พระสารสาสน์พลขันธ์ : ตำราเศรษฐศาสตร์มาร์กซิสม์ (12) สันติบาลยึดตำราเศรษฐศาสตร์
My Country Thailand | ณัฐพล ใจจริง
พระสารสาสน์พลขันธ์
: ตำราเศรษฐศาสตร์มาร์กซิสม์ (12)
สันติบาลยึดตำราเศรษฐศาสตร์
หลังจากตำรา “เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยเศรษฐกิจการค้า” ของพระสารสาสน์ฯ ถูกพิมพ์รวมเล่มเผยแพร่ในปี 2481 และการจัดพิมพ์ตำรา “เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยเศรษฐกิจการเงิน” อยู่บนแท่นพิมพ์ในพระนครนั้น ตำรวจสันติบาลเข้าริบตำราและปิดโรงพิมพ์ เขาทำบันทึกร้องเรียนถึงพระยาพหลฯ นายกรัฐมนตรี เรื่องการปิดโรงพิมพ์และยึดหนังสือตำราเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยเศรษฐกิจการเงินว่า
ตำรวจสันติบาลเพิกถอนใบอนุญาตการพิมพ์ของโรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร 30 วันฐานพิมพ์หนังสือของเขา และยึดหนังสือของเขาจำนวน 840 เล่มไป ตำรวจกล่าวหาว่า ในหนังสือมีข้อความ “เสียดสีทหาร” เขาเห็นว่าการที่รัฐบาลทำการปิดโรงพิมพ์และยึดหนังสือวิชาการนั้น ส่งผลกระทบต่อหลัก 6 ประการของคณะราษฎร ทั้งที่หนังสือดังกล่าวรวบรวมมาจากบทความที่เขาเขียนให้กับหนังสือพิมพ์ประชาชาติตั้งปี 2480 แล้ว แต่ครั้งนั้น ตำรวจสันติบาลไม่ทักท้วงข้อเขียนแต่ประการใด แต่ทำไมเมื่อจัดพิมพ์เป็นเล่มกลับถูกยึด การทำดังกล่าวทำให้ประชาชนมองว่า รัฐบาลละทิ้งหลัก 6 ประการเสียแล้ว
เขาเห็นว่า หนังสือดังกล่าวเป็นตำราวิชาการ ไม่ใช่การเมือง และข้อความที่ตำรวจกล่าวหานั้นก็เป็นประวัติศาสตร์ของการเงิน เป็นศาสตร์ ไม่ใช่ความเห็น และไม่มีผลกระทบกับความสงบสุขของบ้านเมืองและไม่ละเมิดกฎหมาย การยึดหนังสือของเขาจะทำให้ไม่มีใครกล้าเขียนด้วยเกรงภัยต่อตนเองและครอบครัว การทำเช่นนี้กับตำราของเขาจะส่งผลให้สังคมไทยขาดวิชาความรู้ มีครูแต่ไม่มีตำราเหมือน “ตาลยอดด้วน” เขาร้องขอให้รัฐบาลคืนหนังสือเล่มนี้กลับสู่สังคมเพื่อความบริสุทธิใจของรัฐบาล หากมีข้อความใดที่รัฐบาลต้องการให้แก้ไขหรือตัดออก เขายินดีร่วมมือแต่ไม่หมายความว่าผิด แต่ “หากมีสปิริตร่วมสามัคคีกับรัฐบาล ” (หจช.สร. 0201.8/85 เรื่องพระสารสาสน์พลขันธ์)
พร้อมกันนี้เขาได้แนบสำเนาจดหมายที่เขาเขียนถึงหลวงอดุลเดชจรัส อธิบดีกรมตำรวจ ลงวันที่ 7 ธันวาคม 2481 มาให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาด้วย โดยเขาได้เขียนก่อนหน้าการทำหนังสือร้องเรียนถึงนายกรัฐมนตรี 1 วัน ซึ่งทำให้ทราบว่า ข้อความ “เสียดสีทหาร” ที่รัฐบาลเพ่งเล็ง มีว่า
“แต่เดิมมา อำนาจอยู่ที่ทหาร ใครเป็นทหารผู้นั้นก็มีอำนาจเหนือผู้ที่ไม่เป็น แม้แต่ผู้ที่มีวิชาความรู้ก็สู้ทหารไม่ได้ ใครเป็นทหารผู้นั้นก็กุมอำนาจไว้ในมือ ใครไม่มีก็เป็นรอง มีการเสียเปรียบด้วยประการต่างๆ ประดุจคนมีอาวุธกับคนมือเปล่า ในเมื่อมีกำลังเท่ากัน แต่พอมีเงินเกิดขึ้นแล้ว มหาอำนาจก็เลื่อนมาอยู่กับผู้มีเงิน”
