หมอดูคนนั้น คือคุณชายสี่ตระกูลจาง (BL)
ข้อมูลเบื้องต้น
จางอี้ปิน เกิดมาในฐานะคุณชายสี่ตระกูลจางแห่งเทียนจิน
แต่เนื่องจากมารดาใช้เล่ห์กลจนตั้งครรภ์เขาขึ้นมา
แถมยังวางแผนชั่วทำร้ายคุณนายจางและคุณชายทั้งสองของตระกูล
ทำให้มารดาของเขาต้องชดใช้ความผิดด้วยชีวิต
คุณชายน้อยสี่ที่ตอนนั้นอายุยังไม่ถึงขวบปีจึงมีชะตากรรมที่น่าอดสู
ไม่มีใครในตระกูลจางยินดีที่จะเลี้ยงดูเขา
นายท่านจางแม้จะเกลียดชังคนแม่เข้ากระดูกดำ
แต่ก็ยังมีมโนธรรมจึงไม่ได้โกรธเกลียดคุณชายน้อยสี่ดังเช่นคนอื่นๆ
ในขณะที่นายท่านจางกำลังกลัดกลุ้มอยู่นั้น
ก็ได้มีนักพรตคนหนึ่งเสนอตัวมาขอรับคุณชายน้อยไปเลี้ยงดูแทน
แต่ก่อนที่จะจากไป นักพรตคนนั้นได้พูดทิ้งท้ายเอาไว้ว่า"เมื่อจางอี้ปินอายุครบ 18 ปี ให้นายท่านจางไปรับตัวเขากลับมา
มิฉะนั้นอาจจะไม่สามารถหลบหนีเคราะห์กรรมได้อีก…"
แน่นอนว่าไม่มีใครคิดเลยว่าประโยคนั้นจะกลายเป็นจริง
จนกระทั่ง 19 ปีต่อมา…
ฝากติดตามนิยายเรื่องนี้ด้วยนะคะ
แง ดีใจที่นิยายของเราติดอันดับด้วย ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านนะคะ
TRIGGER WARNING :: ในนิยายอาจมีการบรรยายหรือพูดถึงเรื่องของการฆาตกรรม ฆ่าตัวตาย ศพ
มีประเด็นอ่อนไหว ความรุนแรง ในเรื่องของครอบครัว เด็ก ความรัก เพื่อน สัตว์
*** ในนิยายไม่ได้พูดเน้นมากมาย แต่อาจจะมีผลกระทบต่อจิตใจสำหรับบางคน ***
เลยอยากจะเตือนเอาไว้ก่อนนะคะ
แนะนำตัวละคร
เรื่องนี้มีตัวละครค่อนข้างเยอะ เราเลยรวมรายชื่อมาให้จะได้ไม่งงกันนะคะ
(ปล1..เรื่องนี้เป็นยุคปัจจุบันค่ะ)
(ปล2…ถ้ามีตัวละครเพิ่มขึ้นจะมาอัปเดตทีหลังนะคะ)
ตระกูลอวี๋
ตระกูลโหว
หลี่ชวน = เพื่อนของหวังซินหยาง
หลิวอิง = ผู้หญิงที่จางอี้ปินเคยช่วย (เนื้อคู่จางหยุนปิง)
กวนซิน = ศิษย์พี่รองของจางอี้ปิน
ตอนที่ 1 ตระกูลจางเกิดเหตุ
“อะไรนะ! ลูกบอกว่ามู่เอ๋อร์เกิดอุบัติเหตุรถชนยังงั้นเหรอ?” จางเชียนหยวนถามปลายสายด้วยความตกใจ เมื่อลูกชายคนโตโทรมาบอกว่าหลานชายประสบอุบัติเหตุขณะเดินทางไปประชุมที่ต่างเมือง
“ครับพ่อ” น้ำเสียงของจางอี้เหลียนฟังดูค่อนข้างเครียดมาก
“ละ…แล้วมู่เอ๋อร์เป็นอะไรมากหรือเปล่า?” เนื่องด้วยตำแหน่งผู้นำตระกูลจางคนปัจจุบัน แม้จะต้องเจอเรื่องราวน่าตกใจมากแค่ไหน จางเชียนหยวนก็จำต้องรีบสงบสติอารมณ์ของตัวเอง แล้วเตรียมรับมือและคิดวิธีแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นให้ได้เร็วที่สุด
“ตอนนี้มู่เอ๋อร์กำลังอยู่ในห้องผ่าตัด ถ้ามีอะไรคืบหน้าเดี๋ยวผมจะรีบโทรไปบอกนะครับพ่อ”
จางเชียนหยวนวางสายไปอย่างเหม่อลอย ก่อนที่เขาจะหันไปมองทางด้านภรรยาและสะใภ้ใหญ่ที่ตอนนี้เป็นลมไปเรียบร้อยแล้ว
***
จางหยุนมู่เข้ารับการผ่าตัดนานกว่าห้าชั่วโมง โชคดีที่การผ่าตัดขาซ้ายที่หักเป็นไปอย่างราบรื่น ส่วนบาดแผลอื่นตามร่างกายก็มีแค่เพียงรอยฟกช้ำเล็กน้อยเท่านั้น นายท่านจางจึงสามารถหายใจหายคอได้คล่องขึ้น
“ไม่รู้ทำไมช่วงนี้บ้านของเราถึงได้มีแต่เรื่องแย่ๆ เกิดขึ้นไม่หยุดไม่หย่อนแบบนี้…” จางเชียนหยวนว่าแล้วก็ถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยล้า
“ไหนจะเรื่องผู้รับเหมาสร้างคอนโดทิ้งงาน ไหนจะเรื่องพลาดการประมูลที่ดินอีก…”
สถานการณ์ของตระกูลจางตอนนี้กำลังเริ่มตึงเครียดมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะไม่เพียงแต่จะเจอปัญหาจากเหตุสุดวิสัย แต่ยังมีปัญหาจากคู่แข่งทางธุรกิจเพิ่มมาด้วย
จางเชียนหยวนรู้สึกว่าต่อให้วันนี้เขาจะแก้ไขปัญหาที่กำลังเจออยู่นี้ได้สำเร็จ แต่ก็จะยังมีปัญหาใหม่เกิดขึ้นมาอีกในวันรุ่งขึ้น จนมีบางเวลาที่เขารู้สึกว่าไม่อยากจะตื่นขึ้นมาเพื่อเผชิญหน้ากับปัญหาพวกนี้อีกแล้ว
***
เย็นวันนั้นบรรยากาศในคฤหาสน์ตระกูลจางจึงดูเงียบเหงาซบเซามากกว่าปกติ จางเชียนหยวนทานมื้อเย็นไปได้นิดหน่อยก็รู้สึกกลืนต่อไม่ลง จึงตัดสินใจขึ้นห้องนอนไปพักผ่อนทันที
พอตกดึกหวังหยิงลู่ก็รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาเพราะอาการผิดปกติของสามี จางเชียนหยวนนอนกระสับกระส่ายคล้ายกำลังฝันร้าย แถมบางครั้งยังส่งเสียงร้องครวญครางราวกับกำลังทรมาน
“ฮือ…โอ๊ยยย…เจ็บเหลือเกิน…โอยยย…”
“คุณคะๆ ตื่นเถอะค่ะ คุณคะ ตื่นสิคะ…” หวังหยิงลู่เขย่าตัวและร้องเรียกสามีอยู่นาน แต่ก็ไม่มีทีท่าว่าเขาจะตื่นขึ้นมาซะที
หวังหยิงลู่ไม่รู้จะทำอย่างไรดี จึงตัดสินใจรีบวิ่งไปปลุกลูกชายคนโต
“อาเหลียนๆ ออกมาดูพ่อหน่อยลูก พ่อเขาเป็นอะไรก็ไม่รู้ แม่ปลุกเท่าไหร่ก็ไม่ยอมตื่นซะที!”
