พีดีเฮ้าส์ส่ง “เอคิวโฮม” สู้ศึกอสังหาฯ รับมือเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ชูจุดขายบ้าน 2 ล้านพรีแฟบเสร็จไว 4 เดือน
วิกฤตสงครามอ่าวฯ ฉุดเชื่อมั่นผู้บริโภค ดันเทรนด์ “หั่นงบสร้างบ้าน” สู่ระดับแมส 2-3 ล้านบาท ดีดแบรนด์ลูกรุกต่างจังหวัด นำระบบ Load-Bearing Wall ยกระดับบ้านพรีแคสรายแรกในตลาดระดับล่าง เจาะ New Gen และกลุ่มเกษียณอายุ มั่นใจความเร็วและมาตรฐานบริหารจัดการต้นทุนคือทางรอดธุรกิจ
2 เมษายน 2569 - ภาวะความตึงเครียดจากสงครามอ่าวเปอร์เซียที่ยืดเยื้อกลายเป็นปัจจัยหลักที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจโลกเข้าสู่สภาวะชะลอตัว ส่งผลกระทบโดยตรงต่อดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในภาคอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจรับสร้างบ้านที่ต้องเผชิญกับความผันผวนของต้นทุนวัสดุก่อสร้างและค่าขนส่งอย่างหนัก ส่งผลให้พฤติกรรมผู้บริโภคปรับตัวสู่โหมดประหยัด มีการตัดสินใจลดงบประมาณการสร้างบ้านลงเพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงินในครัวเรือน
บริษัท พีดี เฮ้าส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด และ กลุ่มบริษัท ปทุมดีไซน์ ดีเวลลอป จำกัด ผู้เชี่ยวชาญในธุรกิจรับสร้างบ้านกว่า 3 ทศวรรษ ประกาศปรับกลยุทธ์เชิงรุกเพื่อรับมือกับความท้าทายดังกล่าว ด้วยการนำแบรนด์ลูก“เอคิวโฮม” (AQ Home) กลับมาบุกตลาดอีกครั้ง โดยมุ่งเน้นการขยายฐานสู่ตลาดแมสในพื้นที่ต่างจังหวัด ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความต้องการจริง (Real Demand) แต่มีความไวต่อปัจจัยด้านราคาและงบประมาณ
นางสาวจิราภา สุวรรณสุต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีดี เฮ้าส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ระบุถึงสถานการณ์ปัจจุบันว่า “จากสภาวะสงครามอ่าวฯ ที่ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันและอัตราเงินเฟ้อ เราพบว่ากลุ่มลูกค้าที่มีแผนจะสร้างบ้านระดับราคา 4-6 ล้านบาท เริ่มปรับลดสเกลลงมาเหลือเพียง 2-3 ล้านบาท ขณะเดียวกันกลุ่มที่มีความต้องการบ้านหลังแรกในต่างจังหวัดก็มองหาผู้รับสร้างบ้านที่มีความน่าเชื่อถือ เพื่อป้องกันปัญหาการทิ้งงานท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจ”
กลยุทธ์สำคัญของ เอคิวโฮม คือ การนำเสนอแบบบ้านชั้นเดียวซีรีส์ใหม่ 6 แบบ ในระดับราคาเริ่มต้นเพียง 2 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นช่วงราคาที่ตลาดมีความต้องการสูงสุด (Sweet Spot) โดยใช้ความเชี่ยวชาญระดับมืออาชีพมาปรับสเกลให้เข้ากับงบประมาณที่จำกัด แต่ยังคงรักษามาตรฐานการก่อสร้างและฟังก์ชันการใช้งานอย่างครบถ้วน
หัวใจหลักของการขับเคลื่อนต้นทุนให้มีประสิทธิภาพคือการนำเทคโนโลยี “โครงสร้างสำเร็จรูปแบบผนังรับน้ำหนัก” (Load-Bearing Wall) มาใช้ ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ปกติจะจำกัดอยู่ในกลุ่มบริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ที่ก่อสร้างบ้านระดับราคาสูง พีดีเฮ้าส์จึงนำระบบดังกล่าวมาปฏิวัติการสร้างบ้านระดับราคา 2-3 ล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานและลดระยะเวลาการก่อสร้าง
นางสาวจิราภา ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับช่องว่างทางการตลาด ว่า “ปัจจุบันระบบโครงสร้างสำเร็จรูปแบบผนังรับน้ำหนัก (Load-Bearing Wall) พบว่าในตลาดรับสร้างบ้านมีเฉพาะบริษัทอสังหาฯ รายใหญ่เท่านั้นที่นำมาใช้ในการก่อสร้างบ้านระดับราคา 5-10 ล้านบาทขึ้นไป บริษัทฯ จึงมองเห็นช่องว่างและโอกาสในการรุกขยายตลาดบ้านระดับราคา 2-3 ล้านบาท ด้วยเทคโนโลยีก่อสร้างแบบเดียวกับบ้านขนาดใหญ่”
ทางด้าน นายพงศธร พรขุนทด กรรมการผู้จัดการ บริษัท ปทุมดีไซน์ดีเวลอป 2019 (นครราชสีมา) จำกัด ชี้ให้เห็นถึงเป้าหมายการขยายตัวในส่วนภูมิภาคว่า เอคิวโฮม จะเน้นเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เริ่มสร้างครอบครัว (Young Family) และกลุ่มผู้เกษียณอายุ (Retiree) ที่ต้องการบ้านขนาดกะทัดรัด ดูแลง่าย โดยระบบสำเร็จรูปจะช่วยเร่งการส่งมอบบ้านได้ภายในเวลาเพียง 4-6 เดือน (Speed to Home) ซึ่งเร็วกว่าการก่อสร้างระบบเดิมอย่างมาก
นายพงศธร กล่าวสรุปถึงทิศทางอุตสาหกรรมท่ามกลางวิกฤต ว่า “เรามั่นใจว่าการปัดฝุ่นแบรนด์ เอคิวโฮม และการนำระบบ Load-Bearing Wall มาใช้อย่างเต็มรูปแบบ จะเป็นการยกระดับมาตรฐานการสร้างบ้านเองในประเทศไทยให้ผู้บริโภคในต่างจังหวัดได้มีบ้านที่มีคุณภาพดีในราคาที่เป็นธรรม แม้ในสภาวะที่เศรษฐกิจโลกจะมีความผันผวนเพียงใดก็ตาม”
การเคลื่อนไหวครั้งนี้ เป็นการส่งสัญญาณถึงอุตสาหกรรมรับสร้างบ้านว่า การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) และการปรับใช้นวัตกรรมคือทางรอดเดียวในยุควิกฤตพลังงานและแรงงานขาดแคลน เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจในระยะยาว