและนักเคลื่อนไหวหัวก้าวหน้า ขึ้นเวทีในการชุมนุม “ไม่เอากษัตริย์” ที่อาคารรัฐสภาแห่งรัฐมินนิโซตา เธอเลือกที่จะไม่กล่าวสุนทรพจน์ แต่เลือกอ่านแถลงการณ์จากเบคก้า กู๊ด ภรรยาของเรเน่ กู๊ด แทน

เบอร์นี แซนเดอร์ส ได้เน้นย้ำถึงบทบาทของชาวมินนิโซตาในฐานะต้นแบบของ “การเคลื่อนไหวจากภาคประชาชน” (Grassroots Activism) โดยกล่าวว่า “ท่ามกลางการนำกำลังเจ้าหน้าที่ ICE ซึ่งเป็นประดุจกองทัพในประเทศของทรัมป์ เข้ามายึดครองเมืองนี้อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ชุมชนแห่งนี้ได้หยัดยืนขึ้นด้วยพลังแห่งความสามัคคีอันยิ่งใหญ่ เพื่อต่อสู้กลับจนได้รับชัยชนะ”

วุฒิสมาชิกจากรัฐเวอร์มอนต์ กล่าวอีกว่า “มินนิโซตาได้แสดงให้ชาวอเมริกันและชาวโลกได้เห็นว่า ประชาธิปไตยที่แท้จริงคืออะไร การเคลื่อนไหวจากภาคประชาชนคืออะไร และการยืนหยัดเพื่ออุดมการณ์แห่งเสรีภาพและความยุติธรรมของอเมริกาที่แท้จริงนั้นเป็นอย่างไร”

เจ้าหน้าที่ตำรวจในเมืองเซนต์พอลได้ทำการปิดถนนหลายสายรอบพื้นที่การชุมนุม โดยผู้จัดงาน “No Kings” ประเมินว่ามีผู้เข้าร่วมการชุมนุมที่เซนต์พอลเมื่อวันเสาร์มากกว่า 200,000 คน ซึ่งถือเป็นจำนวนที่สูงกว่าสถิติการชุมนุม Women’s March เมื่อปี 2017 เสียอีก

กลุ่มผู้ประท้วงได้ชูป้ายขนาดมหึมาบนบันไดของอาคารแคปิตอล (อาคารรัฐสภา) ซึ่งมีข้อความระบุว่า “เรามีนกหวีด แต่พวกเขามีปืน การปฏิวัติเริ่มต้นขึ้นแล้วที่มินนิโซตา”

“โดนัลด์ ทรัมป์ อาจจะแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน แต่เขาไม่สามารถเพิกเฉยต่อผู้คนนับล้านที่ออกมาบนท้องถนนในวันนี้ได้” แรนดี ไวน์การ์เทน (Randi Weingarten) ประธานสมาพันธ์ครูอเมริกัน (AFT) กล่าว

ผู้ชุมชนหลายพันคนรวมตัวเดินขบวนในการประท้วงครั้งสำคัญ “No Kings” นอกอาคารรัฐสภาในเมืองเซนต์พอล รัฐมินนิโซตา เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2569 ที่มาภาพ: https://www.cbsnews.com/news/no-kings-rallies-protest-trump-millions/

เดินขบวน “No Kings” ครั้งที่สาม

นี่ถือเป็นการจัดประท้วงทั่วประเทศครั้งที่ 3 ของกลุ่มดังกล่าว โดยทางกลุ่มระบุว่า การใช้อำนาจในตำแหน่งของทรัมป์นั้น มีลักษณะที่ใกล้เคียงกับระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (Monarch) มากกว่าผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย

ผู้จัดงานในสหรัฐฯ ประเมินว่า การชุมนุม “No Kings” สองรอบแรกมีผู้เข้าร่วมกว่า 5 ล้านคนในเดือนมิถุนายน และ 7 ล้านคนในเดือนตุลาคม ส่วนในวันเสาร์ พวกเขาคาดการณ์ว่ามีผู้เข้าร่วมอย่างน้อย 8 ล้านคน จากกิจกรรมกว่า 3,300 กิจกรรมทั่วโลก