ทันทีที่รู้ว่านายท่านจางเกิดเรื่อง ก็ทำให้คืนนั้นคนทั้งตระกูลจางแทบจะไม่มีใครได้นอนหลับเลยสักคน
***
“เกิดอะไรขึ้นเหรอครับคุณแม่?” เย็นวันต่อมาจางอี้เซียวที่เพิ่งกลับมาจากการสัมมนาที่ปักกิ่งเอ่ยถามมารดาด้วยความงุนงง เมื่อเห็นว่าบรรยากาศภายในบ้านดูผิดแปลกไปจากปกติ
“อาเซียว! รีบไปดูพ่อเร็วลูก พ่อเป็นอะไรก็ไม่รู้ นอนไม่ยอมตื่นตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว” หวังหยิงลู่บอกกับลูกชายคนรองด้วยน้ำเสียงร้อนรน
“คุณแม่ใจเย็นๆ ก่อนนะครับ เดี๋ยวผมจะรีบขึ้นไปดูคุณพ่อเองครับ” จางอี้เซียวรีบเดินไปยังห้องนอนใหญ่ พอเข้าไปในห้องก็เห็นผู้เป็นพ่อกำลังนอนตัวสั่นไม่ได้สติอยู่บนเตียง จึงได้หันไปถามอาการคุณพ่อจากพี่ชายคนโต
“พี่ใหญ่ นี่คุณพ่อเป็นอะไรไปเหรอครับ?”
“พี่ก็ไม่รู้เหมือนกัน เมื่อวานคุณพ่อยังปกติดีอยู่เลย พี่ให้คุณหมอมาตรวจดูแล้วแต่ก็ยังไม่เจอสาเหตุผิดปกติอะไร” จางอี้เหลียนตอบน้องชายด้วยสีหน้าอิดโรย
“แล้วนี่มู่เอ๋อร์เป็นยังไงบ้างครับ? ผมได้ยินว่าหลานประสบอุบัติเหตุเมื่อวานนี้”
“เฮ้อ…” จางอี้เหลียนถอนหายใจแล้วนั่งลงที่เก้าอี้อย่างหมดแรง
“แค่ขาหักน่ะ โชคดีที่ไม่เป็นอะไรมากไปกว่านี้”
“เอ่อ… พี่ไม่คิดบ้างเหรอครับว่าช่วงนี้ครอบครัวของเราน่ะ…เจอแต่เรื่องแปลกๆ …” เขาลองถามหยั่งเชิงพร้อมสังเกตสีหน้าของพี่ชายไปด้วย
จางอี้เซียวแม้จะอายุน้อยกว่าพี่ชายหลายปี แต่ด้วยที่ตัวเขามักจะได้ออกไปติดต่อทำธุรกิจที่ต่างเมืองอยู่บ่อยๆ ทำให้เขาได้รู้ได้เห็นได้เจอกับเรื่องที่ผิดแปลกพิสดารมามากกว่าพี่ชายของเขา
“แกหมายถึง…นี่อาจจะเกี่ยวข้องกับเรื่องเหนือธรรมชาติยังงั้นเหรอ?” ถ้าเป็นปกติจางอี้เหลียนคงจะด่าน้องชายว่างมงายไม่เข้าเรื่อง แต่สถานการณ์ที่เขาเจอในตอนนี้มันดูผิดปกติมากเกินไปจริงๆ
“ลองดูก็ไม่เสียหายนะพี่ นี่บ้านเรามียันต์หรือของขลังอะไรมั้ย? ผมว่าเราลองเอามาวางใกล้ๆ คุณพ่อดูหน่อยดีมั้ยครับ?” พอเห็นพี่ชายคล้อยตามสิ่งที่เขาพูด จางอี้เซียวก็เริ่มเสนอทางแก้ไขตามที่เขาเคยเห็นมา
“อืม…จะว่าไปแล้ว…นายจำกล่องไม้ในตู้เซฟของคุณพ่อได้มั้ย?”
จางเชียนหยวนเลี้ยงดูลูกชายทั้งสองคนอย่างใกล้ชิด เขาเข้มงวดแต่ก็รับฟังความคิดเห็นของลูกชายอยู่เสมอ ขอเพียงมีเหตุผลที่ดีมารองรับเขาก็จะปล่อยให้ลูกชายได้ลองทำได้เรียนรู้ด้วยตัวเอง
รวมถึงสิ่งของภายในห้องทำงานของเขา เขาก็ปล่อยให้ลูกชายทั้งสองคนหยิบจับได้แทบทุกชิ้น
ไม่เว้นแม้กระทั่งของที่อยู่ภายในตู้เซฟ เขายอมเปิดให้ดูและอธิบายสิ่งต่างๆ ให้ลูกชายได้เข้าใจ เพราะคิดว่ายิ่งปิดบังก็จะยิ่งกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นและอาจจะทำให้ลูกชายแอบไปทำอะไรลับหลังเขาจนเกิดเรื่องได้
“ที่คุณพ่อบอกว่าของในกล่องได้รับมาจากนักพรตที่รับน้องสี่ไปเลี้ยงใช่มั้ยครับ?” จางอี้เหลียนพยักหน้า แล้วเดินนำน้องชายไปยังห้องทำงานของพ่อ
กริ๊ก!
