คู่ชะตาบันดาลรัก [นิยายแปล]
ข้อมูลเบื้องต้น
คู่ชะตาบันดาลรัก [นิยายแปล]
เหตุชะตาถึงฆาตทำให้วิญญาณของ 'หมิงเวย' หญิงสาวผู้มีวรยุทธ์เก่งกล้า ย้อนเวลามาอยู่ในร่างของคุณหนูเจ็ดแห่งตระกูลหมิงผู้อ่อนแอ
แต่เรื่องราวกลับไม่ง่ายเมื่อทันทีที่ลืมตา นางกลับพบว่าในสวนอวี๋ฟางที่นางและฮูหยินสามผู้เป็นมารดาอาศัยอยู่นั้นมีสิ่งอัปมงคล!
สองแม่ลูกเชื่อว่าสิ่งนี้อาจเกี่ยวพันกับไสยศาสตร์มืด จึงได้ลงมือสืบความจริงของเรื่องนี้อย่างลับๆ
และยิ่งตามสืบปริศนามากมายที่เกิดขึ้นในจวนและตระกูลหมิงแห่งนี้… กลับยิ่งเจอความลับอันดำมืดที่ซุกซ่อนอยู่
แต่ท่ามกลางความมืดมิดและสิ่งชั่วร้าย โชคชะตากลับลิขิตให้หญิงสาวได้ไขประตูสู่ความจริง… รวมถึงนำไปสู่ความรัก!
นับตั้งแต่ที่ 'หยางชู' เหลนของฮ่องเต้จอมเสเพลแฝงกายมายังเมืองที่นางอาศัยอยู่เพื่อภารกิจบางอย่าง
นางและเขาจึงได้ตกลงร่วมกันทำภารกิจไขปริศนา แต่หารู้ไม่ว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นอาจเป็นไปเพราะโชคชะตารักบันดาลอยู่เบื้องหลัง!
*** ลิขสิทธิ์ถูกต้องภายใต้บริษัท Ink Stone Entertainment ***
ได้รับลิขสิทธิ์ออนไลน์ (Digital license) สำหรับแปลขายลงบนเว็บไซต์ได้อย่างถูกลิขสิทธิ์ 100%
เจ้าของลิขสิทธิ์ต้นฉบับ : China Literature
เรื่อง : คู่ชะตาบันดาลรัก
ผู้เขียน : อวิ๋นจี๋
ผู้แปล : Xiaolynn
ปก : Whither
---
[乘鸾] / [云芨]
©2021 Ink Stone Entertainment Co., Ltd. All rights reserved.
Thai translation rights arranged with China Literature by Ink Stone Entertainment Co., Ltd.
บทนำ
เกิด ณ เจียงหนาน สิ้นชีพ ณ เป่ยหมาง
หมิงเวยยืนอยู่ในโรงเตี๊ยมใต้ภูเขา สายตาทอดมองไปยังเขาหมางซานที่ราวกับเป็นแหล่งรวมของหยกขาว
เขาหมางซานอยู่ทางตอนเหนือของเมืองลั่วอี้ซึ่งเป็นสถานที่ฝังศพของฮ่องเต้ในอดีต มองจากตรงนี้ ภูเขาทุกลูกล้วนมีร่างของฮ่องเต้ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังจนกลายเป็นประวัติศาสตร์ฝังอยู่
เป็นสถานที่ที่รวมเหล่ามังกรดังสมคำร่ำลือจริงๆ
“แม่นาง ช่วงนี้หิมะตกอย่างน้อยสิบวัน หากแม่นางต้องการขึ้นเขา ทำไมไม่รออีกสองเดือนเล่า ถึงเวลานั้นหิมะคงละลายและมีทางให้ขึ้นแล้ว!” เถ้าแก่เนี้ยกล่าวกับนาง
หมิงเวยส่ายหน้า “หากรออีกสองเดือน คงไม่ทันแล้ว”
เถ้าแก่เนี้ยต้องการเกลี้ยกล่อมอีกครั้ง แต่พอได้ยินเสียงกระแอมอย่างหนักของสามีที่ส่งสายตาอ่านยากมาให้ นางจึงกลืนคำที่อยากพูดลงคอพร้อมถอยออกไป
หมิงเวยส่ายหน้า นางรู้ดีอยู่แก่ใจ
ตอนนี้ทั่วหล้ากำลังสับสนวุ่นวายมากขึ้น เป็นเรื่องยากอย่างยิ่งสำหรับคนทั่วไปที่จะใช้ชีวิต ที่เขาหมางซานที่มีสุสานของฮ่องเต้มากมายนับไม่ถ้วนนี้ก็มีบางคนที่อยากลองเสี่ยงอยู่
โรงเตี๊ยมแห่งนี้ ตั้งอยู่บนเชิงเขาหมางซาน ใครอยากขึ้นเขาก็แวะมาพักที่นี่ได้
เขาไม่มีทางบอกผู้คนที่อาศัยอยู่ในโรงเตี๊ยมตอนนี้หรอกว่ามันเป็นถ้ำของโจร
เถ้าแก่ก็มองนางเป็นหนึ่งในนั้น
แน่นอนว่านางไม่ใช่ จุดประสงค์ที่นางมาที่นี่ไม่ใช่เพื่อมนุษยธรรม
ใต้หล้าตกอยู่ในความสับสนวุ่นวาย คนชั่วบุกเข้ารุกราน นับตั้งแต่การรุกรานของเป่ยหูเมื่อสิบปีก่อน แคว้นฉีถูกกลืนกิน ภูเขาแม่น้ำราวกับถูกดึงตกลงสู่นรก
ในสิบปีที่ผ่านมาท่านอาจารย์วิ่งไปทุกที่ แต่ก็ไม่สามารถกลับไปสวรรค์ได้
หลังท่านอาจารย์สิ้นไป หมิงเวยค้นหาบันทึกของเขาแล้วพบว่าในช่วงปีแรกๆ เขาได้ทิ้งวิชาสวรรค์ชุดหนึ่งเอาไว้ นางสอบถามอยู่หลายที่ ค้นหาคัมภีร์โบราณทั่วทุกมุม จนในที่สุดก็พบวิธีที่จะย้อนเวลากลับไปได้
นางนึกถึงดวงชะตาที่นางดูไปเมื่อคืน
กลุ่มดาวใหญ่กำแพงวังหลวง หลบซ่อน กลุ่มดาวเจิ้งเหย้ามืดสลัว กลุ่มดาวฝู่เหย้ากระจัดกระจาย ความโกลาหลเกิดขึ้นเป็นเวลาสิบปี
แต่ในอนาคตอันใกล้พลังของดวงดาวจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย
ถึงเวลานั้น ด้วยพลังของดวงดาวบนท้องฟ้า ยืมพลังของมังกรใต้หล้าเพื่อกระตุ้นการเกิดวิชาสวรรค์ นางจะสามารถคว้าโอกาสที่จะเปลี่ยนโชคของใต้หล้าและเปลี่ยนชะตากรรมของท่านอาจารย์ในเวลาเดียวกัน
เมื่อนึกถึงท่านอาจารย์ นางจะจับแผ่นป้ายที่อยู่ตรงเอว
พลังแห่งดวงดาวจะมาอีกครั้งในอีกหนึ่งร้อยปีข้างหน้า ซึ่งนางรอไม่ไหว ยิ่งไปกว่านั้นหลังจากการตายของท่านอาจารย์ นางถูกศัตรูไล่ล่าและตอนนี้นางยังได้รับบาดเจ็บอีก หากล่าช้าไปกว่านี้ นางเกรงว่าศัตรูที่ไล่ตามนางจะรู้ว่าตนอยู่ที่ไหน
นี่เป็นโอกาสเพียงหนึ่งเดียว และนางจะยอมแพ้ไม่ได้!
