สงครามนี้จะจบลงเมื่อใด? คำตอบคือสงครามจะยิ่งจบไม่ลงเพราะอิสราเอลทำแบบนี้กับอิหร่าน
คำถามทื่ชาวโลกอยากจะได้คำตอบที่สุด คือ สงครามนี้จะจบลงเมื่อใด?
ที่จริงมันควรจะจบลงนานแล้ว หากพิจารณาจากการโจมตีอิหร่านครั้งก่อน คือ 'สงคราม 12 วัน' เมื่อปีที่แล้วซึ่งจบลงดื้อๆ ด้วยการประกาศชัยนะของโดนัลด์ ทรัมป์
ครั้งนี้ก็ควรเป็นแบบนั้นเหมือนกัน
แต่ทรัมป์ไม่ใช่คนตัดสินใจว่าจะจบหรือไม่จบ คนที่ตัดสินใจคือเบนจามิน เนทันยาฮู
เนทันยาฮูเป็นคนกล่อม (หรือสั่ง?) ให้ทรัมป์เดินหน้าต่อไป และพวกนีโอคอน (อเมริกันอนุรักษ์นิยมขวาจัด) ที่รับเงินอิสราเอลและเป็นพวกคลั่งศาสนาจัดๆ ก็ยังรบเร้าให้ทรัมป์อย่าเลิกกลางคัน
เรื่องศาสนาและสงครามอิหร่านผมจะยกยอดไปพูดถึงในคราวหน้า คราวนี้เรารับทราบกันก่อนว่า พวกอิสราเอล (ไซออนิสต์) และพวกคริสเตียนอเมริกันที่นิยมอิสราเอล คือพลังผลักดันสงครามในครั้งนี้
ทรัมป์ไม่ใช่พวกเคร่งศาสนา แต่เป็นพวกปฏิบัตินิยมที่เล็งผลกำไร (ในฐานะนักธุรกิจ) ที่จริงแล้วเขาไม่อยากจะทำสงครามอะไรทั้งสิ้น (เพราะเปลืองงบประมาณ) แต่กลับต้องทำสงครามยืดเยื้อกับอิหร่านแบบนี้ เป็นเรื่องน่าสงสัยอย่างยิ่ง
เราจะเก็บความสงสัยนี้ไว้ก่อน เพราะแรงผลักดันที่แท้จริงคือ อิสราเอล
ตอนนี้คลังแสงของสหรัฐฯ ร่อยหรอลงแล้ว ระบบป้องกันขีปนาวุธก็เป็นง่อย เหลือแต่วิธียกพลขึ้นบกรุกรานอิหร่านเหล่านั้นทื่จะทำให้อิสราเอล "สบายใจ" ได้
แต่นักวิเคราะห์และครูบาอาจารย์ด้านรัฐศาสตร์เตือนว่าวิธีนี้คือการ "พาคนไปตาย" แท้ๆ
ทรัมป์ก็ยังมีโอิกาสที่จะทำแบบนั้น เพราะอิสราเอลต้องการแบบนั้น ตราบใดที่อิสราเอลเห็นว่า "อิหร่านเป็นภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่" (existential threat) ของรัฐอิสราเอล ตราบนั้นอิสราเอลจะไม่มีวันยอมหยุด
แม้ทรัมป์อยากจะหยุด คนในรัฐบาลสหรัฐฯ วอนให้หยุด พันธมิตรหยุดช่วยเหลือ และชาวโลกหยุดเชื่อถือสหรัฐฯ ในฐานะมหาอำนาจ
อิสราเอลยังเดินทางต่อไป ด้วยวิธีการที่ผมเห็นว่า "ถ้าไม่โง่จนคิดไม่ถึง ก็เพราะกลัวจนไร้สติ"
วิธีการนั้นคึอการทำ decapitation หรือการเด็ดหัวผู้นำระดับต่างๆ ของอิหร่าน
คนแรกก็คือ แอลี ฆอเมเนอี อดีตผู้นำสูงสุด
คนต่อมาคือ แอลี ลาริจานี เลขานุการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุด
และตอนนี้กำลังไล่ล่า โมจแทบอ ฆอเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนปัจจุบัน
การสังหารสองคนแรกนั้น คนภายนอกมองว่าคงมีเป้าหมายที่จะตัดหัว (ผู้นำ) แล้วร่างกาย (รัฐบาล) จะหยุดเป็นปฏิปักษ์ หรือเชื่อว่าเมื่อไร้หัวแล้ว ประชาชนจะไม่ยำเกรง พากันออกมาโค่นล้มรัฐบาลอิหร่าน
นี่เป็นความคิดของคนทั่วไป และคนทั่วไปก็คิดว่าอิสราเอลก็ควรคิดแบบนี้
แต่การ decapitation ไม่ได้ผลเอาเลย หากมันได้ผลตั้งแต่การสังหาร แอลี ฆอเมเนอี อิสราเอลก็ควรจะหยุดลงได้แล้ว
แต่นี่อิหร่านกลับยิ่งแข็งแกร่ง กระทั่งทำลายระบบป้องกันขีปนาวุธของสหรัฐฯ และประเทศต่างๆ ในอ่าวเปอร์เซียจย่อยยับ และเหลือแต่อิสราเอลเจ้าเดียวที่สู้กับอิหร่านแบบวันต่อวัน ซึ่งผมเห็นว่าอาจจะเป็นการ "รับ" ด้วยซ้ำ ไม่ใช่การ "รุก"
เมื่อวิธี decapitation ไม่ได้ผลที่ต้องการ แถมยังให้ผลตรงกันข้าม อิสราเอลก็ควรจะบอกให้ทรัมป์ตัดบทประกาศชัยชนะไปเลยเมื่อครั้งสงคราม 12 วัน
ปัญหาก็คึอ อิหร่านไม่ยอมที่จะเจรจาเพราะมีเงื่อนไขที่ต้องการ ดังนั้นไม่ยอมหยุดยิง และยังควบคุมช่องแคบฮอร์มุซเสียอีก
ย้ำว่าไม่ใช่อิหร่านไม่อยากเจรจา แต่มีเงื่อนไขว่จะต้องหยุดยิงในเลบานอนด้วย (ซึ่งอิสราเอลกำลังทำสงครามอีกแนวรบที่นั่น) และหยุดยิงในอิรัก สหรัฐฯ ต้องชดใช้ค่าเสียหาย และต้องมีมติสหประชาชาติมารองรับ
นี่เป็นการเปิดเผยของ เจเรมี สเกฮิลล์ (Jeremy Scahill) แห่งสำนักข่าว DropSite
เงื่อนไขนี้นับว่าไม่มากเลยหากจะพิจารณาถึงผลกระทบที่ชาวโลกกำลังกล้ำกลืนกันอยู่
สหรัฐฯ ก็น่าจะยอมแล้ว เพราะการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่อิหร่านกับ DropSite บอกว่า “มีการร้องขอให้หยุดยิงทั้งทางตรงและทางอ้อมจากสหรัฐฯ เป็นจำนวนมาก” และมีประเทศมที่สามติดต่อมายังอิหร่านเพื่อชี้แจงว่าสหรัฐฯ ต้องการเจรจาด้วย แต่อิหร่านยังไม่ยอมเจรจาด้วย เพราะต้องการสั่งสอนให้สหรัฐฯ ได้สำนึกว่า ไม่อาจทิ้งระเบิดถล่มอิหี่านได้ทุกๆ 4 เดือน
อิหร่าน "ยัง" ไม่ยอมเจรจา แต่ก็นับว่ามีเหตุผล หากจะพิจารณาว่าอิหร่านถูกสหรัฐฯ หลอกให้ไปคุยด้วยแล้วแทงข้างหลังด้วยการโจมตีมาแล้ว 2 ครั้ง
แต่อิสราเอลไม่เพียงไม่เอาการเจรจา แต่ยังสังหารแอลี ลาริจานีไปอีกคน
แน่นอนว่า อิหร่านก็ยิ่งจะไม่หยุดยิง และผมเกรงว่าเงื่อนไขที่อิหร่านต้องการจะยิ่งทำได้ยากมากขึ้น
ทำไมอิสราเอลถึงดื้อด้านเพียงนี้?