ผู้จัดงานยังระบุว่า 2 ใน 3 ของผู้ที่ลงทะเบียนเข้าร่วมการชุมนุม (RSVP) นั้นมาจากพื้นที่นอกเขตเมืองใหญ่ ซึ่งรวมถึงกลุ่มชุมชนในรัฐที่มีแนวคิดอนุรักษ์นิยมอย่าง ไอดาโฮ, ไวโอมิง, มอนทานา, ยูทาห์, เซาท์ดาโกตา และลุยเซียนา ตลอดจนพื้นที่ชานเมืองที่เป็นเขตสมรภูมิเลือกตั้ง (Competitive Suburban Areas) ในรัฐเพนซิลเวเนีย, จอร์เจีย และแอริโซนา

อีกทั้ง เกือบครึ่งหนึ่งของการประท้วงเกิดขึ้นในเขต “ฐานเสียงที่เหนียวแน่นของพรรครีพับลิกัน” (GOP Strongholds) ได้แก่ เท็กซัส, ฟลอริดา และโอไฮโอ ต่างมีการจัดกิจกรรมมากกว่า 100 จุดในแต่ละรัฐ ส่วนรัฐอย่างไอดาโฮ, ไวโอมิง และยูทาห์ ก็มีการจัดงานในระดับเลขสองหลัก (หลายสิบจุด) ตามการระบุของผู้จัดงาน

ผู้ประท้วงถือป้ายและตะโกนคำขวัญในเมืองดริกส์ รัฐไอดาโฮ ที่มาภาพ:https://www.npr.org/sections/the-picture-show/2026/03/28/g-s1-115637/photos-no-kings-protests-across-the-country

ประท้วงใหญ่แต่สงบ

กลุ่มผู้ประท้วง “No Kings” เดินขบวนผ่านเขตชานเมือง เมืองใหญ่ และเมืองขนาดเล็กทั่วสหรัฐฯ พร้อมชูป้ายและอวดชุดเป่าลมหลากหลายรูปแบบ

หนึ่งในการชุมนุมที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลที่สุดเกิดขึ้นที่ชุมชน คอตเซบู (Kotzebue) ในรัฐอลาสก้า ขณะที่ชุมชนในเขตชนบทและพื้นที่ที่มีแนวโน้มสนับสนุนพรรครีพับลิกัน (Red-leaning) จำนวนมากได้เข้าร่วมในขบวนการ “No Kings” เป็นครั้งแรกในวันนี้ ตั้งแต่เมือง ซูเวิร์ด (Seward) ในอลาสก้า ไปจนถึง อีสต์กลาเซียร์พาร์ค (East Glacier Park) ในรัฐมอนแทนา

การประท้วงส่วนใหญ่เป็นไปอย่างสงบ แต่มีรายงานการจับกุมเกิดขึ้นในบางจุด

ผู้คนต่างออกมารวมตัวกันตั้งแต่ในนครนิวยอร์ก ซึ่งมีประชากรเกือบ 8.5 ล้านคนและเป็นรัฐฐานเสียงสำคัญของพรรคเดโมแครต (Solidly Blue State) ไปจนถึงดริกส์ (Driggs) เมืองเล็ก ๆ ที่มีประชากรไม่ถึง 2,000 คนทางตะวันออกของรัฐไอดาโฮ ซึ่งเป็นรัฐที่ทรัมป์ได้รับคะแนนเสียงถล่มทลายถึง 66% ในการเลือกตั้งปี 2024

ผู้ประท้วงที่สวมชุดเป่าลมเข้าร่วมการชุมนุม “No Kings” ในลอสแอนเจลิส ที่มาภาพ:https://edition.cnn.com/2026/03/28/us/live-news/no-kings-protests-03-28-26

