‘ชัยวัฒน์’ แฉหลักฐานแน่น! น.ส.3ก. รุกป่า ‘เขาปากเตรียม’ คณะกรรมการตรวจสอบ ระบุชัดออกโดยมิชอบ
ภายหลังจากเดลีโฟกัส เกาะติดประเด็นการบุกรุกพื้นที่ป่าและออกเอกสารสิทธิ์ น.ส.3ก.โดยมิชอบ บนเขาปากเตรียม ต.กำพวน อ.สุขสำราญ จ.ระนอง เนื้อที่กว่า 2,000 ไร่ เชื่อทำเป็นขบวนการใหญ่ไม่ยำเกรงกฎหมายบ้านเมือง เพราะ “กลุ่มนายทุน” ทยอยตัดไม้ใหญ่บนเขาทำลายสภาพผืนป่า อีกทั้งยังใช่เล่ห์ “ระวางทิพย์” บีบชาวบ้านเพื่อฮุบเอาที่ดินเพิ่มเติม ล่าสุดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯไฟเขียวลุยเอาผิด ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น
ความคืบหน้าเกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 3 เม.ย. 69 ทีมข่าวเฉพาะกิจส่วนกลาง เปิดเผยว่า นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีต ผอ.สำนักอุทยานฯ ซึ่งมีโอกาสได้ลงไปสำรวจสภาพพื้นที่จริงมาก่อนหน้านี้ ได้ลำดับเหตุการณ์กรณีการออก น.ส.3ก. ทับซ้อนพื้นที่ป่า และการตัดไม้ซุงจำนวนมาก บนเขาปากเตรียม ท้องที่บ้านเหนือ หมู่ 2อ.สุขสำราญว่า เรื่องดังกล่าวได้รับร้องเรียนจากในพื้นที่ ตั้งแต่วันที่ 23 ก.พ.68 เกี่ยวกับการบุกรุกผืนป่าและตัดไม้จึงได้ดำเนินการตรวจสอบรวบรวมเก็บข้อมูลต่างๆ จากนั้นนำข้อมูทั้งหมดมาประมวลลำดับเหตุการณ์ได้ว่า อุทยานแห่งชาติแหลมสน อ.สุขสำราญ ได้ประกาศ วันที่ 19 ส.ค. 2526 ส่วนการออกเอกสารสิทธิ์ น.ส.3 ก. ในบริเวณดังกล่าว เกิดขึ้นระหว่าง ปี 2532 - 2533 จำนวน 105 แปลง เนื้อที่ประมาณ 1000 - 2000 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ที่มีสภาพเป็นป่าสมบูรณ์ และสูงชันความสูงเฉลี่ยเกินร้อยละ 35%
กระทั่งมีเหตุการณ์เกิดขึ้น วันที่ 18 เม.ย. 2565หลังหน่วยป้องกันรักษาป่า ที่ รน.2(ราชกรูด) ได้รับแจ้งประสานจากอําเภอสุข สําราญ ว่ามีการบุกรุกพื้นที่ป่าไม้บริเวณบ้านเหนือ ซอยอ่าวจาก หมู่ที่ 2 ต.กําพวน อ.สุขสําราญ จึงได้สนธิกำลังพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันตรวจสอบบริเวณพื้นที่ดังกล่าว พบรถแบ็คโฮ 1 คัน กําลังดําเนินการปรับพื้นที่เป็นเส้นถนน กว้างประมาณ 5 เมตร ระยะทางยาวประมาณ 1,015 เมตร คํานวณเนื้อที่ได้ประมาณ 3-3-75 ไร่ เบื้องต้นผลการตรวจสอบพบว่าพื้นที่ดังกล่าวไม่อยู่ในพื้นที่ป่าไม้ อยู่นอกเขตป่าสงวนแห่งชาติ แต่พื้นที่ตรวจสอบอยู่บนเนินเขายังมีสภาพป่ารกทึบ
