โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

วิกฤตแรงงานปี 2026 ส่อเค้า K-Shape เทคโนโลยีบีบคนตกงาน 4 หมื่นคนต่อเดือน ชี้ทักษะทำงาน 70% จะเปลี่ยนไปภายในปี 2030

THE STANDARD

อัพเดต 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
วิกฤตแรงงานปี 2026 ส่อเค้า K-Shape เทคโนโลยีบีบคนตกงาน 4 หมื่นคนต่อเดือน ชี้ทักษะทำงาน 70% จะเปลี่ยนไปภายในปี 2030

ประเทศไทยและทั่วโลกกำลังก้าวเข้าสู่วิกฤตแรงงานปี 2026 อย่างเต็มรูปแบบ เมื่อเทคโนโลยีไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือทดลองใช้อีกต่อไป แต่ได้กลายมาเป็น ‘Digital Employee’ หรือพนักงานคนหนึ่งที่เข้ามานั่งทำงานร่วมกับมนุษย์อย่างเต็มตัว

ปรากฏการณ์นี้กำลังเร่งให้เกิดช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางทักษะแบบ ‘K-Shape’ ที่แยกคนทำงานออกเป็น 2 กลุ่มอย่างชัดเจน กลุ่มแรกคือผู้ที่สามารถใช้เทคโนโลยีเพื่อขยายขีดความสามารถของตนเอง ซึ่งจะพุ่งทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดของสายอาชีพ

ในขณะที่คนทำงานกลุ่มใหญ่ที่ปรับตัวไม่ทัน หรือขาดความเข้าใจในการใช้งานเทคโนโลยีเหล่านี้ กำลังถูกทิ้งไว้ข้างหลังและเสี่ยงต่อการสูญเสียพื้นที่ในตลาดแรงงานอย่างรวดเร็ว เนื่องจากโลกของการทำงานได้เข้าสู่ยุคของการวัดผลจริงอย่างเด็ดขาด

ข้อมูลจาก LinkedIn ชี้ให้เห็นทิศทางที่น่ากังวลว่า ทักษะงานส่วนใหญ่จะเปลี่ยนแปลงไปสูงถึง 70% ภายในปี 2030 สถานการณ์ในประเทศไทยเองก็มีความเสี่ยงสูง โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่าการเลิกจ้างแรงงานยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 7% ต่อปี

ตัวเลขดังกล่าวส่งผลให้มีผู้ถูกเลิกจ้างไม่ต่ำกว่า 40,000 คนต่อเดือน ท่ามกลางแรงกดดันจากเศรษฐกิจที่อ่อนแอและการแข่งขันที่รุนแรง องค์กรต่างๆ จึงมุ่งเน้นการควบคุมต้นทุนอย่างเข้มงวด ทำให้โครงสร้างองค์กรมีขนาดเล็กลงแต่กลับมีความคาดหวังต่อพนักงานสูงขึ้น

เพื่อเป็นแนวทางในการรับมือกับคลื่นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ 3 องค์กรอย่าง Creative Talk, QGEN Consult และ AME Imaginative จึงร่วมกันจัดงาน People Performance Conference 2026 ขึ้นในวันที่ 1 เมษายน 2569 ณ Bhiraj Hall BITEC บางนา

บริหารจัดการความท้าทายในโลกการทำงานยุคใหม่

โจทย์สำคัญขององค์กรในปีนี้คือการรับมือกับภาวะที่เทคโนโลยีล้ำสมัยแต่พนักงานกลับวิ่งตามไม่ทัน เมื่อระบบอัตโนมัติเข้ามาจัดการเนื้องานส่วนใหญ่ พนักงานจึงต้องเปลี่ยนจากการทำงานแบบเดิมมาเป็นการควบคุมเทคโนโลยีอย่างเข้าใจ

จุดนี้เองที่บีบให้ทุกคนต้องเร่งสร้างทักษะใหม่ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในมิติที่ระบบคอมพิวเตอร์ทำแทนไม่ได้ การเป็น ‘Fast Learner’ หรือผู้ที่เรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วจึงกลายเป็นทางรอดเดียวของคนทำงานในยุคนี้ที่จะช่วยป้องกันไม่ให้กลายเป็นส่วนเกินขององค์กร

ขณะเดียวกันองค์กรยังต้องเผชิญกับความย้อนแย้งในการจัดการที่รุนแรงขึ้น เช่นความต้องการเร่งความเร็วแข่งกับตลาดแต่ไม่สามารถแบกรับความเสี่ยงได้ หรือการทำงานกับคนรุ่นใหม่ที่ต้องการอิสระสูงแต่องค์กรต้องการผลงานที่มีคุณภาพในเวลารวดเร็ว

ความกดดันเหล่านี้คือจุดเริ่มต้นของปัญหาสุขภาพจิตที่ทำให้เกิดภาวะหมดไฟ องค์กรยุคใหม่จึงต้องสร้างวัฒนธรรมแห่งความเชื่อใจ และให้อำนาจพนักงานตัดสินใจ แนวคิดเดิมที่เน้นการหลอมรวมงานและชีวิตเข้าด้วยกันจึงไม่เพียงพอต่อบริบทปัจจุบันอีกต่อไป