ในลอสแอนเจลิส เสียงดนตรีซัลซ่าคลาสสิกดังก้องไปตามท้องถนนรอบศาลาว่าการเมืองลอสแอนเจลิส ในขณะที่ผู้ประท้วงโบกป้ายต่อต้านสงคราม สวมชุดสัตว์เป่าลม และเดินขบวนประท้วงนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

“มันดูขี้เล่น ดูสร้างสรรค์ และส่งต่อข้อความดี ๆ นี่คือการประท้วงโดยไม่ใช้ความรุนแรง” ผู้ประท้วงรายหนึ่งในชุดนกฟลามิงโกเป่าลมบอกกับ จูเลีย วาร์กัส โจนส์ จากสำนักข่าว CNN พร้อมชูป้ายที่เขียนว่า “เมื่อความเกลียดชังส่งเสียงดัง ความรักต้องส่งเสียงให้ดังกว่า”เธอกล่าวว่าการประท้วงครั้งนี้คือ “โอกาสที่จะแสดงจุดยืนและตอบโต้ความไร้สาระ (ของรัฐบาล) ด้วยความตลกขบขัน”

รถขายทาโก้และฮอทดอกจอดเรียงรายขณะที่วงดนตรีซัลซ่าบรรยายสดใกล้กับสวนสาธารณะ Gloria Molina Grand Park โดยมีเด็ก ๆ ออกมาเต้นและส่งเสียงเชียร์ท่ามกลางอากาศร้อนเกือบ 32 องศาเซลเซียส (90 องศาฟาเรนไฮต์) ในลอสแอนเจลิส ทีมงานผู้จัดงานคอยแจกจ่ายน้ำดื่ม แม้ว่าผู้ประท้วงจำนวนมากจะเลือกซื้อเจลาโต้และไอศกรีมจากพ่อค้าแม่ค้าข้างทางเพื่อคลายร้อนแทน

ป้ายต่อต้านหน่วยงาน ICE (หน่วยงานตรวจคนเข้าเมือง) ปรากฏให้เห็นทั่วฝูงชน เนื่องจากการชุมนุม “No Kings” ในวันเสาร์นี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่เดือนหลังจากเหตุการณ์การบุกจับกุมผู้อพยพอย่างรุนแรง ซึ่งจุดชนวนให้เกิดการประท้วงที่วุ่นวายในลอสแอนเจลิสเมื่อเดือนมิถุนายนปีที่ผ่านมา

ต่อมา กลุ่มผู้ประท้วงขนาดเล็กได้รวมตัวกันที่ถนนอาลาเมดา (Alameda Street) ด้านหน้าอาคารที่ทำการรัฐบาลกลางในย่านดาวน์ทาวน์ LA ซึ่งเป็นจุดที่มีการประท้วงต่อต้านนโยบายตรวจคนเข้าเมืองอยู่บ่อยครั้ง โดยเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางได้มีการใช้ แก๊สน้ำตา หลังจากผู้ชุมนุมขว้างปา “ก้อนคอนกรีตขนาดใหญ่ ขวดน้ำ และวัตถุอื่น ๆ” ข้ามรั้วเข้าไปในเขตพื้นที่ ตามรายงานของกรมตำรวจลอสแอนเจลิส (LAPD) บนแพลตฟอร์ม X ทั้งนี้ มีผู้ถูกจับกุมหลายรายฐานไม่ยอมสลายตัวตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่

ผู้ประท้วงถือป้ายที่มีข้อความว่า “ยุติสงคราม หยุด ICE การนัดหยุดงานทั่วไป” ที่จัตุรัสเอ็มบาร์คาเดโรในซานฟรานซิสโก ที่มาภาพ:https://www.npr.org/sections/the-picture-show/2026/03/28/g-s1-115637/photos-no-kings-protests-across-the-country

