ยุโรปประกาศ “ไม่ร่วมสงคราม” ปฏิเสธช่วยทรัมป์เปิดฮอร์มุซ ปล่อยอิหร่านกุมชะตาน้ำมันโลก
สถานการณ์ตะวันออกกลางทวีความรุนแรงเข้าสู่สัปดาห์ที่ 3 โดยช่องแคบฮอร์มุซ เส้นเลือดใหญ่ที่ขนส่งน้ำมันกว่า 20% ของโลก ยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมของอิหร่านอย่างเบ็ดเสร็จ แม้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะพยายามเปิดเส้นทางเพื่อแก้วิกฤตพลังงาน แต่ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าหากไม่มีการหยุดยิงย่อมเป็นไปได้ยาก เนื่องจากเรือที่ยังสัญจรได้ต้องอาศัยการล่องแนบชายฝั่งอิหร่าน ซึ่งสะท้อนว่าการผ่านทางขึ้นอยู่กับการอนุมัติของอิหร่านมากกว่าการคุ้มครองจากภายนอก
ด้านผู้นำยุโรปเริ่มแสดงท่าทีแข็งกร้าวต่อสหรัฐฯ โดยเยอรมนีและฝรั่งเศสประกาศชัดเจนว่าจะไม่ส่งกำลังเข้าร่วมสงคราม โดยมองว่าแนวทางทหารไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้อง ยุโรปยืนยันว่าเป้าหมายเร่งด่วนคือการจัดการผลกระทบทางเศรษฐกิจ ทั้งราคาพลังงานที่พุ่งสูงและภาวะขาดแคลนอาหาร แทนที่จะถูกลากเข้าสู่สมรภูมิที่ไร้แผนการสิ้นสุดภารกิจที่ชัดเจน
แรงกดดันจากทำเนียบขาวที่ต้องการให้พันธมิตร NATO รวมถึงญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ส่งเรือรบช่วยคุ้มกันเรือสินค้าล้มเหลวสิ้นเชิง หลังหลายประเทศตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพในการต้านทานสงครามนอกรูปแบบของอิหร่าน ทั้งทุ่นระเบิดและโดรน ส่งผลให้ทรัมป์ตอบโต้อย่างเผ็ดร้อนว่า สหรัฐฯ ไม่ต้องการความช่วยเหลือจาก NATO อีกต่อไป พร้อมตำหนิการปฏิเสธของพันธมิตรว่าเป็น “ความผิดพลาดที่เขลาอย่างยิ่ง”
ท่ามกลางสงครามที่ดำเนินอยู่ รายงานระบุว่าอิสราเอลสามารถสังหารนายอาลี ลารีจานี เลขาธิการสภาความมั่นคงสูงสุดของอิหร่านได้สำเร็จ ซึ่งเป็นการสูญเสียบุคลากรระดับสูงครั้งสำคัญ อย่างไรก็ตาม อิหร่านตอบโต้อย่างรุนแรงด้วยการโจมตีแหล่งก๊าซในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์จนเกิดเพลิงไหม้ใหญ่ ตอกย้ำความตั้งใจที่จะใช้โครงสร้างพื้นฐานพลังงานของพันธมิตรสหรัฐฯ เป็นเครื่องมือต่อรองทางยุทธศาสตร์
อุปสรรคในช่องแคบฮอร์มุซดันราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้นกว่า 40% นับตั้งแต่เริ่มเปิดฉากโจมตีเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ แม้ซาอุดีอาระเบียและเอมิเรตส์จะพยายามใช้ท่อส่งน้ำมันเลี่ยงเส้นทางเดินเรือ แต่ปริมาณที่ได้ยังไม่สามารถทดแทนได้ทั้งหมด ส่งผลให้เกิดวิกฤตเชื้อเพลิงและราคาสินค้าพุ่งสูงลามไปทั่วทั้งเอเชียและยุโรป
นักวิเคราะห์เตือนว่าแม้สงครามจบลง แต่ช่องแคบฮอร์มุซอาจไม่กลับมาเปิดเสรีได้ง่าย เพราะอิหร่านยังคงรักษาภัยคุกคามไว้เป็นแต้มต่อทางการเมือง ผู้นำยุโรปจึงส่งสัญญาณเตือนวอชิงตันและเทลอาวีฟให้หันมาเน้นการทูตเพื่อหาทางออกที่ยั่งยืน แทนการมุ่งเน้นชัยชนะทางการทหารเพียงอย่างเดียว ซึ่งอาจนำไปสู่วิกฤตผู้อพยพและการก่อการร้ายระลอกใหม่ในยุโรป
อ้างอิง: Reuters