เขาเห็นว่า ข้อความนี้เป็นประวัติศาสตร์ ไม่เกี่ยวกับทหารเลย ในช่วงนั้นจอมพล ป. เป็นรัฐมนตรีกลาโหมและเขาก็เป็นทหาร น้ำใจยังเป็นทหารอยู่ร้อยเปอร์เซนต์ จึงมิได้เสียดสีทหาร เขาอ้างว่า “ข้าพเจ้ามีส่วนเป็นผู้ก่อความเจริญผู้หนึ่ง” ไม่เพียงเท่านั้น เขาอ้างว่า “เขาเคยเขียนเรื่องลงหนังสือพิมพ์มาตั้ง 20 ปีแล้ว ไม่เห็นมีสักครั้งที่เจ้าหน้าที่รังเกียจ”
เขาเห็นว่า หากเขามีเจตนาร้ายแล้วไฉนต้องเขียนลงหนังสือพิมพ์ในเมืองไทย หนังสือพิมพ์เมืองนอกมีมากมาย แต่เขาไม่เคยทำ เขาเห็นว่าถึงแม้ว่าเขามิได้ร่วมก่อการปฏิวัติ 2475 ด้วย “แต่เคยก่อการเพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญมาก่อนใครทั้งหมด จนกระทั่งได้รับผลร้ายจากระบอบเก่า” ซึ่งหลวงอดุลฯ ทราบดี ข้อร้องเรียนของพระสารสาสน์ฯ นั้น พระยาพหลฯ ได้สั่งการในวันที่ 14 ธันวาคม 2481 ให้กระทรวงมหาดไทย (ในขณะนั้นหลวงธำรงนาวาสวัสดิ์เป็นรัฐมนตรีว่าการ และหลวงอดุลฯ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการ) พิจารณาว่าควรปฏิบัติอย่างไร (หจช.สร. 0201.8/85 เรื่องพระสารสาสน์พลขันธ์)
จากหลักฐานในหนังสือเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยเศรษฐกิจการเงิน (พระสารสาสน์ฯ, 2481(2), 73) หนังสือเล่มนี้เคยถูกพิมพ์ลงเป็นตอนๆ ในหนังสือพิมพ์ไทยใหม่เป็นตอนๆ ทุกวันตั้งแต่วันที่ 4 มกราคม 2480 (พระสารสาสน์ฯ, 2481, 73) มีข้อความที่ถูกกล่าวถึงข้างต้น ซึ่งนำไปสู่การถูกริบหนังสือและการปิดโรงพิมพ์ ซึ่งหนังสือเล่มดังกล่าวพิมพ์โดยสองโรงพิมพ์ และในสองเวลา คือพิมพ์โดยโรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากรในปี 2481 ส่วนตั้งแต่หน้า 73 – 84 ถูกพิมพ์ออกมาโดยโรงพิมพ์ไทยเขษม ในปี 2483 ดังนั้น จึงทำให้แน่ใจได้ว่าการที่ตำรวจเข้าริบหนังสือเมื่อ 2481 เป็นจริงตามที่พระสารสาสน์ฯ ร้องขอความเป็นธรรม และหลักฐานจากร่องรอยในการพิมพ์
อย่างไรก็ตาม ข้อร้องเรียนของพระสารสาสน์ฯ อยู่ท่ามกลางในช่วงรอยต่อของการเปลี่ยนแปลงนายกรัฐมนตรีใหม่ระหว่างพระยาพหลฯ ไปสู่จอมพล ป. ข้อร้องเรียนดังกล่าวคงมิได้ถูกดำเนินการใดๆ เพราะตำราเล่มดังกล่าวใช้เวลาเดินทาง 2 ปีจึงปรากฏสู่สาธารณะอีกครั้งในปี 2483
พระสารสาสน์ฯ ถูกเพ่งเล็งจากเหตุกบฏ 2481
ในช่วงเวลาที่จอมพล ป.ขึ้นสู่อำนาจตั้งแต่การเป็นรัฐมนตรีกลาโหมจนถึงเป็นนายกรัฐมนตรีระหว่างปี 2477 – 2481 นั้น ได้มีการปรับปรุงกองทัพ มีการตั้งยุวชนทหาร ขณะนั้นมีแนวทางการปรับปรุงกองทัพที่แตกต่างกัน ระหว่างจอมพล ป.ต้องการให้กองทัพมีขนาดใหญ่ กับแนวทางของพระยาทรงสุรเดชต้องการให้กองทัพมีขนาดเล็ก
ต่อมามีการตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษากลาโหม มีการตั้งนายทหารอาวุโสหลายคนเป็นกรรมการ รวมทั้งพระยาทรงสุรเดช และพระสารสาสน์พลขันธ์ ในเวลาต่อมาอย่างน้อยในช่วง 2480-2481 พระยาทรงสุรเดชได้วิจารณ์ว่า การปรับปรุงกองทัพของจอมพล ป.จะนำไปสู่เผด็จการ ซึ่งเขาเล่าถึงสัญญาลับระหว่างผู้ก่อการว่า ได้เคยสาบานว่าจะไม่สร้างระบอบเผด็จการและยกอำนาจให้พวกพ้อง (Stowe,104)