ส่วนที่เดนเวอร์ สำนักงานตำรวจระบุผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า ได้มีการประกาศให้การรวมกลุ่มดังกล่าวเป็นการชุมนุมที่ผิดกฎหมาย และได้ใช้ถังควันหลังจากมีผู้ประท้วงกลุ่มเล็กๆ ปิดกั้นถนนและไม่ยอมออกไปตามคำสั่ง ตำรวจระบุว่ามีผู้ประท้วงบางส่วนขว้างถังควันกลับใส่เจ้าหน้าที่ ส่งผลให้มีผู้ถูกจับกุมอย่างน้อย 8 ราย และต่อมามีการจับกุมรายที่ 9 ซึ่งตำรวจระบุว่ามีพฤติกรรมขว้างปาสิ่งของ

การชุมนุม “No Kings” ในฟิลาเดลเฟีย ดึงผู้คนหลายพันคนเข้าสู่ย่านใจกลางเมืองจนต้องมีการปิดถนนหลายสาย ขณะที่ในชิคาโก กลุ่ม Indivisible Chicago และสหภาพเสรีภาพพลเมืองอเมริกันแห่งอิลลินอยส์ (ACLU of Illinois) พร้อมด้วยกลุ่มอื่นๆ ได้ร่วมกันจัดนัดหยุดงานและชุมนุมครั้งใหญ่ นอกจากนี้ ยังมีการชุมนุมเกิดขึ้นในรัฐเท็กซัส และเมืองดีทรอยต์ โดยมีกิจกรรมอย่างน้อย 40 รายการที่ถูกกำหนดตารางไว้ตลอดทั้งวันทั่วพื้นที่ตะวันออกเฉียงใต้ของรัฐมิชิแกน

ที่วอชิงตัน ดี.ซี. ผู้ประท้วงหลายร้อยคนได้เดินขบวนผ่านอนุสรณ์สถานลินคอล์นเข้าสู่เนชันแนล มอลล์ (National Mall) พร้อมชูป้ายที่มีข้อความว่า “วางมงกุฎลงซะ เจ้าตัวตลก” และ “การเปลี่ยนผ่านระบอบต้องเริ่มที่บ้านเราเอง” โดยกลุ่มผู้ชุมนุมต่างพากันสั่นกระดิ่ง ตีกลอง และตะโกนคำขวัญว่า “ไม่เอากษัตริย์” (No Kings) อย่างต่อเนื่อง

ผู้ประท้วงเดินข้ามMemorial Bridge จากเมืองอาร์ลิงตัน รัฐเวอร์จิเนีย เข้าสู่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ที่มาภาพ:https://www.npr.org/sections/the-picture-show/2026/03/28/g-s1-115637/photos-no-kings-protests-across-the-country

บิล จาร์โช (Bill Jarcho) เดินทางมาจากซีแอตเทิลพร้อมกับผู้ร่วมขบวนอีก 6 คนที่แต่งกายเป็น “แมลง” สวมเสื้อกั๊กยุทธวิธีที่เขียนว่า “LICE” (เห็บหมัด) เพื่อล้อเลียนหน่วยงาน ICE ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมที่เขาเรียกว่าทัวร์ “Mock and Awe” (ล้อเลียนให้ตะลึง (เป็นการล้อชื่อยุทธการทางทหาร Shock and Awe)

“สิ่งที่เราทำคือการเยาะเย้ยถากถางกษัตริย์” จาร์โชกล่าว “มันคือการหยิบเอาลัทธิอำนาจนิยมมาทำให้เป็นเรื่องตลก ซึ่งพวกเขานั้นเกลียดการถูกหัวเราะเยาะที่สุด”

ขณะที่ในซานดิเอโก ทางตำรวจระบุว่ามีประชาชนประมาณ 40,000 คน ออกมาร่วมเดินขบวนในกิจกรรม “No Kings” เช่นกัน