วันรุ่งขึ้น วันรุ่งขึ้นนางต้องไปที่ภูเขา!
อาจเป็นพระเจ้าที่ทรงเห็นใจ วันรุ่งขึ้นหิมะจึงตกไม่หนัก
หมิงเวยรับเตาอุ่นมือกับอาหารเครื่องดื่มจากเถ้าแก่เนี้ยแล้วก้มศีรษะขอบคุณ
เถ้าแก่เนี้ยยิ้มและพูดว่า “แม่นางโปรดระวังตัวด้วย หิมะยังตกอยู่ ถนนก็ลื่น อย่าส่งเสียงดัง หากหิมะถล่ม เทพเจ้าคงไม่สามารถช่วยเหลือได้”
“ข้าจะจำคำแนะนำของท่านไว้”
หมิงเวยออกจากโรงเตี๊ยมแล้วเดินไปตามถนนที่เต็มไปด้วยหิมะ
ทันทีที่นางออกไป ห้องชั้นบนหลายห้องก็เปิดออกพร้อมกัน และชายร่างใหญ่หลายคนก็ถือดาบก้าวลงมาชั้นล่าง
“พี่ใหญ่ นางขึ้นเขาไปแล้ว!”
ชายตาเดียวท่าทางดุร้ายพูดขึ้น “ไป! ตามนางไป!”
น้องเล็กพูดลังเล “หิมะตกหนักขนาดนี้ ไม่เสี่ยงไปหน่อยหรือ”
เมื่อมองไปยังถนนบนภูเขาที่หมิงเวยหายตัวไปเขาก็ยิ้มอย่างมุ่งร้าย “เจ้าเห็นป้ายที่เอวของนางหรือไม่ นั่นเป็นป้ายคุ้มกันซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของปรมาจารย์แห่งชีวิต เจ้ารู้ไหมว่าปรมาจารย์แห่งชีวิตคือใคร”
“ปรมาจารย์แห่งชีวิตเป็นชื่อเรียกของเสวียนชื่ออันดับหนึ่งในใต้หล้า” น้องเล็กคนนั้นลังเล “พี่ใหญ่ พวกเราไม่ขึ้นไปได้หรือไม่”
“เหลวไหล!” ฝ่ามือของชายตาเดียวฟาดเข้าไปหนึ่งฉาด “อากาศหนาวเช่นนี้ นางอยู่ที่นี่มาสองสามวันแล้ว แต่กลับไม่ดื่มสุราเลยสักหยด ซ้ำยังดื่มแต่ยาทุกวัน นางคงไม่สบายหรือได้รับบาดเจ็บ! แล้วอีกอย่าง นางอายุมากขนาดนี้แล้ว จะมีทักษะแค่ไหนกัน ในยุทธภพไม่เคยได้ยินชื่อของนาง แต่นางกลับเป็นผู้สืบทอดที่เพิ่งถูกเลือกโดยปรมาจารย์แห่งชีวิตรุ่นก่อน หากเราแย่งป้ายคุ้มกันนั่นมาได้ เราก็จะสามารถออกคำสั่งกับเสวียนชื่อทั่วหล้าได้!”
คำพูดนั้นทำให้น้องเล็กรู้สึกตื่นเต้น หากพวกเขาสามารถออกคำสั่งให้กับเสวียนชื่อทั่วหล้าได้ พวกเขาก็สามารถเค้นสมองหาหนทางเข้าไปขโมยทองคำในสุสานได้สินะ
“ไปๆๆ รีบตามไปเร็ว!”
ชายร่างใหญ่กลุ่มหนึ่งรีบออกไป
เถ้าแก่เนี้ยได้ยินอย่างชัดเจน นางถอนหายใจอย่างรู้สึกสมเพช “นั่นเป็นชีวิตคนหนึ่งชีวิต แม่นางคนนั้นน่าเสียดายจริงๆ”
นางส่ายหัวและไปทำงานต่อ
ในโลกที่สับสนวุ่นวายนี้ การเอาตัวรอดให้มีชีวิตอยู่ไม่ใช่เรื่องง่าย ใครจะมีเวลาดูแลเรื่องของคนอื่นกันเล่า
……..