นอกจากนี้ องค์กรในอนาคตต้องขับเคลื่อนด้วยแผนการเปลี่ยนผ่านงานที่ชัดเจน โดยหัวใจสำคัญคือการออกแบบความรู้สึกเพื่อเปลี่ยนความอึดอัดเป็นการทำงานร่วมกัน เริ่มจากการให้คนรุ่นอาวุโสทำหน้าที่เป็นผู้ส่งต่อประสบการณ์แก่คนรุ่นใหม่

ส่วนคนทำงานตรงกลางหรือวัย ‘Sandwich Generation’ ที่ต้องรับศึกหนักทั้งภาระครอบครัวและแรงกดดันในงาน ก็จะมีเส้นทางที่ชัดเจนขึ้น เพราะองค์กรที่แข็งแรงไม่ใช่ที่ที่เปลี่ยนคนเร็วที่สุด แต่คือที่ที่สามารถส่งต่อคุณค่าและความรู้ข้ามรุ่นได้อย่างราบรื่นที่สุด

อินไซต์สำคัญที่กำหนดทิศทางอนาคตคนทำงาน

ข้อมูลจาก World Economic Forum ระบุชัดเจนว่าช่องว่างทางทักษะคืออุปสรรคสูงสุดในการขับเคลื่อนธุรกิจ องค์กรกว่า 85% ต้องเร่งแผนพัฒนาพนักงานเดิมขนานใหญ่ 70% เตรียมจ้างบุคลากรใหม่ และ 50% เน้นการโยกย้ายพนักงานจากบทบาทที่กำลังถดถอยไปสู่ตำแหน่งที่เติบโต

สถิติการเลิกจ้างพนักงานสายเทคโนโลยีทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2025 มีการเลิกจ้างถึง 783 ครั้ง กระทบพนักงาน 245,953 คน และต่อเนื่องมาถึงปี 2026 ที่มีการปลดพนักงานแล้วอีก 171 ครั้ง กระทบคนทำงานกว่า 55,911 คน

ตัวเลขเหล่านี้เป็นเครื่องยืนยันว่าโลกของการทำงานไม่ได้แค่เปลี่ยนเร็วขึ้น แต่กำลังคัดคนออกด้วยความรวดเร็วและเด็ดขาดมากขึ้น ทำให้เกิดสงครามแย่งชิงตัว หรือ ‘War for Talent’ ในกลุ่มบุคลากรที่มีทักษะเฉพาะทางที่ธุรกิจต้องการอย่างแท้จริง

ในขณะเดียวกัน ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด โดยจะมีผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 28% ภายในเวลาไม่ถึง 10 ปีข้างหน้า ซึ่งสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ชี้ว่าไทยกำลังเผชิญภาวะเกิดน้อยและแรงงานหดตัว

สถานการณ์นี้กำลังบอกเราว่า คนวัยทำงานไม่ได้แค่ทำงานหาเลี้ยงตัวเอง แต่ต้องทำหน้าที่เป็นเสาหลักให้ทั้งองค์กรและครอบครัวพร้อมกัน ในวันที่แรงงานลดลงแต่ภาระกลับเพิ่มขึ้น ความมั่นคงทางการเงินจึงกลายเป็นวาระสำคัญระดับประเทศ

สุขภาพใจและทักษะแห่งอนาคตคือรากฐานความยั่งยืน

องค์การอนามัยโลกประเมินว่า สภาพแวดล้อมการทำงานที่ไม่ดีคือความเสี่ยงโดยตรงต่อสุขภาพจิต ซึ่งในแต่ละปีทั่วโลกต้องสูญเสียวันทำงานไปถึง 12,000 ล้านวัน จากภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวล คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจมหาศาล

ตัวเลขนี้ตอกย้ำว่า ‘Wellbeing’ ไม่ใช่เพียงสวัสดิการเสริมหรือเรื่องส่วนตัวของพนักงานอีกต่อไป แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยสร้างประสิทธิภาพการทำงานอย่างยั่งยืน และเป็นต้นทุนทางธุรกิจที่องค์กรสามารถจับต้องและบริหารจัดการได้

ในโลกการทำงานยุคใหม่ ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการอยู่รอดอีกต่อไป 7 ใน 10 ของบริษัทชั้นนำระบุว่าทักษะการคิดวิเคราะห์คือสิ่งที่สำคัญที่สุด ควบคู่ไปกับความยืดหยุ่นและการปรับตัวที่กลายเป็นทักษะแกนหลักที่องค์กรโหยหา

ที่น่ากังวลคือ หากเปรียบเทียบคนทำงาน 100 คน จะมีถึง 59 คนที่จำเป็นต้องได้รับทักษะใหม่ภายในปี 2030 ขณะที่อีก 11 คนกำลังตกอยู่ในความเสี่ยงสูงสุดที่จะเข้าไม่ถึงการพัฒนาทักษะที่จำเป็น ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนที่ทุกคนต้องเร่งตระหนัก

โลกวันนี้ไม่ได้ต้องการแค่คนเก่ง แต่ต้องการคนที่ฉลาดจัดการทั้งในแง่การคิด การปรับตัว และการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว เพื่อให้ทุกคนสามารถขับเคลื่อนธุรกิจไปข้างหน้าและใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขท่ามกลางวิกฤตแรงงานที่กำลังเกิดขึ้น

ภาพ : ARMMY PICCA / Shutterstock

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...