ในโทพีกา รัฐแคนซัส ผู้ประท้วงรายหนึ่งแต่งกายด้วยชุดกบเป่าลมและชุดทรัมป์ในร่างทารก ขณะที่ เวนดี้ ไวแอตต์ (Wendy Wyatt) ปรากฏตัวพร้อมกับป้ายข้อความ “แมวขอต้านทรัมป์” (Cats Against Trump) เธอกล่าวว่ามีหลายสิ่งที่รัฐบาลชุดนี้ทำและทำให้เธอรู้สึกไม่พอใจ แต่การออกมารวมตัวประท้วงกันเช่นนี้ “ทำให้ฉันรู้สึกมีความหวังมาก”

กลุ่มผู้ประท้วงได้เดินขบวนผ่านเมืองดัลลัส, อาร์ลิงตัน และฟอร์ตเวิร์ธ โดยมีหลายคนร่วมฟังเพลง ส่งเสียงโห่ร้องตะโกนก้อง และชูป้ายประท้วงเหนือศีรษะ สำนักข่าว CNN รายงานว่ามีฝูงชนจำนวนหลายพันคนรวมตัวกันใกล้กับศาลาว่าการเมืองดัลลัส เพื่อฟังเหล่าวิทยากรขึ้นเวทีปราศรัยประณามนโยบายของรัฐบาลทรัมป์

ทางด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจเมืองดัลลัสระบุว่า มีการควบคุมตัวบุคคลหนึ่งรายในพื้นที่การชุมนุม ทว่ายังไม่มีความชัดเจนถึงสาเหตุของการจับกุม หรือบุคคลดังกล่าวเป็นกลุ่มผู้ประท้วงฝ่ายตรงข้าม (Counterprotester) หรือไม่

ในจอร์เจีย กลุ่มผู้ประท้วงเรียงรายอยู่ตามถนนที่มุ่งหน้าเข้าสู่เกาะเจคิลล์ (Jekyll Island) บริเวณชายฝั่งของรัฐ โดยมีการโบกธงชาติอเมริกาและชูป้ายประท้วง ซึ่งการชุมนุมครั้งนี้ได้รับเสียงตอบรับในเชิงบวกเป็นส่วนใหญ่

ในฟลอริดา โธมัส เทอร์กิน (Thomas Turkin) รองนายกเทศมนตรีเมืองบอยน์ตันบีช (Boynton Beach) ระบุว่า ฝูงชนกลุ่ม “No Kings” ในพื้นที่นั้น “มีความกระตือรือร้นอย่างมาก” และ “โดยส่วนใหญ่เป็นไปด้วยความสงบ” ทว่าในเมืองใกล้เคียงอย่าง เวสต์ปาล์มบีช (West Palm Beach) กลุ่มผู้สนับสนุนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประมาณ 50 คน ได้เกิดการปะทะคารมกับกลุ่มผู้ประท้วง โดยบางส่วนมีการสวมหมวก เสื้อยืด และถือธงของกลุ่ม “พราวด์ บอยส์” (Proud Boys)

กลุ่มผู้ประท้วงรวมตัวกันที่ไทม์สแควร์ในนครนิวยอร์ก ที่มาภาพ:https://www.npr.org/sections/the-picture-show/2026/03/28/g-s1-115637/photos-no-kings-protests-across-the-country

ผู้คนใน 12 ประเทศร่วมหนุน

นอกจากนี้ ยังมีการจัดการชุมนุมในอีกกว่า 12 ประเทศทั่วโลก ตามการระบุของ เอซรา เลวิน (Ezra Levin) ผู้อำนวยการร่วมของกลุ่ม Indivisible ซึ่งเป็นแกนนำหลักในการจัดกิจกรรมครั้งนี้

ในกรุงโรม ผู้ประท้วงหลายพันคนเดินขบวนพร้อมส่งเสียงขับไล่นายกรัฐมนตรี จอร์เจีย เมโลนี (Giorgia Meloni) ซึ่งรัฐบาลฝ่ายอนุรักษ์นิยมของเธอเพิ่งเผชิญกับความพ่ายแพ้อย่างยับเยินในการลงประชามติเพื่อปฏิรูประบบยุติธรรมของอิตาลีในสัปดาห์นี้ นอกจากนี้ กลุ่มผู้ชุมนุมยังได้ชูป้ายประท้วงการโจมตีอิหร่านโดยอิสราเอลและสหรัฐฯ อีกด้วย

ในกรุงลอนดอน กลุ่มผู้ประท้วงถือป้ายที่มีข้อความอย่าง “หยุดฝ่ายขวาจัด” (Stop the far right) และ “ยืนหยัดต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติ” (Stand up to Racism)

ในกรุงปารีส ประชาชนหลายร้อยคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวอเมริกันที่อาศัยอยู่ในฝรั่งเศส พร้อมด้วยสหภาพแรงงานและองค์กรด้านสิทธิมนุษยชน ได้มารวมตัวกันที่จัตุรัสบัสตีย์ (Bastille)

“ฉันมาเพื่อประท้วงสงครามที่ไม่มีวันสิ้นสุดของทรัมป์ ซึ่งทั้งผิดกฎหมาย ไร้ศีลธรรม ประมาทเลินเล่อ และอ่อนแอ” เอด้า เชน (Ada Shen) หนึ่งในผู้จัดงานกล่าว

ประชาชนเข้าร่วมการชุมนุม No Kings ต่อต้านสงครามระดับชาติ ในกรุงโรม เมื่อวันเสาร์ที่ 28 มีนาคม 2569 ที่มาภาพ:https://www.cbsnews.com/news/no-kings-rallies-protest-trump-millions/

ประเด็นไม่พอใจทรัมป์ยาวเป็นหางว่าว

ประเด็นเรียกร้องของกลุ่มผู้ประท้วงนับว่ายาวเป็นหางว่าว มีตั้งแต่ การผลักดันมาตรการบังคับใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมืองของทรัมป์ โดยเฉพาะในรัฐมินนิโซตา เป็นเพียงหัวข้อหนึ่งในรายการความอัดอั้นตันใจอันยาวเหยียด ซึ่งรวมถึงประเด็นสงครามในอิหร่านและการลิดรอนสิทธิของผู้มีความหลากหลายทางเพศ (Transgender Rights) นอกจากนี้ เหล่าผู้ปราศรัยในการชุมนุมที่มินนิโซตายังได้ร่วมกันกล่าวประณามอำนาจทางเศรษฐกิจของกลุ่มอภิมหาเศรษฐี (Billionaires) อีกด้วย

บรรดาผู้เข้าร่วมการประท้วงต่างยืนยันว่าพวกเขามีเหตุผลอันชอบธรรมในการร้องเรียนต่อตัวประธานาธิบดีและเหล่าพันธมิตร และหวังว่าการชุมนุมโดยสงบของมวลชนจำนวนมหาศาลเช่นนี้ จะช่วยนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงได้

ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. แคทเธอรีน อาร์โนลด์ (Katherine Arnold) จากอีสเทิร์นชอร์ รัฐแมริแลนด์ ซึ่งทำงานเป็นนักกายภาพ บำบัดสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ กล่าวว่า เธอรู้สึก “รับไม่ได้อย่างยิ่งกับความย้อนแย้ง (Hypocrisy) และการทุจริตคอร์รัปชันของรัฐบาลชุดนี้”

เมื่อพูดถึงความเห็นของทรัมป์เกี่ยวกับสงครามในอิหร่าน อาร์โนลด์กล่าวด้วยความอัดอั้นว่า “ฉันหงุดหงิดมากที่เขาสามารถพูดออกมาได้อย่างหน้าตาเฉยว่า ‘จะต้องมีการสูญเสียชีวิตบ้าง’ แต่ตัวเขาเองกลับไม่ต้องเอาอะไรไปเสี่ยงเลย” เธอกล่าวเสริมว่า “ตัวเขาเองก็เป็นพวกหนีทหาร ลูกๆ ของเขาก็ไม่ได้ไปรบ แต่เขากลับกำลังพูดถึงลูกหลานของพวกเรา!”