ส่วนหนึ่งเพราะหมกมุ่นกับการมองว่า "อิหร่านเป็นภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่" ซึ่งแม้อิหร่านจะไม่ได้อยุ่ใกล้อิสราเอลขนาดนั้น แต่อิหร่านให้การสนับสนุนฮิซบุลลอฮ์ในเลบานอน ซึ่งเป็นภัยคุกคามที่จ่อประตูบ้านของอิสราเอล
กระนั้นก็ตาม นั่นเป็นปัญหาเรื่อง "การดำรงอยู่ของอิสราเอล" เอง แต่อิสราเอลกลับลากชาวโลกมารับเคราะห์ด้วยการทำสงครามกับอิหร่านมันซะเลย
พอทำสงครามแล้วก็ทำการปิดประตูการเจรจาและยังเปิดประตูของสงครามนิวเคลียร์เข้าอีก
นี่แหละที่จะเข้าเรื่องเสียที
การสังหาร แอลี ฆอเมเนอี อดีตผู้นำสูงสุดนั้นเป็นการฆ่าคนที่สั่งห้ามอิหร่านไม่ให้ผลิตอาวุธนิวเคลียร์มาโดยตลอด โดยแอลี ฆอเมเนอีในฐานะผู้นำศาสนาได้ประกาศฟัตวา หรือคำวินิจฉัยที่อิงกับหลักศาสนาเรื่องนิวเคลียร์เอาไว้แล้ว โดยห้ามผลิตนิวเคลียร์ เนื้อหาของฟัตวานี้มีอยู่ว่า
"เราเชื่อว่านอกจากอาวุธนิวเคลียร์แล้ว อาวุธทำลายล้างมวลชนประเภทอื่นๆ เช่น อาวุธเคมีและอาวุธชีวภาพ ก็เป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อมนุษยชาติเช่นกัน ประเทศอิหร่านซึ่งเคยตกเป็นเหยื่อของอาวุธเคมี (ในสมัยสงครามอิรัก-อิหร่าน) รู้สึกถึงอันตรายที่เกิดจากการผลิตและการสะสมอาวุธดังกล่าวมากกว่าชาติใดๆ และพร้อมที่จะใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ทั้งหมดเพื่อต่อต้านภัยคุกคามเหล่านั้น เราถือว่าการใช้อาวุธดังกล่าวเป็นสิ่งต้องห้าม และเชื่อว่าเป็นหน้าที่ของทุกคนที่จะต้องร่วมมือกันเพื่อปกป้องมนุษยชาติจากภัยพิบัติครั้งใหญ่ครั้งนี้"
ฟัตวาของ แอลี ฆอเมเนอี เป็นเสมือนธรรมนูญของอิหร่าน หากอิหร่านต้องการพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ ก็จะไม่ข้ามเส้นไปพัฒนาเป็นอาวุธนิวเคลียร์ ในเรื่องนี้ แอลี ฆอเมเนอี ยังย้ำในระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2015 ว่า
“นี่คือเหตุผลที่เราไม่ต้องการทดสอบนิวเคลียร์ เราไม่ต้องการอาวุธนิวเคลียร์ และนี่ไม่ใช่เพราะพวกเขาบอกเราว่าอย่าทำสิ่งเหล่านี้ แต่เราไม่ต้องการสิ่งเหล่านี้เพื่อตัวเราเองและศาสนาของเรา”
อาจกล่าวได้ว่า เพราะอิหร่านมีแอลี ฆอเมเนอี อิหร่านจึงไม่มีอาวุธนิวเคลียร์
แต่ในวันที่แอลี ฆอเมเนอีไม่อยู่บนโลกนี้อีกแล้ว ตามตรรกะแล้วอิหร่านจะมีอาวุธนิวเคลียร์หรือไม่? ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับฟัตวาของบุตรชายของเขา คือ โมจแทบอ ฆอเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนปัจจุบัน
แม้ว่า โมจแทบอ ฆอเมเนอี จะยังไม่ประกาศฟัตวาใดๆ เกี่ยวกับอาวุธนิวเคลียร์ แต่เพราะอิสราเอลทำตัวเป็น "ภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่" และสหรัฐฯ โจมตีอิหร่านสองครั้งแล้วระหว่างการเจรจา (เรื่องนิวเคลียร์) ดังนั้น มีโอกาสไม่น้อยที่อิหร่านจะพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์
โดยมีข้อมูลว่าอิหร่านมีศักยภาาพที่จะเสริมสมรรถนยูเรเนียมให้กลายเป็นเกรดอาวุธได้ในเวลาไม่กี่เดือน
ดังนั้น การสังหารแอลี ฆอเมเนอีจึงเป็นตัวเร่งให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิเวคลียร์
อิสราเอลทำแบบนี้ไปทำไม? ถ้าไม่กลัวอิหร่านจนไร้สติ ก็คงมีปัญหาเรื่องยุทธศาสตร์อย่างหนัก
ทำแบบนี้ไม่เพียงยกระดับความขัดแย้งให้จบไม่ลงเท่านั้น แต่จะทำให้โลกต้องหวาดผวาเข้าไปอีกหลายเท่า
เท่านั้นยังไม่พอ
เมื่อวานนี้ อิสราเอลยังสังหารแอลี ลาริจานี ไปอีกคน คนๆ นี้ถือว่าเป็น "ตัวเบรก" ที่สำคัญของความขัดแย้งยิ่งกว่าแอลี ฆอเมเนอีด้วยซ้ำ เพราะเป็นคนกลางที่เชื่อมต่อโลกตะวันตกกับอิหร่าน มีความเข้าใจสถานการณ์โลกเป็นอย่างดี และมีทัศนะเป็นกลาง ไม่ได้แข็งกร้าว
แต่อิสราเอลก็ฆ่าเขาเสีย ทำให้อิหร่านหมดคนที่จะเป็นคนกลางเชื่อมต่อกับตะวันตก เรื่องนี้ไม่ใช่ผลเสียต่ออิหร่านเอง แต่จะเสียกับตะวันตก เพราะจะเข้าถึงอิหร่านได้ยากขึ้น และจะเสนอเงื่อนไขให้อิหร่านได้ยากขึ้น
เป็นอีกครั้งที่อิสราเอลสังหารฝ่ายนำของอิหร่าน แต่กลับทำให้สงครามไม่จบง่ายและจะลุกลามเข้าไปอีก
ทำไมอิสราเอลต้องฆ่าแอลี ลาริจานี?
ผมเกรงว่าเพราะอิสราเอลยังหวังว่าประชาชนอิหร่านที่เคยประท้วงต่อต้านรัฐบาลก่อนสงครามไม่นาน จะสานต่อ "ภารกิจที่ยังไม่จบ" นี้ นั่นคือรวมพลังโค่นรัฐบาลอิหร่านให้จบๆ ไปซะ เนื่องจากอิสราเอลและสหรัฐฯ ไม่มีปัญญาเปลี่ยนแปลงการปกครองของอิหร่านด้วยตนเอง และการส่งทหารราบของทรัมป์เข้าไปในอิร่านก็คือการส่งอเมริกันไปเป็นผีที่เปอร์เซียแท้ๆ
แอลี ลาริจานีนั้นเป็นผู้บัญชาการการกวาดล้างประชาชนที่ออกมาประท้วงด้วยวิธีการรุนแรง ดังนั้นอิสราเอลคงจะเห็นว่าการฆ๋าเขาอาจทำให้ประชาชนอิหร่านพอใจ หรือไม่ก็จะไม่มีใครใช้ไม้แข็งกับประชาชนอีกแล้วหากอิสราเอลต้องการปั่นกระแสต้านรัฐบาลอิหร่นขึ้นมา
แต่สิ่งที่อิสราเอลทำนั้นมันให้ผลตรงกันข้ามมาโดยตลอด ชาวโลกจึงต้องทำใจแต่เนิ่นๆ ว่า อิหร่านจะมีอาวุธนิวเคลียร์ในไม่ช้า และอิหร่านจะเลิกคุยดีๆ กับชาติตะวันตก ไม่เจรจา แต่จะรบแบบแตกหัก
สงครามนี้ควรจะจบลงตั้งแต่ 10 วันก่อน แต่ลากยาวอาจจะเป็นเดือน เพราะอิสราเอลแท้ๆ
ส่วนทรัมป์เป็นแค่สิ่งมีชีวิตที่ถูกอิสราเอลจูงจมูกไปเรื่อยๆ เท่านั้น
บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better
Photo - สมาชิกชุมชนชาวอิหร่านในออสเตรเลียถือป้ายสนับสนุนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา และนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู แห่งอิสราเอล ระหว่างการชุมนุมหลังจากการโจมตีอิหร่านของสหรัฐฯ และอิสราเอล ซึ่งจุดชนวนสงครามในตะวันออกกลาง ที่ซิดนีย์ เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2569 (ภาพโดย Saeed KHAN / AFP)