ต่อมามีผู้มาแสดงตนต่อเจ้าหน้าที่และแจ้งว่า ตนเองเป็นผู้รับมอบอํานาจดูแลพื้นที่ดังกล่าวจากเจ้าของที่ดิน อ้างพื้นที่ดังกล่าวมีเอกสารสิทธิที่ดิน น.ส.3ก. จํานวน 21 ฉบับ พร้อมแสดงหลักฐานหนังสือรับรองการทำประโยชน์ แต่เจ้าหน้าที่ผู้ร่วมตรวจสอบพิจารณาแล้วเห็นว่า พื้นที่บริเวณดังกล่าว ยังมีสภาพเป็นป่า มีความลาดชันค่อนข้างสูง จึงสั่งให้ยุติการดำเนินการต่างๆเอาไว้ก่อน จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย พร้อมประสานเจ้าหน้าที่ที่ดินระนองตรวจสอบพิสูจน์ขอบเขต พร้อมลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน วันที่ 19 เม.ย.2565
นอกจากนี้ยังได้ถูกตรวจสอบเพิ่มเติม ร่วมกับหน่วยทหารชุดตรวจสอบและแก้ไขปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและกรณีบุกรุกที่ดินของรัฐ กองทัพภาค 4 (กอ.รมน. ภาค 4) นำโดย พ.อ.ดุสิต เกษรแก้ว พบต้นไม้ที่ถูกโค่นล้มทั้งต้นโดยมิได้บั่นทอน ทั้งสิ้น 58ต้น ปริมาตร 478.36 ลบ.ม. และพบไม้ท่อน จำนวน 77ท่อน ปริมาตร 205.47 ลบ.ม. เจ้าหน้าที่ ได้จับค่าพิกัดจุดที่มีการโค่นล้มไม้ และจุดที่มีการพบไม้ท่อนลงไว้ในบันทึกการตรวจสอบ รายละเอียดปรากฏตามบันทึกตรวจสอบ ลงวันที่ 21เม.ย.2565 พร้อมทั้งได้นำไปลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน ตาม ปจว. ข้อ 2 เวลา19.41 น. ลงวันที่ 22 เม.ย.2565
จากนั้น 12 พ.ค.2565 ผวจ.ระนอง แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีการออกหนังสือรับรองการทํา ประโยชน์ (น.ส.3 ก.) จํานวน 21 ฉบับ รวมถึงที่เกี่ยวข้องกับบริเวณที่เกิดเหตุ บริเวณบ้านเหนือ หมู่ที่ 2 ต.กําพวน อ.สุขสําราญ คณะทำงานได้มีการเปรียบเทียบพื้นที่ ระวางที่ดิน กับภาพถ่ายทางอากาศ พบพื้นที่ดังกล่าวเกือบทั้งหมด ได้มีการออกเอกสารสิทธิหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3ก.) เกือบเต็มพื้นที่แล้ว เมื่อพิจารณาภาพถ่ายทางอากาศและภาพถ่ายดาวเทียมในเบื้องต้นดูย้อนหลังไปตั้งแต่ได้มีการถ่ายบันทึกภาพไว้เป็นครั้งแรก ตั้งแต่ พ.ศ. 2509 เรื่อยมา ปรากฏว่าไม่พบร่องรอยการครอบครองทำประโยชน์ในพื้นที่ดังกล่าวมาก่อนแต่อย่างใด อีกทั้งยังสอดรับกับคำให้การของพยานบุคคล ที่ให้การยืนยันว่าสภาพพื้นที่บริเวณที่เกิดเหตุ ไม่มีการครอบครองทำประโยชน์มาก่อนแต่อย่างใด สภาพพื้นที่มีลักษณะเป็นพื้นที่เขาและภูเขา มีความลาดชันสูงเกินกว่า 35 % (19.29องศา) มีต้นไม้ใหญ่ปกคลุมเต็มพื้นที่
กระทั่ง 16 ก.ย.2565คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงฯ รายงานผลการตรวจสอบให้ ผวจ.ระนอง ว่า หนังสือรับรองการทําประโยชน์ น.ส.3ก. ทั้ง 21 ฉบับ รวมถึงบริเวณที่เกิดเหตุ เป็นการออกเอกสารโดยมิชอบ เนื่องจากไม่สอดคล้องกับเอกสาร ตำแหน่งที่ตั้งและพิกัด รวมถึงวิธีการได้มาซึ่งหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตามประมวลกฎหมายที่ดิน และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง จึงมีมติให้หน่วยงานเกี่ยวข้องดำเนินการดังนี้ 1.ดำเนินการทางปกครอง ตามกฎหมายที่ดิน มาตรา61 ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองให้พิจารณาคำสั่งทางปกครองที่มิชอบ รวมถึงให้มีคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวพื้นที่เกิดเหตุการการพิพากษา 2. ดำเนินการทางอาญานำตัวผู้กระทำความผิดที่มีส่วนเกี่ยวข้องมาลงโทษทางอาญาและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และ3.ดำเนินการเฝ้าระวังมิให้เกิดการกระทำผิดในพื้นที่
นายชัยวัฒน์ ยังระบุ ด้วยว่า ประเด็นปัญหาการถือครองของบริษัทนิติบุคคลจำนวน 3 บริษัท รวมถึงชาวบ้านอีก 72 ราย ได้มาหลังจากที่มีการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เมื่อปี 2532-33 ที่เป็นการออกเอกสารหลังการประกาศเขตอุทยานฯ จึงต้องให้ความเป็นธรรมกับบุคคลที่มีเอกสารสิทธิด้วย แต่ก็ต้องดูเจตนาในการครอบครองที่ดินด้วยว่ามีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร แต่เบื้องต้นพบว่ามีการใช้เอกสารสิทธิที่มี เข้าไปเพื่อตัดไม้ออกจากป่า การกระทำของบางกลุ่มตัดไม้จากในพื้นที่ป่ามาสวมสิทธิ์ ถือเป็นการกระทำที่ท้าทายกฎหมายโดยไม่เกรงกลัว ที่สำคัญ บริษัทที่ถือครองที่ดินมีความเกี่ยวเนื่องกับ ความพยายามถือครองที่ดินในพื้นที่ จ.ชุมพร ดังนั้นจึงต้องดูเหตุผลที่แท้จริงว่า “กลุ่มบริษัท”ที่ถือครองมีความต้องการในการพัฒนาที่ดินหรือเพียงเพราะต้องการทำลายป่าไม้
ที่สำคัญข้อมูลจากสำนักงานที่ดิน จ.ระนอง ระบุชัดถึงปัญหาการออก น.ส.3ก. โดยมิชอบด้วยกฎหมาย 16 แปลง ผลการตรวจสอบพบว่ า ออกโดยไม่มีหลักฐานแจ้งการครอบครอง ถูกออกไปโดยคาดเคลื่อนและไม่ชอบด้วยกฎหมาย สาเหตุเนื่องจากที่ดินดังกล่าวอยู่ในเขตภูเขาและมีความลาดชันเกิน 35% ซึ่งเป็นเขตหวงห้ามตามประกาศกระทรวงมหาดไทยและมติคณะรัฐมนตรีที่ห้ามมิให้ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ การดำเนินการได้ส่งเรื่องให้กรมที่ดินเพิกถอนเอกสารสิทธิ ตามมาตรา61 กฎหมายที่ดินแล้วตั้งแต่วันที่ 9 ตุลาคม 2567 ส่วนการตรวจสอบ น.ส.3 ก. แปลงอื่นๆนั้น ยังอยู่ในระหว่างออกโดยชอบกฎหมายหรือไม่ แต่ยังมีอุปสรรคไม่มีพิกัดตำแหน่งของเอกสารประกอบที่ชัดเจนจึงไม่สามารถส่งให้สถานีพัฒนาที่ดินเขต 11 ตรวจสอบพื้นที่ภูเขาหรือความลาดชันได้ ตอนนี้ความหวังในการแก้ไขปัญหาอยู่ที่หน่วยงานเกี่ยวข้องจะดำเนินการได้รวดเร็วขนาดไหน เพราะหมายถึงจะได้ช่วยกันรักษาป่าไม้เอาไว้ให้ได้มากที่สุด.