คารินา คาแกน (Carina Kagan) ชาวอเมริกันเชื้อสายเม็กซิกัน-ฟิลิปปินส์ ซึ่งมีลูกสาวรับราชการทหารบกประจำการอยู่ในต่างประเทศ เธอขับรถนานกว่า 2 ชั่วโมงจากเลคออฟดิโอซาร์กส์ (Lake of the Ozarks) รัฐมิสซูรี ไปยังเมืองแคนซัสซิตี้ รัฐมิสซูรี เพื่อประท้วงการทำสงครามของสหรัฐฯ ในอิหร่าน

“ตอนนี้ ความเป็นไปได้ที่จะมีการส่งกำลังทหารราบลงพื้นที่จริง (Military boots on the ground) คือสิ่งที่ฉันกังวลมากที่สุด” คาแกนกล่าวถึงโอกาสที่จะมีการวางกำลังพลภาคพื้นดินของสหรัฐฯ “มันเป็นแค่สงครามที่ไร้ประโยชน์และเกิดจากความทะเยอทะยานส่วนตัวของชายแก่ที่สติฟั่นเฟือนคนหนึ่ง และการที่ต้องมารับรู้ว่าชาวอเมริกันทั้งหมดนี้อาจต้องตายเพื่อสิ่งนั้น มันคือเรื่องที่ฉันหยุดคิดไม่ได้เลย”

คาแกน เคยเข้าร่วมกิจกรรมของกลุ่ม No Kings มาก่อนหน้านี้แล้ว และเธอกล่าวว่าเธอรู้สึกถึง “ความรับผิดชอบ” ในฐานะชาวลาตินที่จะต้องออกมาแสดงตัวตนให้โลกได้รับรู้

“เรามีครอบครัวชาวเม็กซิกันทั้งหมดอยู่ในซานดิเอโก พร้อมกับเพื่อนฝูงชาวเม็กซิกันและคนอื่น ๆ อีกมากมาย ฉันไม่รู้หรอกว่าพวกเขามีเอกสารเข้าเมืองถูกต้องหรือไม่ นั่นไม่ใช่เรื่องของฉัน เพราะพวกเขาคือเพื่อนและครอบครัว แต่พวกเขาส่วนใหญ่กำลังตกอยู่ในความกลัว และพวกเขาหวาดระแวงเกินกว่าจะกล้าส่งเสียง ในชุมชน” คาแกนกล่าว

หญิงคนหนึ่งถือป้ายที่มีข้อความว่า ” No Kings No War” เข้าร่วมการประท้วง No Kings ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันเสาร์ที่ 28 มีนาคม 2569 ที่มาภาพ:https://www.cbsnews.com/news/no-kings-rallies-protest-trump-millions/

กลุ่มผู้ประท้วง “No Kings” ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว CNN ว่า พวกเขารู้สึกว่าเป็น “ความรับผิดชอบ” ที่จะต้องออกมาแสดงพลัง โดยเรียกขอให้ยุติการกวาดล้างผู้อพยพอย่างสายฟ้าแลบ (Enforcement Blitzes), ยุติสงครามในอิหร่าน และแก้ไขปัญหาค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น

ผู้ประท้วงรายหนึ่งในมินนิโซตากล่าวว่า เหตุผลที่เขาออกมาในวันนี้สั้น ๆ ง่าย ๆ คือ “ประชาธิปไตยกำลังถูกคุกคาม”

ทอม อาร์นดอร์เฟอร์ (Tom Arndorfer) ซึ่งถือป้ายที่มีข้อความว่า “เอลวิสคือราชันเพียงหนึ่งเดียว” (Elvis is the only king) บอกกับสำนักข่าว KARE ในเครือของ CNN ว่า “สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศนี้และทั่วโลกเป็นเรื่องที่น่าเศร้าสลดอย่างยิ่ง และผมเพียงแค่ต้องการให้เสียงของผมได้ถูกรับฟังพร้อม ๆ กับผู้คนคนอื่น ๆ”

ในชิคาโก คริส โฮลี (Chris Holy) อดีตทหารผ่านศึก และนิโคลัส (Nicholas) ลูกชายของเขา ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว CNN ว่า พวกเขารู้สึกขุ่นเคืองใจต่อรัฐบาลของทรัมป์มากเสียจนรู้สึกว่า “ต้อง” ออกมาประท้วงเป็นครั้งแรกในชีวิต

“ผมเห็นความไม่ยุติธรรมที่กำลังเกิดขึ้น ในมุมมองของผม สิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้คนในประเทศของเรามันยอมรับไม่ได้ และผมต้องการมาอยู่ที่นี่เพื่อส่งเสียงแสดงความไม่พอใจต่อสิ่งเหล่านั้น” คริสกล่าว

ในแมนแฮตตัน ผู้ประท้วงที่ชื่อ โยฮันนา (Yohanna) ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว CNN ว่า “พื้นที่บนแผ่นป้ายประท้วงมันมีไม่พอที่จะเขียนเหตุผลทั้งหมด” ที่เธอออกมาประท้วงในวันนี้ พร้อมกล่าวเสริมว่า “ถ้าเราต้องการระบอบประชาธิปไตย เราก็ต้องมีส่วนร่วมในมัน และเราต้องรักษาเอาไว้ให้ได้”

ดูแอน อิงจ์ ผู้ประท้วงวัย 63 ปี ประท้วงอยู่หน้าสนามกีฬาบุชในใจกลางเมืองเซนต์หลุยส์ ที่มาภาพ: https://www.npr.org/sections/the-picture-show/2026/03/28/g-s1-115637/photos-no-kings-protests-across-the-country

เฟดริก อินแกรม (Fedrick Ingram) เลขานุการและเหรัญญิกของสมาพันธ์ครูอเมริกัน (American Federation of Teachers) บอกกับ CNN ว่า ทางสหภาพได้ส่งตัวแทนไปร่วมชุมนุมที่พอร์ตแลนด์ รัฐออริกอน เพื่อ “ทำให้มั่นใจว่าเราได้แพร่กระจายข้อความที่ว่า พวกเราควรมีความหวังและไม่หวาดกลัว”

“เราเคยเจอกฎหมายแย่ ๆ มาก่อน และเราก็เคยเจอนักการเมืองที่แย่ ๆ มาแล้ว แต่เราก็สามารถก้าวผ่านจุดนั้นมาได้เสมอด้วยการยืนหยัดร่วมกัน” อินแกรมกล่าว

ผู้ประท้วงรายหนึ่งในแซคราเมนโต (รัฐแคลิฟอร์เนีย) ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว KCRA ในเครือของ CNN ว่า เมื่อการประท้วงครั้งนี้สิ้นสุดลง “ผู้คนจำนวนมากพอจะเริ่มย้อนกลับไปคิดทบทวนว่า พวกเขากำลังเลือกใครเข้ามาทำหน้าที่”

เมื่อมีการขอความคิดเห็นเกี่ยวกับแผนการประท้วงที่เกิดขึ้น อบิเกล แจ็กสัน (Abigail Jackson) โฆษกทำเนียบขาว ได้ออกมากล่าวปัดความสำคัญของการชุมนุมเหล่านี้ โดยเรียกมันว่าเป็นเพียง “ช่วงบำบัดอาการคลั่งต้านทรัมป์” (Trump Derangement Therapy Sessions) พร้อมทั้งเปิดเผยรายชื่อกลุ่มทุนสนับสนุนทางการเงินที่เธอระบุว่าเป็น “กลุ่มซ้ายจัดรายใหญ่” ของแคมเปญนี้

“คนกลุ่มเดียวที่ให้ความสำคัญกับ ‘ช่วงบำบัดอาการคลั่งต้านทรัมป์’ เหล่านี้ ก็มีแค่พวกนักข่าวที่ได้รับค่าจ้างมาเพื่อทำข่าวพวกนี้เท่านั้นแหละ” แจ็กสัน กล่าว

เรียบเรียงจาก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...