จางอี้เหลียนเปิดประตูตู้เซฟแล้วหยิบเอากล่องไม้ที่ว่าออกมาวางบนโต๊ะทำงาน สองพี่น้องมองหน้ากันก่อนจะเปิดกล่องไม้ออก
ภายในกล่องไม้มีเพียงผ้ายันต์สีเหลืองพับเป็นรูปสามเหลี่ยม พร้อมกระดาษโน้ตที่เขียนที่อยู่ของนักพรตคนนั้นเอาไว้
“ลองเอาไปวางไว้ใต้หมอนของคุณพ่อก่อนก็แล้วกัน” เมื่อทั้งสองคนเห็นพ้องต้องกันก็รีบกลับไปยังห้องนอนใหญ่ จางอี้เหลียนสอดผ้ายันต์เอาไว้ใต้หมอนแล้วคอยสังเกตอาการของคุณพ่อด้วยใจลุ้นระทึก
เวลาผ่านไปนานจนทั้งสองพี่น้องเกือบจะถอดใจ แต่แล้วอยู่ๆ ร่างที่นอนตัวสั่นอยู่ก็ค่อยๆ สงบลง จนเมื่อเวลาผ่านไปอีกเกือบชั่วโมงจางเชียนหยวนจึงเริ่มได้สติขึ้นมา
“คุณคะ!” หวังหยิงลู่ร้องดีใจเมื่อเห็นสามีฟื้นขึ้นมาซะที
“แค่กๆ ” พอสามีไอแห้งๆ ออกมา นายหญิงจางก็รีบยกแก้วน้ำไปป้อนสามีทันที
จางเชียนหยวนดื่มน้ำเข้าไปเกือบหมดแก้ว แล้วจึงพูดต่อ
“คุณ…ผมรู้สึกเหมือนหลับไปนานมาก…”
“ฮึกๆ …คุณนอนหลับไปเกือบหนึ่งวันเต็มๆ เลยค่ะ ฮึกๆ โชคดีที่อาเหลียนกับอาเซียวไปค้นเจอผ้ายันต์ในห้องทำงานของคุณ คุณถึงได้ฟื้นขึ้นมา…”
เมื่อเห็นสีหน้างุนงงของผู้เป็นพ่อ ในฐานะที่เป็นลูกชายคนโตจางอี้เหลียนจึงเล่าเรื่องที่พวกเขาสงสัย รวมถึงเรื่องยันต์ที่พวกเขาถือวิสาสะหยิบออกมาจากห้องทำงานให้จางเชียนหยวนฟังทั้งหมด
“ถ้ามันเกี่ยวข้องกับเรื่องลี้ลับจริงๆ อย่างที่พวกลูกว่า… งั้นสิ่งที่นักพรตคนนั้นเคยพูดเอาไว้ก็คงจะเป็นเรื่องจริงด้วยเหมือนกัน…” นายท่านจางว่าแล้วคิดย้อนไปถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อตอนนั้น…
***
ในชีวิตของจางเชียนหยวน หากถามถึงเรื่องที่เขาเสียใจมากที่สุดในชีวิต คงไม่พ้นเรื่องของผู้หญิงชั่วที่ชื่อว่า อวี๋หลัน
เป็นเพราะเขาใจอ่อนคิดว่าเธอเป็นเพียงผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่ถูกส่งมาเป็นตัวหมากเพื่อล่อลวงเขา ตัวเธอเองคงจะไม่ได้มีพิษสงอะไรมากมาย แต่นั่นกลับเป็นจุดเริ่มต้นของความวุ่นวายครั้งใหญ่ที่สุดในตระกูลจาง
เมื่ออวี๋หลันเกิดตั้งท้องขึ้นมา จางเชียนหยวนเองก็ไม่ใจร้ายถึงขนาดที่จะทิ้งขว้างเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเอง เขาจึงจัดให้อวี๋หลันเข้ามาอยู่ในบ้านตระกูลจาง โดยให้เธอไปอยู่ที่เรือนหลังเล็กห่างออกไปจากคฤหาสน์หลัก
ช่วงแรกทุกอย่างดำเนินไปตามปกติ อวี๋หลันมักจะแวะไปพูดคุยและช่วยงานคนงานในบ้านจนเริ่มสนิทสนมกัน
จนกระทั่งเธอคลอดลูกชายออกมา ช่วงเวลาไม่นานหลังจากนั้นหวังหยิงลู่ก็เริ่มมีอาการป่วยอย่างไม่ทราบสาเหตุ ต่อจากนั้นลูกชายคนโตที่เกิดจากภรรยาคนแรกที่เสียชีวิตไป รวมทั้งลูกชายคนรองที่เกิดจากหวังหยิงลู่ก็เริ่มป่วยตามไปด้วย
สุดท้ายเรื่องก็คลี่คลายลงได้ เมื่ออู๋หย่าซินคนรับใช้ประจำตัวของหวังหยิงลู่ ได้เอาเบาะแสที่ชี้ว่าอวี๋หลันเป็นตัวการของเรื่องทั้งหมดมาบอกนายท่านจาง พอไปค้นที่เรือนนอนของอวี๋หลันก็เจอกับหลักฐานทุกอย่าง แถมเจ้าตัวก็ยังรับสารภาพออกมาจนหมด
เช้าวันต่อมาอวี๋หลันได้ตัดสินใจปลิดชีวิตของตัวเอง เพื่อแลกกับการที่ให้จางเชียนหยวนดูแลลูกชายของเธอต่อไป
แน่นอนว่านายท่านจางไม่คิดถือโทษโกรธแค้นเด็กน้อยที่ไร้เดียงสาอยู่แล้ว แต่กับคนอื่นๆ ในตระกูลคงเป็นเรื่องยากที่จะทำดีกับเด็กคนนี้ได้ ระหว่างที่เขากำลังกลัดกลุ้มอยู่นั้น คนรับใช้ก็มารายงานว่ามีนักพรตมาขอพบเขา
พอเห็นหน้าของนักพรตคนนั้น จางเชียนหยวนก็จำได้ว่าเคยเห็นนักพรตคนนี้อยู่กับนักการเมืองและนักธุรกิจที่มีชื่อเสียงมาก่อน
“ไม่ทราบว่าท่านนักพรตมาหาผมด้วยเรื่องอะไรเหรอครับ?”
