ก.เกษตรฯ รวมพลังขับเคลื่อน Fruit Board 69 ยกระดับมาตรฐานผลไม้ไทยสู่สากล วางระบบ Big Data แก้ปัญหาราคาตกต่ำแบบเบ็ดเสร็จ
นายจเด็ศ จันทรา ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับมอบหมายจาก นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board) ครั้งที่ 2/2569 โดยมี นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 134 - 135 และผ่านระบบประชุมทางไกล Zoom Meeting ซึ่งที่ประชุมได้ติดตามความคืบหน้าโครงการช่วยเหลือเกษตรกรและพิจารณามาตรการบริหารจัดการผลไม้ในฤดูกาลปี 2569 อย่างเข้มข้น เพื่อยกระดับคุณภาพผลผลิตและรักษาเสถียรภาพราคาผลไม้ไทยให้เกิดความยั่งยืน อีกทั้งที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบมาตรการเชิงรุกเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือฤดูกาลผลไม้ปี 2569 ได้แก่ เห็นชอบอนุมัติหลักการโครงการฟื้นฟูสวนลำไยสำหรับต้นที่มีอายุเกิน 25 ปี ในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือ ครอบคลุมเกษตรกรกว่า 45,000 ครัวเรือน เพื่อยกระดับศักยภาพการผลิตควบคู่ไปกับมาตรการไม่เผาในพื้นที่เกษตรเพื่อลดฝุ่น PM 2.5 โดยมอบหมายกรมส่งเสริมการเกษตรเร่งนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป ขณะเดียวกัน ที่ประชุมได้เห็นชอบการนำมะพร้าวน้ำหอมเข้าสู่ระบบบริหารจัดการของ Fruit Board อย่างเต็มรูปแบบ โดยมีการแต่งตั้งคณะทำงานศึกษาเสถียรภาพสินค้ามะพร้าวน้ำหอมครบวงจร เพื่อจัดทำยุทธศาสตร์ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว รวมถึงการจัดตั้งคณะทำงานย่อยพัฒนาระบบข้อมูลและโลจิสติกส์รายภาคซึ่งจะนำร่องในภาคตะวันตก เพื่อให้ข้อมูลการผลิตและการตลาดมีความเป็นเอกภาพและมีประสิทธิภาพสูงสุด
สำหรับสถานการณ์การผลิตผลไม้ ปี 2569 ที่ประชุมได้รับทราบภาพรวมผลผลิตทุเรียนในปีนี้เพิ่มขึ้นร้อยละ 14 โดยราคาเกรดคุณภาพยังอยู่ในเกณฑ์ดี และขอให้ทุกหน่วยงานเฝ้าระวังช่วงผลผลิตออกมากหลังวันที่ 20 พฤษภาคม เป็นต้นไป ส่วนมังคุดในภาคตะวันออก พบว่า ผลผลิตลดลงร้อยละ 32 เนื่องจากพื้นที่ปลูกลดลง โดยที่ประชุมได้วาง 5 มาตรการหลักในการรักษาเสถียรภาพราคา ได้แก่ การควบคุมคุณภาพมาตรฐาน GAP การกระตุ้นการตลาดทั้งในและต่างประเทศ การส่งเสริมการแปรรูปเพิ่มมูลค่า เช่น การพัฒนาน้ำมะพร้าวสีชมพูขององค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) เพื่อเจาะตลาดจีน การใช้มาตรการทางกฎหมายคุมเข้มผู้ประกอบการและปัญหาล้งนอมินี และการพัฒนาฐานข้อมูล Big Data ผ่านระบบ Simple Fruit เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์รายวัน รวมถึงรับทราบความก้าวหน้างานวิจัยการยืดอายุการเก็บรักษาลำไยส่งออกไปจีนด้วยการใช้กรดเกลือร่วมกับซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ซึ่งช่วยรักษาคุณภาพผลผลิตได้นานถึง 21 วัน
นอกจากนี้ นายจเด็ศ กล่าวเพิ่มเติมถึง การเตรียมความพร้อมในพื้นที่ภาคใต้และภาคเหนือ ว่า แม้ผลผลิตในภาคใต้จะเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 58 แต่คาดว่าทุเรียนอาจประสบภาวะขาดแคลนเล็กน้อยจึงต้องเน้นการคุมคุณภาพท่ามกลางสภาพอากาศที่แปรปรวน ส่วนภาคเหนือได้เตรียมแผนบริหารจัดการผลผลิตลำไยส่วนเกินกว่า 2 หมื่นตันในพื้นที่ลำพูน เชียงใหม่ และเชียงราย ไว้รองรับแล้ว พร้อมกันนี้ ที่ประชุมยังได้เห็นชอบการเปิดโควตานำเข้าลำไยแห้งตามข้อตกลง WTO ปี 2570 - 2572 ตามที่กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์เสนอต่อที่ประชุม เพื่อบริหารจัดการตลาดอย่างเป็นระบบ อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯ ยังคงให้ความสำคัญกับการปราบปรามผลไม้ด้อยคุณภาพอย่างจริงจัง โดยได้รับรายงานการผนึกกำลังกับหน่วยงานความมั่นคงตรวจสอบโรงคัดบรรจุในจังหวัดจันทบุรี และสั่งระงับการจำหน่ายทุเรียนอ่อนที่ตรวจพบทันที พร้อมทั้งเร่งสำรวจความเสียหายจากวาตภัยในพื้นที่สวนผลไม้เพื่อเยียวยาเกษตรกรตามระเบียบภัยพิบัติโดยเร็วที่สุด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับระบบการบริหารจัดการผลไม้ไทยทั้งระบบในฤดูกาลนี้ด้วย