โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

โซลาร์ฟาร์มลอยน้ำ อินโดนีเซีย เปิดตัวโครงการโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำ ใหญ่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

The Structure

อัพเดต 10 พ.ย. 2566 เวลา 20.05 น. • เผยแพร่ 10 พ.ย. 2566 เวลา 13.05 น. • The Structure

รัฐบาลอินโดนีเซียเปิดตัวโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบลอยน้ำ หรือโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อเพิ่มทางเลือกมากขึ้นในการเปลี่ยนมาใช้พลังงานหมุนเวียนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

โซลาร์ฟาร์มลอยน้ำ “จิราตา” (Cirata Floating Solar Farm) ซึ่งคาดว่าจะผลิตไฟฟ้าได้เพียงพอสำหรับ 50,000 ครัวเรือน สร้างขึ้นบนอ่างเก็บน้ำขนาด 200 เฮกตาร์ (1,250 ไร่)ในจังหวัดชวาตะวันตก ห่างจากกรุงจาการ์ตาประมาณ 130 กิโลเมตร

“วันนี้ถือเป็นวันแห่งประวัติศาสตร์ เพราะความฝันอันยิ่งใหญ่ของเราในการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนขนาดใหญ่เป็นจริงแล้ว… อินโดนีเซียสามารถสร้างโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก”ปธน.โจโก วิโดโด ของอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นประธานในงานเปิดตัว กล่าว

โครงการดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่างบริษัทไฟฟ้าแห่งชาติของอินโดนีเซีย (PLN) และบริษัทพลังงานหมุนเวียน “มาสดาร์” (Masdar) ที่มีฐานในอาบูดาบี โดยใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 3 ปี ด้วยเงินลงทุนราว 100 ล้านดอลลาร์ (3,577 ล้านบาท)

โซลาร์ฟาร์มลอยน้ำ “จิราตา” ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่เขียวชอุ่มที่ล้อมรอบด้วยนาข้าว โดยได้รับทุนสนับสนุนจากธนาคาร Sumitomo Mitsui Banking Corporation, Societe Generale และ Standard Chartered ประกอบด้วยแผงโซลาร์เซลล์กว่า 340,000 แผง มีกำลังการผลิตสูงสุด 192 เมกะวัตต์ (MWp) และผลิตไฟฟ้าได้เพียงพอสำหรับจ่ายไฟฟ้าให้กับพื้นที่เมืองจิราตา

วิโดโด ยังกล่าวด้วยว่า จะมีการขยายกำลังการผลิตเป็น 500 เมกะวัตต์ ขณะที่ PLN มั่นใจว่าจะขยายกำลังการผลิตได้มากถึง 1,000 เมกะวัตต์

ทั้งนี้ รัฐบาลอินโดนีเซีย ตั้งเป้าลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี 2603

นอกจากนี้ ยังพยายามที่จะบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคพลังงานให้เป็นศูนย์ภายในปี 2593 เพื่อแลกกับการจัดหาเงินทุนภายใต้โครงการ Just Energy Transition Partnership (JETP) มูลค่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 7.15 แสนล้านบาท)

ภายใต้แผนดังกล่าว รัฐบาลอินโดนีเซียให้คำมั่นว่าจะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนในภาคพลังงานให้เหลือระดับสูงสุด 250 ล้านเมตริกตันภายในปี 2573 ลดลงจากระดับสูงสุดก่อนหน้านี้ที่ 290 ล้านเมตริกตัน

“เราหวังว่าจะมีการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนมากขึ้นในอินโดนีเซีย เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานน้ำ พลังงานลม และพลังงานความร้อนใต้พิภพ” วิโดโด กล่าว

อย่างไรก็ตาม พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมต่างมีสัดส่วนไม่ถึง 1% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด เนื่องจากอินโดนีเซียยังคงพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นหลัก

อินโดนีเซียตั้งเป้าที่จะเพิ่มกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนเป็นร้อยละ 23 ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด ภายในปี 2568 แต่วิโดโด ยอมรับว่าอาจไม่บรรลุเป้าหมายดังกล่าวเนื่องจากความล่าช้าที่เกิดจากการระบาดใหญ่ของโควิด-19

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลอินโดนีเซียได้ให้คำมั่นว่าจะหยุดสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่ อย่างไรก็ดี การพัฒนาโรงไฟฟ้าถ่านหินบนเกาะชวาในปัจจุบันก็ยังคงดำเนินต่อไป แม้จะมีเสียงทักท้วงจากนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมก็ตาม

อินโดนีเซียยังพยายามวางตำแหน่งตัวเองเป็นผู้เล่นหลักในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV)ในฐานะผู้ผลิตนิกเกิลรายใหญ่ที่สุดของโลก อย่างไรก็ตาม สวนอุตสาหกรรมบางแห่งกลับใช้พลังงานมหาศาลจากถ่านหินในการถลุง ซึ่งสวนทางกับเป้าหมายในการลดมลพิษของรัฐบาล

(1 ดอลลาร์ = 35.77 บาท)

ที่มา:

[1] https://www.channelnewsasia.com/sustainability/indonesia-largest-solar-farm-southeast-asia-green-energy-3909256

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...