“ช่วงนี้ครอบครัวของคุณกำลังประสบเคราะห์กรรมหนักอยู่สินะ…” ถึงหน้าตาของท่านนักพรตจะยังดูอ่อนวัย แต่กิริยาท่าทางที่แสดงออกมากลับดูน่าเลื่อมใสอย่างบอกไม่ถูก
“เอ่อ…ท่านทราบเหรอครับ…”
“ไม่ต้องกังวลไปหรอก เคราะห์กรรมครั้งนี้ได้คลี่คลายไปแล้ว เพียงแต่ว่า…”
แง! แง!
จู่ๆ ก็มีเสียงร้องของเด็กทารกดังขัดจังหวะขึ้นมา คนรับใช้พยายามกล่อมแต่ก็ไม่สามารถทำให้คุณชายน้อยหยุดร้องได้ จึงต้องอุ้มออกมาให้นายท่านจางช่วยจัดการ
“ขอโทษด้วยนะครับ เด็กคนนี้เวลางอแงเขาไม่เอาใครเลย…”
“เรื่องที่ผมมาก็เพราะเด็กคนนี้นี่แหละ…” ท่านนักพรตบอกจุดประสงค์ที่มาที่นี่ พร้อมยิ้มเอ็นดูให้กับเด็กน้อย
“ท่านหมายความว่ายังไงครับ…?”
“เด็กคนนี้เกิดมาพร้อมความสามารถพิเศษคงไม่เหมาะที่จะให้คนธรรมดาเลี้ยงดู ดังนั้นผมจึงอยากจะขออนุญาตนายท่านจางรับเด็กคนนี้ไปดูแลแทน…” ท่านนักพรตพูดและอธิบายถึงเรื่องต่างๆ ให้กับจางเชียนหยวนฟังอย่างใจเย็น สุดท้ายนายท่านจางจึงตกลงที่จะยกลูกชายคนเล็กให้ท่านนักพรตรับไปเลี้ยงดู
ถ้าเด็กคนนี้เติบโตมาโดยการเลี้ยงดูของท่านนักพรต ก็คงจะไม่ต้องถูกตราหน้าว่าเป็นลูกเมียน้อย หรือต้องมารับรู้เรื่องราวแย่ๆ ของแม่ผู้ให้กำเนิด
“ถ้านายท่านจางเป็นห่วงลูกชาย ก็สามารถไปเยี่ยมได้ตามที่อยู่นี้ได้เลยนะ” ท่านนักพรตบอกแล้วยื่นกระดาษโน้ตพร้อมแนบผ้ายันต์ที่พับเป็นรูปสามเหลี่ยมมาให้นายท่านจางเก็บเอาไว้
และก่อนที่ท่านนักพรตจะจากไป ก็ได้พูดทิ้งท้ายเอาไว้ว่า
“เมื่อจางอี้ปินอายุครบสิบแปดปี ให้นายท่านจางไปรับตัวเด็กคนนี้กลับมา มิฉะนั้นอาจจะไม่สามารถหลบหนีเคราะห์กรรมได้อีก”
***
“แสดงว่า…เรื่องที่เกิดขึ้นตอนนี้เป็นเพราะพวกเราไม่ได้ไปรับน้องเล็กกลับมาเหรอครับ?” จางอี้เซียวถามขึ้นมาเมื่อฟังเรื่องทั้งหมดจบแล้ว
“ก็คงจะเป็นอย่างนั้น…” นายท่านจางฝืนเล่าเรื่องจนเริ่มเหนื่อย
แต่ในใจก็อดคิดไม่ได้ ว่าทำไมตัวเขาถึงลืมเรื่องสำคัญแบบนี้ไปได้…
“ถ้ายังงั้นคุณพ่อไม่ต้องห่วงนะครับ เรื่องไปรับน้องเล็กกลับมาเดี๋ยวผมจะจัดการให้เอง” ในฐานะที่เป็นพี่ใหญ่ จางอี้เหลียนจึงเสนอตัวรับผิดชอบเรื่องนี้เอง
แต่พอคิดถึงความเป็นมาของน้องชายคนที่สี่แล้ว เขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกกังวล ก็คงได้แต่หวังว่าน้องชายคนนี้จะไม่เป็นเหมือนอย่างผู้เป็นแม่ก็แล้วกัน…
มาแล้วค่า สำหรับนิยายเรื่องใหม่ของเรา ฝากติดตามด้วยนะคะ
ตัวละครเยอะหน่อยนะคะ อย่าเพิ่งงงกับชื่อคนนะคะ
ปล…มันมีปมเรื่องครอบครัวอยู่ในตอนหลังๆนะคะ ใจเย็นๆกันก่อนน้าาาา
ตอนที่ 2 คุณชายสี่ จางอี้ปิน
“ถึงแล้วครับคุณชาย” ลุงฉางคนขับรถบอก เมื่อขับมาถึงหมู่บ้านเล็กๆ ตรงตีนเขาตามที่อยู่ที่เขียนอยู่ในกระดาษโน้ต
จางหยุนปิงลงจากรถมายืนอยู่บนพื้นที่ที่เต็มไปด้วยหิมะขาวโพลน ตอนนี้เป็นช่วงเดือนมกราคมซึ่งถือว่าเป็นฤดูหนาวของเมืองเทียนจิน และเพราะที่นี่เป็นพื้นที่ทางตอนเหนือที่อยู่บนเทือกเขาสูง อากาศจึงหนาวเย็นมากจนติดลบเลยทีเดียว
จางหยุนปิงเป็นลูกชายคนที่สองของจางอี้เหลียน เนื่องด้วยไม่อาจวางใจและกลัวว่าจะมีคนฉวยโอกาสก่อเรื่องขึ้นมาอีก จางอี้เหลียนจึงได้ส่งลูกชายคนรองมารับน้องชายคนที่สี่แทน
“มาถูกที่แน่นะครับ ลุงฉาง”
“แน่สิครับคุณชาย งั้นเดี๋ยวผมลองไปถามพวกชาวบ้านดูดีมั้ยครับ…”
ขณะที่ลุงฉางกำลังจะเดินไปถามทาง จู่ๆ ก็มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งเดินออกมาจากทางเดินที่มุ่งหน้าขึ้นไปบนเทือกเขา
“ท่านทั้งสองมาพบศิษย์พี่จางอี้ปินใช่มั้ยครับ?” เด็กหนุ่มคนนั้นเอ่ยถามด้วยท่าทีสุภาพ จนจางหยุนปิงเผลอตอบรับด้วยท่าทางเกรงใจ
“อ่า…ใช่แล้วครับ”
“เช่นนั้นเชิญท่านทั้งสองตามผมมาได้เลยครับ” เด็กหนุ่มบอกแล้วผายมือไปยังเส้นทางที่เขาเพิ่งเดินออกมาเมื่อกี้นี้
จางหยุนปิงเดินตามหลังเด็กหนุ่มไปด้วยความสงสัย เนื่องด้วยเด็กหนุ่มคนนี้มีใบหน้าอ่อนเยาว์มาก ดูแล้วอายุน่าจะสิบห้าสิบหกปีเท่านั้น แถมในสภาพที่อากาศหนาวจนติดลบแบบนี้ เด็กหนุ่มกลับแต่งกายด้วยชุดคลุมจีนสีกรมท่าสไตล์ฉางซาน1
จนอดสงสัยไม่ได้ว่าเด็กหนุ่มคนนี้ไม่รู้สึกหนาวเลยหรืออย่างไรกัน
จางหยุนปิงมัวแต่คิดเรื่องของเด็กหนุ่มตรงหน้า จนลืมดูว่าตอนนี้บรรยากาศรอบตัวได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากอากาศที่หนาวเหน็บจนรู้สึกเจ็บใบหน้า ตอนนี้กลับอุ่นขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย พอมองไปยังเบื้องหน้าก็เห็นรั้วกั้นและประตูไม้ที่ค่อนข้างใหญ่ พร้อมมีป้ายติดเอาไว้ว่า ‘สำนักจงเจียนเต้าลู่’
ด้านหลังประตูไม้เป็นอาคารสไตล์จีนโบราณที่สูงประมาณสี่ชั้นตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางต้นไม้ที่ขึ้นอยู่อย่างหนาแน่น ทั้งๆ ที่ต้นไม้ตรงตีนเขาเหลือแค่เพียงกิ่งก้านแห้งๆ แต่ต้นไม้บริเวณนี้กลับมีใบไม้อยู่เต็มต้น
และเพราะมันถูกหิมะปกคลุมไปทั้งต้น พอโดนแสงอาทิตย์สาดส่องมา หิมะก็จะสะท้อนแสงแดดทำให้ต้นไม้พวกนี้มีละอองแสงวิบวับ คล้ายโคมไฟคริสตัลขนาดยักษ์ที่เปล่งประกายแวววับ จนเกิดเป็นภาพที่สวยงามเกินจะบรรยาย
เด็กหนุ่มพาพวกเขามาที่ห้องรับแขกที่ชั้นหนึ่งของอาคาร แล้วนำน้ำชาและของว่างมาเสิร์ฟให้บนโต๊ะ
“เชิญนั่งรอตรงนี้ก่อนนะครับ เดี๋ยวผมจะไปแจ้งศิษย์พี่ให้ทราบ”
“ครับผม…”
“ลุงฉางคิดว่าที่นี่มันแปลกๆ มั้ยครับ?” จางหยุนปิงรู้สึกว่าที่นี่มันแปลกมากจนต้องถามความเห็นของลุงฉาง
“แต่ผมคิดว่ามันแปลกในทางที่ดีนะครับ…” ลุงฉางที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาก่อน ย่อมเข้าใจความหมายของคำว่าแปลกของคุณชายได้ดีกว่า
“ลุงคิดยังงั้นเหรอ…หื้ม!” คุณชายน้อยรองถึงกับร้องออกมา เมื่อยกถ้วยน้ำชาขึ้นมาจิบ
“ลุงฉางลองชิมชาดูสิครับ! ชาที่นี่ดีมากเลย!” ได้ยินแบบนั้นลุงฉางก็ยกถ้วยชาขึ้นจิบบ้าง
ทันใดนั้นรสชาติและกลิ่นหอมของชาก็พรั่งพรูเข้ามาในปากและประสาทสัมผัสของพวกเขาเข้าเต็มๆ ความเหนื่อยล้าจากการเดินขึ้นเขามาก็หายไปแทบจะในทันที เหลือไว้แต่ความรู้สึกเหมือนร่างกายกำลังอบอุ่นขึ้นกว่าเดิม
“อื้ม…นี่มันชาอะไรกันเนี่ย?” จางหยุนปิงดื่มด่ำกับรสชาอย่างถึงที่สุด เขาค่อยๆ ละเลียดจิบชาไปอย่างช้าๆ ด้วยกลัวว่าน้ำชาจะหมดเร็วเกินไป
“นี่เป็นชาที่สำนักของเราปลูกเอง ถ้าอยากดื่มอีกเดี๋ยวผมจะแบ่งให้กลับไปด้วยก็แล้วกัน คุณพ่อเองก็คงจะชอบดื่มชาด้วยใช่มั้ย? น้ำชานี้ค่อนข้างเหมาะกับผู้สูงอายุเพราะช่วยทำให้ใจสงบและขับไล่ความเหนื่อยล้าในร่างกายได้เป็นอย่างดี”
จางหยุนปิงได้ยินเสียงของผู้มาใหม่จึงหันไปมอง ก่อนจะตกตะลึงกับรูปลักษณ์ของชายตรงหน้า
ก่อนหน้านี้จางหยุนปิงได้รับรู้เรื่องของอาเล็กที่ชื่อจางอี้ปินมาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น จนกระทั่งคุณพ่อของเขาสั่งให้มารับตัวคุณอากลับบ้าน เขาจึงได้รับฟังเรื่องราวทั้งหมดอย่างละเอียดอีกครั้ง
ในความคิดของเขา คุณอาเล็กที่อายุเพียงแค่สิบแปดสิบเก้าปีและถูกเลี้ยงดูมาโดยนักพรต ก็คงจะเหมือนกับพวกพระหรือนักพรตที่เห็นกันตามภาพยนตร์หรือในละคร แต่พอได้มาเจอตัวจริงๆ ก็ทำเอาเขาถึงกับอึ้งไปเลย
เพราะชายหนุ่มตรงหน้ามีใบหน้าที่หล่อเหลาติดไปทางสวยนิดๆ ตรงส่วนจมูกและตามีลักษณะคล้ายกับนายท่านจางซึ่งเป็นปู่ของเขา แต่ดวงตามีสีน้ำตาลอ่อนน่ามอง คาดว่าคงจะได้รับกรรมพันธุ์มาจากผู้เป็นแม่ รูปร่างค่อนไปทางผอมเพรียวดูแล้วน่าจะสูงประมาณหนึ่งร้อยแปดสิบเซนติเมตรเป็นอย่างต่ำ
แต่จุดที่ต่างไปจากคนในตระกูลจางก็คือสีผิว ผู้ชายตระกูลจางล้วนแล้วแต่มีสีผิวในโทนขาวเหลืองจนถึงผิวสองสี แต่คุณอาเล็กคนนี้กลับมีผิวขาวจนเกือบซีด พอมายืนอยู่ท่ามกลางหิมะก็ยิ่งทำให้คุณอาเล็กของเขาแทบจะขาวกลืนไปกับหิมะเลยทีเดียว
“คุณจาง…เอ่อ คุณอาเล็ก…” อยู่ๆ จางหยุนปิงก็รู้ประหม่าขึ้นมา
“ผมรออยู่ตั้งนาน นึกว่าพวกคุณจะไม่มาซะแล้ว” จางอี้ปินพูดยิ้มๆ แล้วเดินมานั่งที่เก้าอี้ พร้อมรินชาเติมลงไปในถ้วยของทั้งสองคน
“ขอบคุณครับ” จางหยุนปิงยกชาขึ้นจิบอย่างยากจะห้ามใจ
ให้ตายเถอะ ทำไมชานี่มันอร่อยขนาดนี้นะ!
จางอี้ปินนั่งมองหลานชายครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดขึ้นมา “โชคดีที่คุณเป็นคนดวงแข็งนะ การที่พี่ใหญ่ส่งคุณให้มารับผมถือเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว” ชายหนุ่มพูดด้วยท่าทางสบายๆ
แต่จางหยุนปิงกลับรู้สึกขนลุกอย่างบอกไม่ถูก ยิ่งตอนถูกสายตาหลังแว่นกรอบเงินจ้องมองมา ยิ่งรู้สึกเหมือนว่าตัวเขาถูกมองจนทะลุปรุโปร่ง
“หมายความว่ายังไงเหรอครับ…” ลุงฉางอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม
จางอี้ปินยิ้มออกมาเล็กน้อย ก่อนจะลุกขึ้นยืน “ถ้าพี่ใหญ่มารับผมด้วยตัวเองก็อาจจะเกิดเรื่องร้ายเหมือนอย่างจางหยุนมู่น่ะสิ…”
ทั้งสองคนแสดงสีหน้าตกใจออกมาพร้อมกันเมื่อได้ยินประโยคนี้
ครึ่งชั่วโมงต่อมา ทั้งสามคนก็ขึ้นมานั่งบนรถแล้วเริ่มออกเดินทางกันทันที
“เอ่อ…อาเล็กเรียกผมเสี่ยวปิงก็ได้นะครับ เรียกคุณมันดูไม่ค่อยเหมาะเท่าไหร่…” ถึงจะพูดไปแบบนั้น แต่จางหยุนปิงก็ยังรู้สึกกระดากอายอยู่ดี เมื่อคิดว่าจะต้องถูกคนอายุน้อยกว่าเรียกว่าเสี่ยวปิง
“เอายังงั้นก็ได้ เสี่ยวปิง…” จางอี้ปินกลับเรียกหลานชายที่อายุมากกว่าว่าเสี่ยวปิงได้อย่างสบายๆ แถมยังส่งยิ้มเอ็นดูไปให้หลานชายอีกด้วย
จางหยุนปิงจึงได้แต่พยายามทำใจให้ชิน
“นี่ถือเป็นของขวัญแรกพบก็แล้วกัน” จางอี้ปินยื่นจี้หยกสีเขียวปนขาวรูปทรงกลมแบนมีรูตรงกลาง ขนาดใหญ่กว่าเหรียญหนึ่งหยวนเล็กน้อยให้หลานชาย
จางหยุนปิงรับมาอย่างงงๆ ดูจากรูปลักษณ์ภายนอกก็เหมือนกับจี้หยกที่มีขายทั่วไปตามร้านค้าออนไลน์ เพียงแต่จี้หยกในมือของเขาไม่ได้กลมเนียนอย่างจี้หยกที่ออกมาจากโรงงาน
เห็นสีหน้าของหลานชาย จางอี้ปินก็พูดต่อ “หยกชิ้นนี้อาแกะสลักเอง แถมยังลงคาถาป้องกันภัยให้ด้วยนะ อย่าลืมพกติดตัวเอาไว้ด้วยล่ะ ถึงจะเป็นคนดวงแข็งแต่ก็มีโอกาสพลาดพลั้งได้อยู่ดี”
“เอ่อ…ขอบคุณครับ” ถ้าเป็นคนอื่นมาพูดจางหยุนปิงคงจะด่าว่างมงายไร้สาระไปแล้ว แต่พออาเล็กเป็นคนพูดเขากลับเชื่อว่าจี้หยกอันนี้เป็นของดีอย่างไม่มีข้อสงสัย
“ของลุงฉางก็มีนะครับ เดี๋ยวพอถึงบ้านแล้วผมจะหยิบออกมาให้นะครับ”
“ขอบคุณครับ คุณชายสี่” ลุงฉางขอบคุณด้วยความดีใจที่คุณชายสี่ยังมีใจนึกถึงตน อาจจะเพราะเขาเคยติดตามนายท่านจางไปพบไปเห็นผู้คนมาเยอะ จึงพอจะมองออกว่าคนไหนที่เสแสร้ง คนไหนที่มีวิชาจริงๆ
***
ผ่านไปประมาณหนึ่งชั่วโมงกว่า จากวิวทิวทัศน์ชนบทที่มีแต่ภูเขาและต้นไม้แห้งซึ่งปกคลุมไปด้วยหิมะ ก็เริ่มกลายมาเป็นอาคารบ้านเรือนสมัยใหม่สลับกับตึกสูง และมีผู้คนที่ออกมาใช้ชีวิตประจำวันกันอย่างขยันขันแข็ง ชวนให้รู้สึกถึงความมีชีวิตชีวาของผู้คนในตัวเมือง
จางอี้ปินนั่งมองวิวด้านนอกด้วยความสนอกสนใจ เพราะไม่บ่อยนักที่เขาจะได้ลงจากสำนักเข้ามาในเมือง
จางหยุนปิงเห็นอาเล็กเป็นแบบนี้ก็หลุดยิ้มออกมา
นี่แหละถึงจะสมกับเป็นเด็กอายุสิบเก้าปีหน่อย!
ขณะรถกำลังจะเลี้ยวไปทางถนนที่มุ่งไปสู่เขตชานเมือง ซึ่งเป็นที่ตั้งของคฤหาสน์ตระกูลจาง ทันใดนั้นก็มีหญิงสาวคนหนึ่งกระโจนออกมาขวางหน้ารถอย่างกะทันหัน
“เฮ้ย!” ลุงฉางอุทานเสียงดังด้วยความตกใจ พร้อมเหยียบเบรกอย่างสุดตัว
เอี๊ยด!
โป๊ก!
“โอ๊ย!” เพราะไม่ทันตั้งตัว หัวของจางหยุนปิงจึงโขกเข้ากับเบาะหน้าอย่างจัง
“ทำไมลุงฉางเบรกรถแบบนี้ล่ะครับ…โอ๊ย…” เขาลูบหน้าผากของตัวเองพลางบ่นลุงฉางไปด้วย แต่พอหันไปมองอาเล็กกลับเห็นว่าอาเล็กนั่งนิ่งอยู่กับที่เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“ไม่เป็นอะไรมากก็ดีแล้ว เราลงไปดูคุณผู้หญิงคนนี้ก่อนดีกว่า” เป็นจางอี้ปินที่พูดเตือนสติคนในรถ
“เป็นอะไรมั้ยครับคุณผู้หญิง?” จางอี้ปินเอ่ยถามหญิงสาวที่กำลังนั่งตัวสั่นงันงกคล้ายกำลังหวาดกลัวอะไรบางอย่าง
“คุณครับๆ …คุณ!” พอเห็นหญิงสาวใจลอยเหมือนไม่มีสติ จางอี้ปินจึงได้ท่องคาถาในใจแล้วแตะไปที่ไหล่ของเธอเบาๆ
ทันใดนั้นเธอก็คล้ายกับได้สติขึ้นมา “เอ๊ะ!…คุณ…ฉัน…ขอโทษค่ะ…” เธอพูดตะกุกตะกักพร้อมมองไปรอบตัวด้วยท่าทีหวาดระแวง
“หึ! คงไม่ใช่ว่าเป็นมิจฉาชีพหรอกนะ…” จางหยุนปิงเห็นมานักต่อนักแล้วล่ะ กับไอ้วิธีแกล้งวิ่งออกมาให้ชนรถน่ะ
“เปล่านะคะ…ฉันไม่ได้ตั้งใจ…มีคนผลักฉัน…” หญิงสาวพยายามอธิบายเมื่อถูกกล่าวหาว่าเป็นมิจฉาชีพ
โชคดีที่ตอนนี้รถไม่เยอะมากเท่าไหร่ จางอี้ปินจึงให้ลุงฉางเอารถไปจอดที่ข้างทาง แล้วย้ายมานั่งคุยกันที่ร้านคาเฟ่แถวนั้น
“ฉันต้องขอโทษคุณจางอีกครั้งนะคะ แต่ฉันยืนยันได้เลยว่ามีคนผลักฉันให้พุ่งไปหารถของพวกคุณจริงๆ”
จางหยุนปิงยังคงทำหน้าเหมือนไม่เชื่อ แต่จางอี้ปินที่มองประเมินเธออยู่พักใหญ่กลับยิ้มออกมา
“ผมรู้ครับว่าคุณไม่ได้ตั้งใจ…”
“อาเล็ก! ทำไมยอมเชื่อเธอง่ายๆ ยังงั้นล่ะครับ…” จางหยุนปิงกระซิบบอกอย่างไม่เห็นด้วย แต่กลับถูกผู้เป็นอาแตะที่แขนเป็นเชิงห้ามซะก่อน
“ช่วงนี้มีญาติผู้ใหญ่ในบ้านป่วยอยู่ใช่มั้ยครับ?” คำถามของจางอี้ปินทำให้หญิงสาวอึ้งไปครู่หนึ่ง แต่ด้วยท่าทางที่ดูสุขุมและสายตาหลังแว่นกรอบเงินที่สงบนิ่งดูน่าไว้วางใจอย่างประหลาด ก็ทำให้เธอลดความระแวงสงสัยแล้วยอมเล่าเรื่องของตัวเองออกมา
“ใช่ค่ะ…ตอนนี้คุณปู่กำลังนอนโคม่าอยู่ที่โรงพยาบาล นี่ฉันก็เพิ่งจะกลับจากไปเยี่ยมท่านมา…”
เธอคนนี้ชื่อว่าหลิวอิง เป็นหลานสาวสายตรงของตระกูลหลิว ซึ่งถือว่าเป็นตระกูลที่มีชื่อเสียงในเทียนจินไม่น้อย เพียงแต่ว่าหลังจากที่ผู้นำตระกูลคนปัจจุบันเสียชีวิตไปอย่างกะทันหัน ก็ทำให้แม่เลี้ยงของหลิวอิงขึ้นมามีอำนาจในการจัดการเรื่องราวต่างๆ ในตระกูลหลิวแทน
หลิวอิงค่อนข้างรักสงบ จึงไม่ได้สนใจจะไปยื้อแย่งแข่งขันอะไรกับแม่เลี้ยง แต่ดูเหมือนว่าแม่เลี้ยงของเธอจะไม่ยอมปล่อยเธอไปง่ายๆ
“ตอนแรกฉันก็คิดว่ามันแปลกๆ ทั้งที่คุณปู่ก็ตรวจสุขภาพอยู่ตลอด แต่อยู่ๆ ก็ล้มป่วยจนโคม่าแบบนี้…”
“ปกติผมไม่ค่อยชอบยุ่งเรื่องของคนอื่นสักเท่าไหร่… แต่ในเมื่อเรามีวาสนาได้เจอกันแล้ว ถ้าผมไม่ช่วยก็คงจะดูใจดำเกินไปหน่อย…”
จางหยุนปิงได้ยินคุณอาเล็กพูดแบบนั้นก็อดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมคุณอาถึงดูสนใจเรื่องของผู้หญิงคนนี้นัก
‘คงไม่ใช่ว่าหลงเสน่ห์เธอคนนี้หรอกมั้ง…?’
จางอี้ปินยื่นกระดาษยันต์ที่พับเป็นรูปสามเหลี่ยมไปให้หญิงสาว แล้วพูดกำชับ “ให้คุณเอายันต์นี้ไปสอดไว้ใต้หมอนของคุณปู่นะครับ ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด ไม่เกินหนึ่งวันคุณปู่ของคุณก็น่าจะฟื้นขึ้นมาแล้ว”
“เอ่อ…มันจะได้ผลจริงๆ ใช่มั้ยคะ?” หลิวอิงยังเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่ก็อดที่จะคาดหวังไม่ได้
จางหยุนปิงเองก็คุ้นๆ ว่าที่คุณปู่ของเขาฟื้นขึ้นมา ก็เป็นเพราะยันต์สามเหลี่ยมแบบนี้เหมือนกัน
“คุณกลับไปลองทำตอนนี้เลยก็ได้ครับ ไม่เกินวันพรุ่งนี้ก็คงจะเห็นผลแล้ว”
“โอเคค่ะ อย่างน้อยก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย ขอบคุณคุณจางมากนะคะ”
“ไม่เป็นไรครับ ยังไงถ้ามีปัญหาอะไรอีกก็ติดต่อมาได้เลยนะครับ ในเมื่อตัดสินใจช่วยแล้วผมก็ต้องช่วยให้ถึงที่สุด…” จางอี้ปินว่า พร้อมสะกิดหลานชายให้จัดการแลกเบอร์โทรติดต่อกับหลิวอิง
***
“ทำไมอาเล็กถึงดูสนใจผู้หญิงคนนี้นักล่ะ นี่คงไม่ใช่ว่าเกิดหลงรักเธอขึ้นมาหรอกใช่มั้ยครับ…?” พอแยกย้ายกันและเริ่มเดินทางต่อ จางหยุนปิงก็อดที่จะบ่นผู้เป็นอาไม่ได้
“ที่อาทำก็เพื่อเสี่ยวปิงนั่นแหละ เธอกับหลานมีดวงสมพงศ์กันมาก ถ้าแต่งงานกันก็มีแต่จะช่วยส่งเสริมกันให้เจริญรุ่งเรือง ชีวิตคู่ราบรื่นมีลูกมีหลานจนเต็มบ้าน…”
จางหยุนปิงไม่คิดว่าคุณอาที่เพิ่งเจอกันวันแรก จะคิดและเป็นห่วงไปไกลถึงเรื่องคู่ชีวิตของเขาขนาดนี้
“ผม…ผมยังเด็กอยู่เลยนะคุณอา ยังไม่คิดถึงเรื่องนี้หรอกครับ” ชายหนุ่มพูดปฏิเสธอย่างเขินอาย ต่างจากลุงฉางที่มีสีหน้าตื่นเต้นเป็นอย่างมาก
เดี๋ยวกลับไปต้องรีบรายงานนายท่านจางแล้วล่ะ ว่าเจอว่าที่หลานสะใภ้แล้ว
***
ทันทีที่รถเลี้ยวเข้ามาในเขตรั้วบ้านตระกูลจาง สีหน้าที่มักจะมีรอยยิ้มจางๆ อยู่เสมอของจางอี้ปิน ก็เปลี่ยนไปเป็นสีหน้าจริงจังทันที
“จอดตรงนี้ก่อนครับลุงฉาง!” จางอี้ปินสั่งแล้วรีบเปิดประตูลงไปจากรถอย่างรวดเร็ว
จางหยุนปิงถึงจะตกใจกับการกระทำของคุณอาเล็ก แต่ก็รีบลงรถตามไปด้วยอีกคน
จางอี้ปินรีบเดินย้อนกลับไปที่ประตูรั้วซึ่งมีสิงโตหินคู่ตั้งอยู่
พอเดินวนไปวนมาอยู่ครู่หนึ่งก็ร้องขอขวดน้ำจากหลานชาย เมื่อได้ขวดน้ำมาแล้วก็หยิบยันต์ออกมาร่ายคาถาแล้วจุดไฟเผา จากนั้นก็เอาเศษขี้เถ้าผสมลงไปในขวดน้ำแล้วสาดไปยังพื้นดินตรงบริเวณนั้น
รอไม่นานก็มีควันสีดำลอยขึ้นมาจากพื้นดินพร้อมส่งกลิ่นเน่าเหม็นชวนอาเจียน
จางหยุนปิงมองสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยความตกใจสุดขีด แน่นอนว่าเรื่องที่ทำให้ตกใจไม่ใช่เพราะมีควันสีดำลอยขึ้นมาจากพื้นดิน
แต่เป็นเรื่องที่อาเล็กของเขากำแผ่นยันต์ที่กำลังลุกไหม้เอาไว้ในมือจนมันกลายเป็นขี้เถ้าต่างหากล่ะ
เรื่องแบบนี้คนธรรมดาทำได้ที่ไหนกัน!
1.ฉางซาน (长衫) เป็นเสื้อคลุมยาวชิ้นเดียวจรดข้อเท้า
เปิดตัวจางอี้ปินอย่างเป็นทางการแล้วค่าาาาา ฝากเอ็นดูเสี่ยวปินกันด้วยนะคะ
ใดๆ คือ จางหยุนปิงกลายเป็นแฟนคลับนัมเบอร์วันของอาเล็กไปแล้วค่ะ
ปล…มันมีปมเรื่องครอบครัวอยู่ในตอนหลังๆนะคะ ใจเย็นๆกันก่อนน้าาาา
ปล.อีกนิด ฝากคอมเม้นต์ติชมให้หน่อยนะคะ