โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Local Content กับแรงกดดันการค้าโลกยุคใหม่ โจทย์เชิงโครงสร้างของการส่งออกไทย

ทันหุ้น

อัพเดต 30 มี.ค. เวลา 06.15 น. • เผยแพร่ 30 มี.ค. เวลา 06.15 น.

#ทันหุ้น – การเปิดการสอบสวนภายใต้มาตรา 301 ของสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 ชี้ว่า Local Content กำลังกลายเป็นตัวชี้วัดความเสี่ยงใหม่ของการส่งออกไทย ประเด็นสำคัญของการค้าโลกในระยะถัดไปอาจไม่ได้อยู่กับการขึ้นภาษีเพียงอย่างเดียว แต่กำลังย้ายไปสู่การบังคับใช้กฎถิ่นกำเนิดสินค้าและเกณฑ์ Regional Value Content (RVC) ที่เข้มงวดขึ้น ทำให้ความสามารถในการแข่งขันของประเทศผู้ส่งออกถูกวัดจากที่มาของมูลค่าเพิ่มมากขึ้น ไม่ใช่เพียงระดับราคาหรือปริมาณการส่งออก

Krungthai COMPASS ประเมินว่า ความเสี่ยงนี้มีนัยสำคัญต่อไทย เพราะอุตสาหกรรมส่งออกหลักบางส่วนพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าในสัดส่วนสูง แม้การส่งออกอาจขยายตัวได้ในระยะสั้น แต่ภายใต้กติกาการค้าโลกที่ให้น้ำหนักกับกฎถิ่นกำเนิดมากขึ้น จุดแข็งด้านต้นทุนหรือคำสั่งซื้อเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป โดยแรงกดดันมีแนวโน้มกระจุกตัวในกลุ่ม Low Local Content และพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ สูง โดยเฉพาะเครื่องจักร อุปกรณ์ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการส่งออกไทย

นัยสำคัญคือ ความเสี่ยงด้านการค้าในระยะถัดไปของไทยอาจเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง มากกว่าความผันผวนเชิงวัฏจักร ดังนั้น โจทย์ของไทยจึงไม่ใช่การรักษาการเติบโตของภาคการส่งออกในระยะสั้นเพียงอย่างเดียว แต่คือการเร่งยกระดับ Domestic Value Added (DVA) และเสริมความเชื่อมโยงของ Supply Chain ภายในประเทศ เพื่อให้ภาคการผลิตไทยมีความเข้มแข็งและยืดหยุ่นมากขึ้นภายใต้กติกาการค้าโลกที่เข้มงวดขึ้น และช่วยลดความเปราะบางของการส่งออกไทยในระยะยาว

*ปัจจุบันความไม่แน่นอนด้านการค้าของสหรัฐฯ สูงกว่าช่วงสงครามการค้าเดิมอย่างมีนัยสำคัญ

กติกาการค้าโลกยุคใหม่มีแนวโน้มให้น้ำหนักกับการอุดช่องว่างภาษีในห่วงโซ่อุปทาน ควบคู่กับการใช้มาตรการภาษีแบบวงกว้าง โดยเฉพาะสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับการปราบปรามสินค้าสวมสิทธิ์ ผ่านการตรวจสอบ ถิ่นกำเนิดสินค้าอย่างเข้มงวด รวมถึงการใช้มาตรการเชิงกฎหมายที่เจาะจงมากขึ้นในบางกรณี ส่งผลให้ผู้ส่งออกต้องสามารถอธิบายและยืนยันแหล่งที่มาของวัตถุดิบ ชิ้นส่วน และกระบวนการผลิตได้ชัดเจนมากขึ้น เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์ทางภาษีและการเข้าถึงตลาด

*นโยบายการค้าสหรัฐฯ ยังมีความไม่แน่นอนสูง

เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 รัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศเริ่มการสอบสวนตามมาตรา 301 (Country-Specific) โดยไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่อยู่ภายใต้การสอบสวน สะท้อนว่าความเสี่ยงด้านการค้าของไทยมีนัยมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อไทยเป็นประเทศที่สหรัฐฯ ขาดดุลการค้าสูงเป็นอันดับ 7 ในปี 2568 ที่ระดับ 71.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ1 เพิ่มขึ้นจากอันดับ 11 ในปี 2567

แม้ในระยะสั้นการส่งออกไทยสามารถเติบโตได้ดี โดยในปี 2568 มูลค่าการส่งออกอยู่ที่ 339.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ2 ขยายตัวสูงถึง 12.9% จากแรงส่งของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์ไฟฟ้า ขณะที่สหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของไทย คิดเป็น 21.3% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด อย่างไรก็ดี ภายใต้กฎกติกาการค้าที่ให้ความสำคัญกับการตรวจสอบถิ่นกำเนิดมากขึ้น ระดับ Local Content และความพร้อมในการตรวจสอบแหล่งที่มาของสินค้าอาจมีบทบาทต่อความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น

*ไทยไม่ได้อยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบด้านมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ

จากฐานข้อมูล OECD Trade in Value Added (TiVA) ในปี 2567 พบว่า ไทยมีสัดส่วนมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ (DVA)3 ต่ำกว่าประเทศฐานการผลิตหลักในหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับกลุ่ม Advanced Manufacturing (ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้) และในบางอุตสาหกรรมยังตามหลังประเทศในกลุ่ม Regional Production อย่างมีนัยสำคัญ ภาพรวมสะท้อนว่า ไทยมีข้อจำกัดในการสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศในหลายกลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญ

เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่ม Regional Production ซึ่งเป็นคู่แข่งโดยตรงของไทย พบว่าไทยมีระดับ DVA ใกล้เคียงกับมาเลเซีย และสูงกว่าเวียดนามในบางอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม โครงสร้างดังกล่าวยังไม่สะท้อนความได้เปรียบด้านการสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศเมื่อเทียบกับคู่แข่งโดยตรงอย่างชัดเจน

3 Domestic Value Added (DVA) หมายถึงมูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นภายในประเทศและฝังอยู่กับการส่งออก เช่น ค่าจ้าง กำไร และบริการหรือวัตถุดิบที่ผลิตภายในประเทศ

*Rule of Origin เปลี่ยนต้นทุนเป็นข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของการส่งออก

โครงสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศของไทยแตกต่างกันอย่างมีนัยระหว่างอุตสาหกรรม ทำให้ความเสี่ยงจากกฎถิ่นกำเนิดไม่ได้กระจายเท่ากัน เมื่อพิจารณา DVA ร่วมกับอัตราการเติบโตของการส่งออกไปสหรัฐฯ จะแบ่งอุตสาหกรรมได้เป็น 4 กลุ่มตามกราฟ

โดยกลุ่มที่ควรจับตามองเป็นพิเศษคือ Growth with Structural Risk แม้การเติบโตจะดีในระยะสั้น แต่มีความเสี่ยงเชิงโครงสร้างสูงกว่ากลุ่มอื่นภายใต้แรงกดดันจาก Rule of Origin โดยเฉพาะอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องจักร ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนของการส่งออกไทยในปัจจุบัน หากการบังคับใช้กฎถิ่นกำเนิดหรือมาตรการสินค้าสวมสิทธิเข้มงวดขึ้น กลุ่มนี้มีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนและความสามารถในการรักษาการเติบโตมากกว่ากลุ่มที่มี DVA สูงกว่า ซึ่งสะท้อนว่าความเสี่ยงเชิงโครงสร้างของการส่งออกไทยกระจุกตัวในบางอุตสาหกรรมสำคัญ

*Low Local Content4 ความเปราะบางของการส่งออกไทย

โครงสร้างการส่งออกไทยพึ่งพากลุ่ม Low Local Content ในสัดส่วนสูง โดยคิดเป็น 46.6% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดในปี 2568 กลุ่มที่น่าจับตามองคืออุปกรณ์ไฟฟ้าและเครื่องจักร ซึ่งมีระดับ Local Content ต่ำกว่า 50% และมีบทบาทสำคัญต่อมูลค่าการส่งออกโดยรวม

เมื่อเทียบกับการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ จะเห็นว่าความเสี่ยงจากมาตราทางการค้ากระจุกตัวในกลุ่ม Low Local Content โดยเฉพาะอิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์ไฟฟ้า และเครื่องจักร ซึ่งมีระดับ US Exposure ค่อนข้างสูง โครงสร้างดังกล่าวทำให้แรงกดดันด้านกฎถิ่นกำเนิดและความไม่แน่นอนในการเข้าถึงตลาดมีแนวโน้มกระทบกลุ่มนี้ก่อนกลุ่มอื่น

นัยสำคัญคือ หากกติกาการค้าให้น้ำหนักกับถิ่นกำเนิดสินค้ามากขึ้น กลุ่มอุตสาหกรรมดังกล่าวอาจเผชิญแรงกดดันก่อนกลุ่มอื่น แม้จะรักษาระดับการส่งออกได้ดีในระยะสั้น

4 Local Content ใช้เพื่อสะท้อนสัดส่วนการใช้วัตถุดิบขั้นกลางจากในประเทศ ซึ่งต่างจาก DVA ซึ่งครอบคลุมมูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นในประเทศในภาพรวม เช่น ค่าจ้าง กำไร และบริการหรือวัตถุดิบ

*ความเสี่ยงของการส่งออกไทยอยู่ที่การคุมถิ่นกำเนิดสินค้า

ภายใต้เกณฑ์ Regional Value Content (RVC) ที่ระดับ 60% ซึ่งอ้างอิงจากความตกลงของ USMCA สำหรับสินค้าบางประเภท เกณฑ์ดังกล่าวสะท้อนสัดส่วนการพึ่งพาวัตถุดิบภายในประเทศและภูมิภาค (ASEAN9) ต่อมูลค่าสินค้ารวม ดังนั้น อุตสาหกรรมส่งออกไทยที่พึ่งพาการนำเข้าสูงจึงมีความเสี่ยงมากกว่าที่จะไม่ผ่านเกณฑ์ และเผชิญต้นทุนเพิ่มขึ้นส่งผลให้โครงสร้างวัตถุดิบกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทยโดยตรง

เมื่อพิจารณาแหล่งที่มาของวัตถุดิบ พบว่า อุปกรณ์ไฟฟ้า (49.8%) และเครื่องจักร (53.7%) มีสัดส่วน การพึ่งพาวัตถุดิบภายในประเทศและภูมิภาครวมต่ำกว่าเกณฑ์ 60% อย่างชัดเจน ขณะที่ยานยนต์ (62.1%) และอิเล็กทรอนิกส์ (63.0%) แม้ผ่านเกณฑ์เพียงเล็กน้อย แต่ยังพึ่งพาการนำเข้าจากนอกภูมิภาคในระดับสูงทำให้ความเสี่ยงกระจุกตัว ในอุตสาหกรรมกลุ่ม Low Local Content

Implications:

Krungthai COMPASS ประเมินว่า ความเสี่ยงด้านการค้าของไทยในระยะถัดไปไม่ได้ขึ้นอยู่กับอัตราภาษีเพียงอย่างเดียว แต่เชื่อมโยงมากขึ้นกับโครงสร้าง Local Content โดยเฉพาะอุตสาหกรรมกลุ่ม Low Local Content ที่มีบทบาทสำคัญต่อภาคการส่งออกไทย

1. ห่วงโซ่อุปทานคือความได้เปรียบใหม่

ภายใต้กฎถิ่นกำเนิดและเกณฑ์ Regional Value Content (RVC) ที่มีแนวโน้มเข้มงวดมากขึ้น ผู้ประกอบการกลุ่ม Low Local Content อาจเผชิญแรงกดดันมากกว่ากลุ่มอื่นดังนั้น ความสามารถในการบริหารห่วงโซ่อุปทานให้สามารถตรวจสอบและยืนยันแหล่งที่มาของวัตถุดิบได้ชัดเจน จะมีความ สำคัญต่อการรักษาโอกาสการเข้าถึงตลาดมากขึ้น

2. การยกระดับฐานการผลิตของไทย

ในระยะถัดไป ความสามารถในการแข่งขันจะไม่ได้วัดจากต้นทุนหรือปริมาณการส่งออกเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับมูลค่าเพิ่มที่สร้างได้ภายในประเทศดังนั้น การยกระดับ Domestic Value Added (DVA) อย่างเป็นระบบ จะช่วยเสริมความสามารถในการแข่งขันและลดความเปราะบางเชิงโครงสร้างของไทยในระยะยาว

3. การปรับนโยบายเชิงโครงสร้าง

นโยบายภาครัฐอาจต้องขยับจากการสนับสนุนการส่งออกในเชิงปริมาณ ไปสู่การยกระดับโครงสร้างการผลิตที่มีบทบาทต่อการส่งออก แต่มีสัดส่วน Local Content ต่ำ ผ่านการพัฒนาผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศ การเชื่อมโยง ห่วงโซ่อุปทานภายใน ประเทศ และการยกระดับผลิตภาพ ซึ่งสอดคล้องกับกรอบ REINVENT Thailand

ประเด็นที่ควรติดตาม คือ ความเข้มงวดของการตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้าในตลาดสหรัฐฯ การเปลี่ยนแปลงแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับเกณฑ์ RVC พัฒนาการของการสอบสวนภายใต้มาตรา 301 และโครงสร้างการใช้วัตถุดิบนำเข้าของกลุ่มเครื่องจักร อุปกรณ์ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงความเสี่ยงจากมาตรการภาษีรายอุตสาหกรรมของสหรัฐฯ (เช่น มาตรา 232) ซึ่งอาจกระทบต่อการส่งออกของไทยในระยะข้างหน้า

ภูมิภัชช์ จาง
ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...