ปีนเขาที่เต็มไปด้วยหิมะตลอดทาง สุดท้ายหมิงเวยก็เดินทางมาถึงไหล่เขา
เมื่อมองไปรอบๆ นางเห็นภูเขาที่มีแต่หิมะสีขาว ยากที่จะแยกแยะ
บันทึกของท่านอาจารย์เขียนไว้ว่า ใจกลางของวิชาสวรรค์อยู่ในสถานที่ภูเขาโอบล้อมพิทักษ์ มังกรทั้งห้าดื่มวารี
เขาหมางซานไม่ใช่เล็กๆ นางตัวคนเดียวคงต้องใช้เวลาสามถึงห้าเดือนในการค้นหาใจกลาง
โชคดีที่ท่านอาจารย์เคยบอกไว้ว่าเขาเคยไหว้วานให้สหายคนหนึ่งช่วยปกป้องวิชาที่นี่ ขอเพียงหาเขาผู้นั้นเจอ ก็จะหาใจกลางพบ
มีเสียงกรอบแกรบดังขึ้น นางจึงหยุดฝีเท้า
ใบมีดแหลมพุ่งทะลุอากาศเข้ามาจากด้านหลัง
นางกดขลุ่ยที่เอวค้างไว้ หยิบหิมะขึ้นมาแล้วขว้างมันออกไป
หิมะนั้นเดิมทีทั้งบางและเบา แต่ที่นางโปรยออกไปนั้นเปรียบเสมือนอาวุธลับ โจมตีโดยเป้าหมายได้หลายคน
พวกโจรขโมยทองที่ตามนางมาตลอดทางล้วนโดนนางโจมตีใส่ทั้งหมด
หมิงเวยยิ้ม “เป็นพวกเจ้าเองหรือ!”
เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานางอยู่ที่โรงเตี๊ยม แน่นอนว่าได้พบเจอกับพวกเขา น้ำเสียงของนางนั้นนุ่มนวลราวกับทักทายกันตามปกติ
พวกโจรตกใจกลัว หนึ่งเพราะวิธีการยกที่ราวกับยกของเบาของนาง สองเพราะชื่อเสียงของปรมาจารย์แห่งชีวิต
ชายตาข้างเดียวเห็นนางมีท่าทีสงบนิ่งไม่แสดงอาการประหลาดใจ ใจเขาเต้นรัวราวกับตีกลอง แต่เขาเหลือบไปเห็นป้ายคุ้มกันที่เอวของหมิงเวย แล้วความคิดชั่วร้ายก็เพิ่มขึ้นจากความกล้า
หากขโมยป้ายนั้นมาได้ ภายภาคหน้าเขาก็จะกลายเป็นที่หนึ่งของเสวียนชื่อในใต้หล้า!
“แม่นางส่งป้ายนั่นมาให้แต่โดยดีเถิด แล้วพวกเราจะปล่อยท่านไป!”
หมิงเวยถอนหายใจ นางไม่คาดคิดว่าในถิ่นทุรกันดารเช่นนี้จะมีคนรู้จักป้ายคุ้มกันด้วย แต่คาดไม่ถึงยิ่งกว่านั้นก็คือคนเซ่อสองคนนี้มีความคิดกล้าขโมยป้ายคุ้มกันไป
ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่คนธรรมดาไม่กล้าทำ
“พวกเจ้าลงเขาไปเถอะ ข้ามีเรื่องสำคัญเกี่ยวกับใต้หล้าที่ต้องจัดการ” นางพูดอย่างใจเย็น
ชายตาเดียวหัวเราะเสียงดัง “เกี่ยวกับใต้หล้างั้นหรือ ช่างดูยิ่งใหญ่เสียจริง พวกเจ้ารีบขึ้นไปเร็ว ไปแย่งป้ายนั่นมาให้ได้ แล้วพวกเราจะได้อยู่ดีกินดี!”
“ขึ้นๆๆ!” พวกโจรต่างรีบวิ่งขึ้นไป
…………….
ไม่คิดว่าพอเดินมาถึงประตู จะต้องมาพลิกเรือในท่อระบายน้ำ เช่นนี้
หมิงเวยกดบาดแผลที่เอวของตนไว้แน่น พยายามเดินเตาะแตะขึ้นไป
นางไม่สามารถลงเขาได้ เช่นนั้นนางจะต้องพลาดโอกาสนี้อย่างแน่นอน
แต่นางรู้ตัวดี อากาศเย็นเช่นนี้ มีแต่เจ็บกับเจ็บ และอาจค้นหาใจกลางไม่เจอ
ทำได้เพียงเดิมพันด้วยชีวิต
เสี่ยงเดิมพันด้วยชีวิตของนาง ชีวิตของท่านอาจารย์และคนทั้งใต้หล้า
ท่านเทพบนสวรรค์ ขอเวลาให้นางมากกว่านี้เถิด…
หิมะตกหนักมากขึ้นเรื่อยๆ นางลื่นล้มลงกับพื้น แขนขานางแข็งไปหมดจนไม่สามารถลุกขึ้นได้
ทิวทัศน์ตรงหน้านางพร่าเลือน…
ในความพร่าเลือนนั้น มีสองมือยกนางขึ้นจากหิมะแล้วพานางขึ้นขี่บนหิมะ
เมื่อสติของนางกลับมา ก็พบว่าตัวเองนอนอยู่ใต้แสงดาวบนยอดเขา
น้ำไหลผ่านใต้ร่างนางเสียงดัง ติ๊ง ติ๊ง
ภูเขาโอบล้อมพิทักษ์ มังกรทั้งห้าดื่มวารี
นางมองเห็นไม่ชัดเจนเนื่องจากดวงตาอักเสบจากแสงอาทิตย์ที่สะท้อนกับหิมะ จึงเห็นเพียงเงาร่างสูงโปร่ง ผมสีขาวสวมเสื้อตัวยาว เขาก้มหน้าลูบขลุ่ยของนาง
“เจ้าเป็นศิษย์ของเทียนซ่วนหรือ”
“ใช่เจ้าค่ะ…”
เทียนซ่วนคือท่านอาจารย์ของนาง เป็นปรมาจารย์แห่งชีวิตคนก่อน
“วิชาสวรรค์จะเริ่มขึ้นแล้ว เจ้าวางใจเถอะ”
“ขอบคุณ…ผู้อาวุโสเจ้าค่ะ”
ก่อนที่จะหมดสติ เหมือนนางจะเห็นกระบี่ยาวอยู่ตรงหน้าเขา
ตัวกระบี่สีแดง นามของกระบี่คือชื่อเซียว เป็นกระบี่แห่งคุณธรรมจักรพรรดิ ตามตำนานกล่าวว่าสิ่งนี้อยู่ในความครอบครองของราชวงศ์ฉีเหนือ
ท่านอาจารย์บอกว่า สหายของเขาคนนี้แซ่เจียงและเขาเกิดในราชวงศ์ฉีเหนือ
ถูกราชวงศ์อื่นรุกราน แผ่นดินถล่ม เขาอยู่ตัวคนเดียว คอยกวาดล้างเหล่าโจร ยุทธภพขนานนามเขาว่าเซียนกระบี่
เมื่อถึงเวลากลุ่มดาวก็ส่องสว่างขึ้น ชีพจรมังกร แห่งเขาหมางซานเริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลง
แสงดาวและลมหายใจมังกรพุ่งเข้ามารวมอยู่ที่แผ่นป้ายตรงเอวของนาง…
……………………………………………..
บทที่ 1 ตระกูลหมิง
หมิงเวยรู้สึกคอแห้งผากจึงตื่นขึ้นกลางดึก
ตอนนี้ยังคงเป็นช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ ความหนาวเย็นในตอนกลางคืนยังคงหนาวจัด เตาผิงในห้องร้อนจนตัวนางชุ่มไปด้วยเหงื่อ
นางยกมือขึ้นก่ายหน้าผาก ส่งเสียงออกมาอย่างแผ่วเบา แล้วทันใดนั้นก็มีคนลุกขึ้นมา
“คุณหนู ปวดเบาหรือเจ้าคะ หรือว่าอยากดื่มน้ำ”
หมิงเวยยกเปลือกตาที่แสนหนักอึ้งขึ้นแล้วมองสาวใช้ท่ามกลางแสงยามค่ำคืนที่มืดสลัว
สาวใช้นางนี้มีอายุประมาณสิบสี่สิบห้าปี อยู่ในวัยที่เหมาะสมในการออกเรือน ใบหน้าเกินครึ่งของนางเต็มไปด้วยจุดดำซึ่งดูน่าเกลียดมาก
การที่จะได้มาเป็นสาวใช้ตระกูลขุนนาง อย่างแรกต้องดูที่หน้าตาผิวพรรณ จึงเป็นเรื่องแปลกที่มีสาวใช้หน้าตาน่าเกลียดมาปรนนิบัติรับใช้เช่นนี้
ที่เป็นเช่นนี้เพราะมีสาเหตุอื่น
สถานะของหมิงเวยในตอนนี้ คือคุณหนูเจ็ดแห่งตระกูลหมิงตระกูลใหญ่ในเมืองตงหนิง
บิดาด่วนจากไป มารดาผู้เป็นหม้ายมีนางเป็นบุตรีเพียงคนเดียว
และนางยังเกิดมาไม่ฉลาดอีก
ฮูหยินสามผู้เป็นมารดาของคุณหนูเจ็ดพยายามคัดเลือกสาวใช้จากการทำนายดวงชะตาปาจื้อ อย่างหนัก และแล้วสาวใช้น่าเกลียดนามว่าตัวฝูจึงได้มาอยู่ข้างกายบุตรีของนาง
หมิงเวยชี้ที่ลำคอให้นางดู
เมื่อตัวฝูเข้าใจก็รินน้ำอุ่นแล้วประคองนางให้ลุกขึ้นนั่ง
หลังให้คุณหนูดื่มน้ำเรียบร้อย ตัวฝูก็เอ่ยเสียงเบา “ยามโฉ่วแล้ว อาการป่วยคุณหนูเพิ่งจะดีขึ้น นอนพักต่อเถอะเจ้าค่ะ”
เมื่อเห็นผู้เป็นนายจ้องไปที่มุมเตียงด้วยความตกตะลึง ดวงตานิ่งไม่ไหวติง นางจึงปลอบประโลมราวกับปลอบเด็กน้อย “คุณหนูอย่ากลัวเลยเจ้าค่ะ ตัวฝูอยู่นี่ ถ้ามีสิ่งชั่วร้ายเข้ามาตัวฝูจะไล่ไปให้หมดเลยเจ้าค่ะ!”
ตัวฝูมองคุณหนูหลับตาลง หายใจอย่างสม่ำเสมอ จากนั้นนางจึงกลับไปนอนอย่างวางใจ
หลังจากนั้นไม่นานนางก็หลับไป
หลายวันมานี้ หมิงเวยป่วย เหล่าสาวใช้ถูกเรียกใช้อย่างหนัก ตัวฝูเองก็ไม่ได้นอนหลับสบายมาหลายวันแล้ว
เมื่อตัวฝูนอนหายใจสม่ำเสมอ หมิงเวยที่หลับไปแล้วก็ลืมตาขึ้นอีกครั้ง สายตาจับจ้องไปที่มุมเตียง
ในสายตาของนาง ที่ตรงนั้นมีเงาสีเทากำลังสั่นไหวอยู่
เงาสีเทานั้นเงยหน้าขึ้นราวกับรู้สึกถึงการจ้องมองของนาง เผยให้เห็นใบหน้าที่เหมือนกับร่างกายนี้ราวกับแกะ แววตาเซื่องซึมผสมกับความตื่นตกใจ
นางคือคุณหนูเจ็ดแห่งตระกูลหมิงตัวจริง
หมิงเวยเปิดปากเอ่ยเสียงเบา “อย่ากลัวเลย รอข้าหายดีก่อน แล้วจะส่งเจ้าไปเกิดใหม่”
กล่าวจบนางก็ยกมือทำมุทรา
ม่านพลังเล็กๆ ปรากฏขึ้นต่อหน้าคุณหนูเจ็ด พลังวิเศษช่วยปลอบประโลมนาง คุณหนูเจ็ดแห่งตระกูลหมิงค่อยๆ หยุดสั่นและสงบลง
และหยวนชี่ที่นางรวบรวมมาอย่างยากลำบากก็ถูกเผาผลาญไปเช่นนี้เอง
นางหลับตาลงอย่างเหนื่อยล้าและเข้าสู่นิทราไปในที่สุด
พอย้อนเวลากลับไป นางรู้สึกเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ หลายวันมานี้นางใช้เวลาอยู่กับการนอนเป็นส่วนใหญ่
พอรู้สึกตัวขึ้นมาอีกที ท้องฟ้าก็สว่างแล้ว
ตัวฝูกำลังนั่งบรรจงปักผ้าอย่างตั้งใจอยู่ข้างเตียง
พอเห็นว่าหมิงเวยลืมตาขึ้นแล้ว นางก็วางอุปกรณ์เย็บปักในมือลงแล้วยิ้ม “คุณหนูตื่นแล้วหรือเจ้าคะ”
หมิงเวยส่งเสียงอืม
สาวใช้ด้านนอกพอได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวภายในห้องก็เดินเข้ามาหา “คุณหนูหลับสบายดีหรือไม่เจ้าคะ ยังปวดหัวอยู่หรือไม่เจ้าคะ”
พอหมิงเวยส่ายหน้า แม่นมก็สั่งให้เหล่าสาวใช้เข้ามาช่วยคุณหนูของนางอาบน้ำแต่งตัว
เพียงเวลาไม่นาน หมิงเวยที่อาบน้ำแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ถูกประคองให้เดินมาที่โต๊ะอาหารเพื่อรับประทานอาหารเช้า
ตัวฝูหยิบชามตะเกียบของตัวเองแล้วมานั่งข้างกายหมิงเวย คอยปรนนิบัติหยิบอาหารและเช็ดปากให้นางตลอดเวลา
หมิงเวยเข้ามาอยู่ในร่างนี้หลายวันแล้ว ถูกดูแลปรนนิบัติเช่นนี้มาโดยตลอด
ทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่านางเปรียบเสมือนตุ๊กตากระเบื้องอันล้ำค่า
นางท่องไปทั่วโลกกับท่านอาจารย์ของนางตั้งแต่ยังเล็ก รู้ดีว่าเกิดเป็นคนโง่ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนล้วนเป็นเรื่องที่น่าอับอาย
หากเป็นลูกของสามัญชนธรรมดา จักต้องเลี้ยงดูให้ดี หากปล่อยปละละเลยไม่ดูแลอาจจะถูกรังแกจนตายได้ แต่หากเป็นครอบครัวขุนนางก็จะใช้วิธีหลีกเลี่ยง หรือไม่ก็ขังตัวอยู่แต่ในเรือน หรือไม่ก็ถูกส่งตัวไปที่อื่น ไม่กล้าบอกให้ใครรับรู้
ใครเล่าจะเหมือนคุณหนูเจ็ดแห่งตระกูลหมิงที่ได้รับการดูแลเป็นอย่างดี มองจากภายนอกดูไม่ออกเลยว่าเป็นคนโง่
ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นฝีมือของฮูหยินสาม ผู้เป็นมารดาของคุณหนูเจ็ด
พอนึกถึงฮูหยินสาม หมิงเวยก็มองออกไปด้านนอก
แม่นมถงที่ดูแลนางอยู่ข้างกายเห็นอย่างนั้นจึงกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ฮูหยินไปดูแลกิจการเจ้าค่ะ เดี๋ยวท่านก็กลับมา”
หมิงเวยเอ่ยเสียงอ้อ จากนั้นก็ทานอาหารต่อ
นางทานอาหารช้ามาก อาจเป็นเพราะเพิ่งตื่นนอน การเคลื่อนไหวจึงยังไม่ประสานกัน ขนาดตะเกียบก็ยังคีบไม่มั่นคง
แต่ตัวฝูและแม่นมถงกลับดีใจมาก
นางทานอาหารเสร็จเรียบร้อยโดยไม่ทำข้าวต้มหกสักเม็ด ตัวฝูจึงดูไร้ประโยชน์ไปโดยสิ้นเชิง
พอเก็บชามข้าวเสร็จแล้ว ฮูหยินสามก็กลับมา
ฮูหยินเป็นหญิงที่งดงามและสง่างาม นางมีอายุมากกว่าสามสิบปีแต่เสน่ห์ในตัวนางกลับไม่ลดลงไปแต่อย่างใด เพราะนางเป็นหญิงหม้ายจึงสวมชุดเรียบง่าย บนศีรษะประดับแค่ปิ่นทองลายหงส์ ทว่ารูปร่างหน้าตาของนางนั้นยากที่จะลืม
หมิงเวยเดินท่องไปทั่วหล้า แต่ก็ไม่เคยเห็นหญิงใดงามเทียบเท่าผู้เป็นมารดามาก่อน
พอเห็นบุตรสาว ฮูหยินสามยกมุมปากขึ้นแล้วยิ้มอย่างเริงร่า “เสี่ยวชีทานเสร็จแล้วหรือ ชอบกับข้าวของวันนี้หรือไม่”
หมิงเวยพยักหน้าเบาๆ
รอยยิ้มของฮูหยินสามดูอบอุ่นขึ้น
แล้วนางก็เริ่มสนทนากับบุตรสาวในเรื่องธรรมดาทั่วไป อย่างเช่นฤดูใบไม้ผลิมาเยือนแล้ว อากาศอบอุ่นแล้ว พื้นหญ้าเริ่มเป็นสีเขียว นกเริ่มอพยพกลับเหนือ…ราวกับเด็กน้อยเรียนรู้ศัพท์
นี่เป็นบทเรียนที่คุณหนูเจ็ดตระกูลหมิงเรียนทุกวันในตอนเช้า เป็นเช่นนี้มาสิบกว่าปี ทำให้นางพอจะสนทนาง่ายๆ กับผู้อื่นได้บ้าง
หมิงเวยไม่รู้จะแสดงออกอย่างไรดี จึงทำได้เพียงแต่เงียบ
ฮูหยินสามลูบศีรษะนางแล้วถอนหายใจอย่างเงียบๆ
ในตอนนั้นเอง แม่นมถงก็พาใครคนหนึ่งเข้ามาในห้อง
“ฮูหยินเจ้าคะ แม่นางหลิวมาเจ้าค่ะ”
หมิงเวยหันไปมอง
ผู้ที่มาเป็นหญิงสาววัยสามสิบสี่สิบที่ดูมีความสามารถและประสบการณ์ ชุดที่นางสวมใส่เนื้อผ้าดีมาก แต่รอยเย็บกลับดูธรรมดา แค่ดูก็รู้ว่านางมาจากที่อื่น ไม่ใช่สาวใช้ในเรือน
นางยิ้มอย่างเป็นมิตร และก้าวไปทำความเคารพ “คารวะฮูหยิน คารวะคุณหนู”
ฮูหยินสามยิ้มแล้วพยักหน้า จากนั้นเรียกตัวฝูให้เข้ามาหา “พาคุณหนูไปเดินเล่นที่สวน แล้วอย่าเข้าใกล้น้ำล่ะ”
ตัวฝูรับคำ จากนั้นก็พาหมิงเวยออกไป
ตอนที่หมิงเวยเดินผ่านแม่นางหลิวนั้น นางได้กลิ่นควันจางๆ จึงหลุบตาลงแล้วก็พบว่าเล็บมือซ้ายของแม่นางหลิวมีสีเหลืองเล็กน้อย
มันคือร่องรอยของการรมควัน
สตรีที่สูบยาสูบมีน้อยมาก ปกติแล้วต้องมีสถานะที่พิเศษ
อย่างเช่น แม่หมอ
ตระกูลหมิงเชื่อในเรื่องนี้มาตลอดรุ่นสู่รุ่น นอกจากนี้ฮูหยินสามก็เป็นหญิงหม้าย ปกติแล้วนางจะทำตัวระมัดระวังมากเกินไปในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เหตุใดถึงต้องเชิญแม่หมอมาที่เรือนด้วยเล่า
“คุณหนู ทางนี้เจ้าค่ะ” เสียงของตัวฝูดึงสติของนางกลับมา
พวกนางยืนอยู่บนทางแยกสองทาง ตัวฝูพาหมิงเวยให้เดินไปทางด้านซ้าย
หมิงเวยเดินตามอย่างว่าง่าย แต่สายตากลับมองไปยังเส้นทางด้านขวา
ถนนสายนั้นนำไปสู่ทะเลสาบ
อ้อ จริงสิ ในช่วงพลบค่ำเมื่อไม่กี่วันก่อน คุณหนูเจ็ดแห่งตระกูลหมิงเจอเรื่องประหลาดที่ทะเลสาบ
………………………………………………
บทที่ 2 สวน
สวนอวี๋ฟางไม่ได้มีเรื่องราวน่าสยองขวัญเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก
เมื่อหลายปีก่อน หลังนายท่านสามสิ้นไปไม่นาน สวนอวี๋ฟางก็มีเหตุการณ์แปลกๆ เกิดขึ้น ผู้คนต่างเล่าลือกันว่า เพราะวิญญาณของนายท่านยังคงเป็นห่วงฮูหยินสามกับคุณหนู จึงยังวนเวียนและไม่ยอมจากไปไหน
ทว่านั่นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อสิบปีที่แล้ว
ศักราชหย่งเจียปีที่แปด นายท่านสามได้รับการแต่งตั้งให้ไปเป็นทูตเจรจา ณ ชนเผ่าชีหู แต่คาดไม่ถึงว่าจะเกิดเหตุการณ์นองเลือดขึ้นในราชสำนัก ทำให้แม้แต่ศพของท่านก็หาไม่พบ
ฮูหยินสามได้รับบันทึกเลือดของนายท่านสาม ความรู้สึกเจ็บปวดเสียดแทงหัวใจของนางจนแทบจะตายตามเขาไปด้วย ทว่านางก็ไม่อาจกลั้นใจทิ้งบุตรสาววัยห้าขวบได้ลง ทำได้เพียงกัดฟันอดทนเก็บกลั้นความรู้สึกเอาไว้ ต่อมานางได้ย้ายกลับไปอาศัยอยู่ที่เรือนหลังเก่าและเฝ้าเลี้ยงดูบุตรสาวอย่างทะนุถนอม
ไม่กี่เดือนต่อมาสวนอวี๋ฟางก็มีเหตุการณ์ประหลาดเกิดขึ้น
ซึ่งเรื่องจะเป็นอย่างไรต่อไป ก็ยังมิอาจคาดเดา
ตระกูลหมิงเป็นครอบครัวนักปราชญ์ เป็นศิษย์ที่ฉลาดและปฏิบัติตามคำสอนของขงจื๊อ
ไม่คาดคิดว่าชีวิตที่ดำเนินไปอย่างปกติสุขมานานนับสิบปี สวนอวี๋ฟางจะกลับมาเกิดเรื่องประหลาดขึ้นอีกครั้ง
ในคราแรก เหล่าสาวใช้ต่างพบเจอกับเงาประหลาด ต่อมามีกลิ่นเหม็นไม่ทราบที่มาลอยคละคลุ้งอยู่ทั่วทุกบริเวณ และสุดท้ายคือคุณหนูเจ็ดแห่งตระกูลหมิงเองก็ได้พบเจอกับวิญญาณ
ฮูหยินสามต้องเป็นหม้ายทั้งที่ยังสาว จิตใจของนางจึงมีไว้เพียงเพื่อบุตรสาวคนเดียวเท่านั้น คุณหนูเจ็ดล้มป่วยจากอาการตกใจ แม้จะผ่านไปหลายคืนหลายวันนางก็ยังไม่ยอมหลับตา แต่เมื่อเห็นว่าอาการของนางดีขึ้นอย่างช้าๆ ฮูหยินสามจึงได้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
แต่ฮูหยินสามหารู้ไม่ ว่าความจริงแล้วคุณหนูเจ็ดไม่ได้อาการดีขึ้นแต่อย่างใด
ในตอนที่หมิงเวยปรากฏตัวขึ้น คุณหนูเจ็ดตกใจกลัวมากจนวิญญาณแยกออกจากร่างไป และสูญสิ้นโอกาสกลับมามีชีวิตอีก
เพราะเช่นนี้ จึงได้เชิญแม่หมอมาที่นี่อย่างนั้นสินะ?
เมื่อนึกถึงคุณหนูเจ็ดแล้ว หมิงเวยก็ได้แต่ทอดถอนใจอยู่ภายใน
ผู้คนต่างคิดว่าคุณหนูเจ็ดเกิดมาโง่เขลา แต่ความจริงแล้วภายในของนางหาได้เป็นเช่นนั้น
คุณหนูเจ็ดคนนี้เกิดก่อนหมิงเวยหกสิบปี และดวงของนางกับหมิงเวยก็เหมือนกันราวกับฝาแฝด
ผู้ที่มีดวงเช่นนี้ ถือกำเนิดและมีชีวิตอยู่ด้วยหยินและหยาง สามารถมองเห็นภูติผีวิญญาณได้
ท่านอาจารย์ได้กล่าวไว้ว่า คนเยี่ยงนางจะได้รับพลังมากกว่าคนธรรมดา ทว่าจำต้องอดทนกับความยากลำบากที่มากกว่าด้วยเช่นกัน
อย่างในตอนที่นางเกิด มีภูติผีวิญญาณมากมายที่ต้องการยืมดวงชะตาของนาง จึงอาจทำให้มีความบกพร่องหรือพิการแต่กำเนิด
ในตอนนั้นหมิงเวยมีท่านอาจารย์คอยปกป้องคุ้มครองอยู่ ทว่าคุณหนูเจ็ดไม่มี
ทันทีที่หมิงเวยอยู่ในร่างของคุณหนูเจ็ดก็พบว่าในร่างนั้นมีเพียงหนึ่งจิตสามวิญญาณ ที่เหลืออีกสองจิตสี่วิญญาณนั้นอาจจะถูกแยกออกไปตอนที่นางเกิด นางจึงเกิดมาไม่สมบูรณ์
แต่ในเมื่อหมิงเวยได้ใช้ร่างกายของคุณหนูเจ็ดมาเกิดใหม่แล้ว จิตวิญญาณเหล่านั้นก็ย่อมได้รับคืนกลับมา
ก่อนจะไปจากตระกูลหมิง นางจำต้องตามหาอีกสองจิตและสี่วิญญาณที่เหลือของคุณหนูเจ็ดเพื่อส่งให้นางไปเกิดใหม่ และดูแลฮูหยินสามไม่ให้นางต้องรู้สึกเจ็บปวดทรมานจากการสูญเสียบุตรสาวไปอีกคน
ทว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้ แน่นอนว่าต้องเป็นการค้นหาความจริงเกี่ยวกับเรื่องราวประหลาดที่เกิดขึ้น
สวนอวี๋ฟางตั้งอยู่ทางทิศเหนือและหันหน้าไปทางทิศใต้ พลังหยางครอบคลุมพลังหยินและเส้นทางทั้งยี่สิบสี่สายก็มีความเหมาะสม ตามหลักฮวงจุ้ยของที่อยู่อาศัยก็ไม่มีอะไรดีไปกว่านี้อีกแล้ว หากกล่าวตามเหตุและผลจึงมิอาจมีสิ่งซึ่งเป็นอัปมงคลอยู่ได้
เหตุการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้นที่นี่ ก็คงจะเกิดได้จากเหตุเพียงสองประการนี้เท่านั้น
ประการแรก จิตใจของผู้คนมีความมืดมนจนเกิดการรวมกลุ่มกันของพลังอันชั่วร้าย ไม่ว่าที่แห่งนี้จะดีมากเพียงใดก็มิอาจช่วยได้
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือมีการทารุณ ทรมานหรือสังหารกันเกิดขึ้นที่นี่และวิญญาณที่ตายยังไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงยังวนเวียนอยู่และไม่จากไป
หากไม่เป็นเช่นนั้น ก็คงจะเป็นประการที่สอง นั่นคือมีการนำสิ่งอัปมงคลเข้ามาที่นี่
แต่จะมาจากเหตุประการใด ก็ล้วนมีจิตใจอันแสนชั่วร้ายของผู้ไม่หวังดีซ่อนอยู่
…
เวลาผ่านไปไม่นาน การเจรจาระหว่างฮูหยินสามและแม่นางหลิวก็ได้สิ้นสุดลง
ภายในศาลา หมิงเวยนั่งบนเก้าอี้ที่มีผ้าห่มหนา มองเห็นแม่นมถงและแม่นางหลิวเดินออกมาด้วยกัน แม่นางหลิวพูดอะไรบางอย่าง พร้อมกับแม่นมถงที่เรียกสาวใช้มากลุ่มหนึ่ง
หลังจากนั้น เหล่าสาวใช้บ้างก็ไปหยิบเสาไม้ไผ่ บ้างก็หยิบไม้กวาดและแยกย้ายกระจายไปตามมุมต่างๆ ภายในสวน
แม่นางหลิวเองก็เดินไปรอบๆ อย่างเชื่องช้า มิอาจรู้เลยว่านางกำลังมองดูอะไร
แสงอาทิตย์ยามฤดูใบไม้ผลิช่างอบอุ่นและแสนสบาย
หมิงเวยเงยหน้าขึ้นมองแสงแดดที่ส่องประกายลงมา นางค่อยๆ ดึงเชือกสีแดงจากตะกร้าเย็บผ้าของตัวฝูแล้วถักมันอย่างเงอะงะและเชื่องช้า
ตัวฝูยิ้มพลางเอ่ยว่า “คุณหนูต้องการถักสร้อยข้อมือหรือเจ้าคะ รอสักครู่นะเจ้าคะ เดี๋ยวบ่าวจะถักให้คุณหนูเองเจ้าค่ะ”
หมิงเวยส่ายหัวแล้วก้มลงจัดการกับเชือกสีแดงเส้นนั้นต่อไปอย่างขะมักเขม้น
ตัวฝูคิดว่าคุณหนูกำลังเล่นอยู่จึงมิได้สนใจและถักเงื่อนของตัวเองต่อไป
ฮูหยินสามเดินเข้ามาใกล้พร้อมกับลูบศีรษะของหมิงเวย แล้วนั่งลงตรวจสมุดบัญชีอยู่ข้างๆ
เมื่อหมิงเวยถักปมอันน่าเกลียดของนางเสร็จ ก็มีเสียงตะโกนดังออกมาจากมุมสวน
“ฮูหยินหาเจอแล้วเจ้าค่ะ หาเจอแล้ว โพรงหนูตายขนาดใหญ่เจ้าค่ะ!” สาวใช้ผู้หนึ่งวิ่งมาทางนี้ด้วยท่าทางลุกลี้ลุกลน
แม่นมถงจึงหันไปเอ็ดนาง “เหตุใดเจ้าต้องเอะอะเช่นนี้ ค่อยๆ พูดดีๆ!”
สาวใช้พยายามสำรวมกิริยาและเอ่ยตอบ “เจ้าค่ะ พวกบ่าวพบโพรงหนูตายในคูน้ำ มีราวๆ สิบตัว ทุกตัวเน่าหมดแล้วเจ้าค่ะ”
“เหตุใดก่อนหน้านี้ ตามหาแล้วแต่กลับไม่พบ” ฮูหยินสามเอ่ยพร้อมกับสีหน้าที่เปลี่ยนไป
“โพรงนั่นอยู่ลึกมาก และยังถูกหินปิดทับไว้ด้วยเจ้าค่ะ…”
สวนอวี๋ฟางเป็นสวนที่มีดอกไม้และต้นไม้เขียวชอุ่มเป็นพุ่มพฤกษ์ และยังมีกรวดหินกองซ้อนกันอยู่ทั่วทุกที่
ฮูหยินสามวางสมุดบัญชีลงและลุกขึ้นเดินไปดู
เมื่อนางเดินออกจากศาลา หมิงเวยก็ลุกขึ้นตาม
“คุณหนูเจ้าคะ!” ตัวฝูตะโกนเรียก
หมิงเวยจึงทำมือบอกใบ้ให้ตัวฝูเงียบลง และดึงมือของนางเดินตามหลังฮูหยินสามไปยังสถานที่ที่สาวใช้ผู้นั้นกล่าว
เมื่อเห็นท่าทีที่จริงจังของหมิงเวย ตัวฝูจึงเงียบลง และคิดว่าหากมีอะไรไม่ดีเกิดขึ้น นางก็จะยืนขวางอยู่ด้านหน้าเพื่อปกป้องคุณหนู
โพรงหนูนั้นถูกปิดทับไว้ใต้ก้อนหินที่มุมของคูน้ำ ยังมิทันจะเข้าใกล้ ก็ได้กลิ่นเหม็นเน่าคละคลุ้งออกมา
ฮูหยินสามเดินเข้าไปใกล้ เห็นสาวใช้ ผู้ซึ่งมีร่างกายกำยำสองคนกำลังม้วนแขนเสื้อขึ้นและใช้เสาไม้ไผ่เขี่ยหญ้าที่รกและรื้อกองหินกรวดออก
เพียงแวบเดียวที่ฮูหยินสามมองเห็นสิ่งที่อยู่ภายใน ก็เกิดอาการคลื่นเหียนอาเจียน
ภายในนั้นมีซากหนูตายที่เน่าเปื่อยจนมองเห็นกระดูก เนื้อเน่าของมันดึงดูดเหล่าหนอนแมลงให้มาชอนไช
โชคดีที่ตอนนี้ยังไม่ใช่ฤดูร้อน มิเช่นนั้นหากมีแมลงวันตอมแล้วจะยิ่งส่งกลิ่นเหม็นมากกว่านี้
ฮูหยินสามนำผ้าเช็ดหน้ามาปิดปากและจมูก พลางเอ่ยถามว่า “นี่น่ะเหรอ”
“เจ้าค่ะ กลิ่นเหม็นที่ท่านกล่าวถึงมาจากซากสัตว์เหล่านี้ แต่คงจะไม่ได้มีเพียงเท่านี้ หากค้นหาต่อต้องเจออีกเป็นแน่” แม่นางหลิวเอ่ยตอบอย่างภาคภูมิใจที่พบต้นตอของกลิ่นเหม็นนั้น
เป็นดังที่คาดไว้ เหล่าสาวใช้ทั้งหลายกลับมารายงานทีละคนว่าพบซากสัตว์ตายกระจายอยู่ตามมุมต่างๆ ในที่ลับตา บ้างเป็นหนูตาย บ้างเป็นนกตาย ซากของมันซ่อนอยู่ในที่ที่มองไม่เห็น หากไม่อยู่ใต้ผืนหญ้าก็อยู่ในซอกหลืบต่างๆ
สีหน้าของฮูหยินสามซีดเซียว
ผู้ใดเล่าจะเชื่อว่าเหตุการณ์เช่นนี้เป็นเรื่องบังเอิญ
นางกลับไปที่ศาลาโดยมิเอ่ยวาจาใด และถามแม่นางหลิวว่า “เจ้าบอกว่านี่เป็นเรื่องที่มีคนสร้างขึ้น จะฝังซากของสัตว์ที่ตายแล้วไปเพื่อเหตุใด”
แม่นางหลิวหัวเราะและเอ่ยตอบว่า “ท่านเข้าใจถูกแล้ว ทว่าการกระทำเช่นนี้ มักจะทำต่อเนื่องเป็นขั้นไป สวนแห่งนี้ของท่านสว่างไสวไม่มืดมน มีฮวงจุ้ยดี สิ่งชั่วร้ายต่างๆ จึงไม่อาจอยู่ได้ แม้ว่าจะถูกส่งสิ่งไม่ดีเข้ามาแต่ก็ไม่เป็นผล แล้วต้องทำเช่นไรเล่า”
“ทำเช่นไรเล่า” สาวใช้ที่ยืนอยู่ข้างฮูหยินสามเอ่ยตามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
แม่นางหลิวชูนิ้วขึ้นหนึ่งนิ้วพลางเอ่ยว่า “ดังนั้นขั้นแรก ก็คือการบ่มเพาะสิ่งชั่วร้าย”
“เจ้าหมายถึง มีผู้นำซากสัตว์ที่ตายแล้วเข้ามาเพื่อทำให้สวนแห่งนี้มีพลังอันชั่วร้ายอย่างนั้นหรือ” ฮูหยินสามเอ่ยถามย้ำความเข้าใจอีกครั้ง
แม่นางหลิวยกนิ้วชื่นชม “ฮูหยินช่างปราดเปรื่องยิ่งนัก ความจริงก็เป็นเช่นนี้แหละเจ้าค่ะ แปดในสิบส่วน ซากสัตว์เหล่านี้ถูกซ่อนไว้ในสวนแห่งนี้มาเป็นเวลานานแล้ว ไม่กี่วันก่อนหน้านี้อากาศยังเย็นอยู่ ซากศพจึงไม่เน่าเสียและส่งกลิ่นเหม็น”
ฮูหยินสามพยักหน้าตอบรับ
อากาศเพิ่งจะอุ่นขึ้น หากซากสัตว์เหล่านี้ซ่อนอยู่ในสวนมานานแล้ว ก็ยากที่จะหาพบ สวนในฤดูหนาว ก็ไม่มีผู้ใดให้ความสนใจมากนัก แล้วจะมีผู้ใดล่วงรู้ได้ว่าที่มุมสวนมีสิ่งเหล่านี้ซ่อนอยู่กันเล่า
“แล้วเงาที่เหล่าสาวใช้เห็นเล่า คือสิ่งใดกัน”
……………………………………………..