[Vision Exclusive] JMT รุกซื้อหนี้เข้าพอร์ต ธุรกิจผ่านจุดต่ำสุดแล้ว
หุ้นวิชั่น
อัพเดต 21 เม.ย. เวลา 17.24 น. • เผยแพร่ 22 เม.ย. เวลา 00.40 น. • HoonVision | หุ้นวิชั่น - หุ้น ข่าวหุ้น หุ้นไทยวันนี้ หุ้นวันนี้ หุ้นเด่น วิเคราะห์หุ้น ธุรกิจ การเงิน เศรษฐกิจ การลงทุน ดัชนีราคาหุ้นหุ้นวิชั่น - JMT เริ่มสตาร์ทซื้อหนี้เข้าพอร์ตในไตรมาสแรก หนุนผลงานโต และคาดว่าสถาบันการเงินจะทยอยเปิดประมูลเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วงที่เหลือของปีนี้ ขณะที่การจัดเก็บกระแสเงินสดดีขึ้น หลังผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และแม้มีปัจจัยกดดันจากราคาน้ำมัน แต่เชื่อว่าลูกค้าส่วนใหญ่ปรับตัวรับมือได้ พร้อมคงนโยบายตั้งสำรอง ECL เชิงรุกจนถึงกลางปีนี้
นายสุทธิรักษ์ ตรัยชิรอาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) หรือ JMT เปิดเผยกับ “ทีมข่าวหุ้นวิชั่น” ว่า บริษัทฯ คาดแนวโน้มผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/2569 จะเห็นการเติบโตต่อเนื่องจากไตรมาสแรก เนื่องจากธุรกิจบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ ภาพรวมบรรยากาศการซื้อขายหนี้ในไตรมาสที่ 1/2569 เริ่มมีการขยับตัวในเชิงบวก โดยทาง JMT ได้เริ่มทำการซื้อหนี้เสียเข้ามาบริหารแล้วบางส่วน (ยังไม่ขอเปิดเผยมูลค่า)แม้ว่าจะมีสถาบันการเงินบางแห่งอาจยังไม่พร้อมโอนหนี้ของลูกหนี้รายย่อย เนื่องจากเพิ่งเสร็จสิ้นโครงการโอนหนี้เข้าบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท (SAM) ไปในช่วงปลายปี 2568 ในโครงการ ปิดหนี้ไวไปต่อได้ แต่สถาบันการเงินที่มีความพร้อมและมีแผนการขายหนี้ต่อเนื่องยังคงเดินหน้าประมูลขายหนี้ตามปกติ
อย่างไรก็ตามทำให้คาดการณ์ว่าตั้งแต่ไตรมาส 2/2569 สถาบันการเงินที่ยังไม่พร้อมในไตรมาสแรกจะเริ่มทยอยนำหนี้ออกมาประมูลขายมากขึ้นตามวงจรปกติ
ด้านสถานการณ์การจัดเก็บกระแสเงินสด (Cash Collection) ในไตรมาส 1/2569 ถือว่ามีทิศทางที่ดีกว่าเมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 4/2568 เนื่องจากมองว่าได้ผ่านจุดต่ำสุด (Bottom) ไปแล้ว
ขณะที่ในไตรมาส 2/2569 แม้จะเริ่มได้รับแรงกดดันจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น แต่เชื่อว่าลูกค้าส่วนใหญ่จะสามารถปรับตัวได้ โดยมีการปรับลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น เช่น ประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทางช่วงเทศกาลสงกรานต์ หรือการลดการบริโภคฟุ่มเฟือย เพื่อให้มีเงินหมุนเวียนเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน และการชำระหนี้ ซึ่งในขณะนี้ยังไม่พบสัญญาณการผิดนัดชำระหนี้แต่อย่างใด
*ตั้งสำรอง ECL สูง จนถึงกลางปีนี้
สำหรับการขยายเพดานหนี้สาธารณะของภาครัฐเป็น 75% ของ GDP เพื่อนำมากระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการต่างๆ นั้น มองว่าเป็นปัจจัยบวกทางอ้อมที่จะช่วยสร้างบรรยากาศทางเศรษฐกิจให้ขับเคลื่อนไปได้ ซึ่งจะส่งผลดีต่อความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้าในระยะยาว แม้ว่าผลลัพธ์อาจจะส่งมาถึงธุรกิจบริหารหนี้ช้ากว่ากลุ่มอื่น (Indirect effect)
อย่างไรก็ตามปัจจุบันบริษัทฯ ยังคงใช้นโยบายการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) แบบระมัดระวังและค่อนข้างเชิงรุก (Aggressive) โดยวางแผนจะคงมาตรการ "รัดเข็มขัด" นี้ไว้ในช่วง 2-3 ไตรมาส นับตั้งแต่ปลายปี 2568 ซึ่งจะครอบคลุมถึงช่วงกลางปีนี้ หากสถานการณ์เศรษฐกิจเริ่มมีสัญญาณการกลับตัวที่ชัดเจน บริษัทอาจพิจารณาปรับลดระดับการตั้งสำรองลง ซึ่งจะส่งผลบวกโดยตรงต่อตัวเลขกำไรสุทธิ
ทั้งนี้ บริษัทยังคงคาดการณ์ว่าผลประกอบการในครึ่งปีหลังจะเติบโตได้ดีกว่าครึ่งปีแรก เนื่องจากจะมีปริมาณหนี้เสียออกมาขายในตลาดมากขึ้น และกระแสเงินสดของลูกค้าเริ่มนิ่ง
รายงานโดย : พชรธร ภูมิคำ รองบรรณาธิการข่าว Hoonvision