ในระหว่างการขยายอำนาจโดยผ่านการปรับปรุงกองทัพนั้น มีความพยายามสังหารจอมพล ป.ถึงสามครั้งจากปรปักษ์ทางการเมือง ทั้งจากกลุ่มอนุรักษนิยมและกลุ่มทหาร การลอบสังหารครั้งแรก 2477 โดยนายพุ่ม ทับสายทอง ลอบยิง ครั้งที่สอง 2481 นายลี บุญตา ลอบยิง ในขณะที่เขาเป็นรัฐมนตรีกลาโหมเช่นกัน ครั้งที่สาม ด้วยการวางยาพิษ ในครั้งสุดท้ายนี้ ร.ท.ณเณร ตาละลักษณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ศิษย์ของพระสารสาสน์ฯ และเคยร่วมงานกันในกระทรวงเศรษฐการเมื่อครั้งที่พระสารสาสน์ฯ เป็นรัฐมนตรี) ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในการล้มล้างรัฐบาล
หนีอีกครั้ง
รัฐบาลจับกุมกบฏครั้งใหญ่ในเดือนกุมภาพันธ์ 2481 พระยาทรงสุรเดชถูกเนรเทศไปไซ่ง่อน ภายหลังรัฐบาลได้มีการจัดตั้งศาลพิเศษขึ้นพิจารณาคดีในปี 2482 ซึ่งคำให้การของพยานโจทย์ในศาลได้มีกล่าวพาดพิงถึงพระสารสาสน์ฯ ว่าเคยวิจารณ์รัฐบาลของจอมพล ป.มีลักษณะเผด็จการ ควรมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล แต่จะใช้กำลังเข้ายึดไม่ได้ เพราะทหารอยู่ในมือของรัฐบาล แต่ควรใช้วิธีการส่งพรรคพวกลงสมัครผู้แทนราษฎรให้ปั่นป่วนรัฐบาลมิให้ทำการสะดวก (กรมโฆษณาการ, 2482, 193-196)
ความล้มเหลวในการต่อต้าน “เผด็จการ” ของกลุ่มพระยาทรงสุรเดชและพระสารสาสน์ฯ นั้นนำไปสู่การกวาดล้างศัตรูทางการเมืองโดยจอมพล ป.ครั้งใหญ่ ในช่วงเวลานั้น พระสารสาสน์ฯ ปรึกษานายปรีดีว่าจะทำอย่างไรดี เขาเล่าว่า พระสารสาสน์ฯ กล่าวว่า “ณเณรโดนจับ ใครๆ ก็ถูกจับ ถ้ายังอยู่ในไทยจะถูกจับอีก ดังนั้น มีทางเดียว คือต้องไปจากประเทศไทย” (นายปรีดี, 2517, 41) ซึ่งเขาเห็นด้วย อย่างไรก็ตาม ในขณะนั้นนายปรีดีก็ถูกสงสัยจากจอมพล ป.ด้วยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องด้วยเช่นกัน เนื่องจากมีความสนิทสนมกับพระสารสาสน์ฯ (กอบเกื้อ สุวรรณทัต-เพียร, 12-13, 75)
ดังนั้น การกลับมาของพระสารสาสน์ฯ และการเคลื่อนไหวทางการเมืองด้วยการเผยแพร่ความคิดผ่านสิ่งพิมพ์และมีโครงการจัดตั้งบริษัทการค้าช่วง 2480 จึงถูกมองว่า เป็นการสร้างอิทธิพลเพื่อล้มจอมพล ป.แต่แผนการไม่สำเร็จ จึงเดินทางกลับญี่ปุ่น ในปี 2482 (อังคณา เกียรติศักดิ์นุกูล, 78) ซึ่งนายปรีดีเห็นว่า โครงการต่างๆ ของพระสารสาสน์ฯ นั้นมีนัยยะแฝงทางการเมือง และเขาเห็นว่า “แทบทุกครั้งที่พระสารสาสน์ฯ ลี้ภัยไปต่างประเทศ เพราะเขากลัวผู้ที่ไม่ชอบประชาธิปไตย” (นายปรีดี, 2517, 30, 39)
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : พระสารสาสน์พลขันธ์ : ตำราเศรษฐศาสตร์มาร์กซิสม์ (12) สันติบาลยึดตำราเศรษฐศาสตร์
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly