โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

กลไกตลาดทุน เพื่อส่งเสริมความเสมอภาคทางการศึกษาและการพัฒนาทุนมนุษย์อย่างยั่งยืน

การเงินธนาคาร

อัพเดต 23 ม.ค. 2567 เวลา 12.15 น. • เผยแพร่ 19 ม.ค. 2567 เวลา 03.57 น.

หลักสูตรผู้บริหารระดับสูง สถาบันวิทยาการตลาดทุน (วตท.) รุ่นที่ 33 นำเสนอผลงานทางวิชาการ เรื่อง "กลไกตลาดทุนเพื่อส่งเสริมความเสมอภาคทางการศึกษาและการพัฒนาทุนมนุษย์อย่างยั่งยืน"โดยมีข้อเสนอ 6 เรื่อง ประกอบด้วย การสร้างแพลตฟอร์มส่งเสริมการลงทุนเพื่อการศึกษา, การหักรายได้/กำไรเพื่อการศึกษา, ส่งเสริมการออกตราสารหนี้เพื่อสังคม , แนวคิดการใช้กฏหมายเพื่อส่งเสริม CSR , มาตรการสร้างแรงจูงใจบริษัทจดทะเบียน และสถานประกอบการช่วยพัฒนากำลังคน

หลักสูตรผู้บริหารระดับสูง สถาบันวิทยาการตลาดทุน (วตท.) รุ่นที่ 33 นำเสนอผลงานทางวิชาการ เรื่อง "กลไกตลาดทุน เพื่อส่งเสริมความเสมอภาคทางการศึกษาและการพัฒนาทุนมนุษย์อย่างยั่งยืน" โดยชี้ให้เห็นถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาถือเป็นปัญหาสำคัญของประเทศที่ส่งผลกระทบต่อเด็กเยาวชนไทยหลายล้านคน และมีมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจต่อปีสูงมากกว่าปีละกว่า 200,000 ล้านบาท ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP)

รายงานวิชาการ วตท.33 ฉบับนี้มุ่งสนับสนุนวิสัยทัศน์และพันธกิจสำคัญของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และสถาบันวิทยาการ ตลาดทุน ที่ต้องการส่งเสริมบทบาท การพัฒนา ตลาดทุน เพื่อประโยชน์ของคนไทยทุกคนผ่านการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการยกระดับคุณภาพชีวิตของทุกคน มุ่งศึกษาโอกาส และแนวทางที่กลไก ตลาดทุนของไทยสามารถมีบทบาทในการส่งเสริมความเสมอภาคทางการศึกษา และการพัฒนาทุนมนุษย์ผ่านการบูรณาการการทำงานร่วมกับกลไกภาครัฐและกลไกภาคประชาสังคม เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างยั่งยืน เพื่อให้ประเทศไทยมีทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพและปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของการพัฒนาประเทศของบริษัทจดทะเบียนและช่วยสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาประเทศให้ก้าวออกจากกับดักรายได้ปานกลาง เพิ่มโอกาสในการเคลื่อนย้ายทางสังคมและเศรษฐกิจและแก้ไขปัญหาความยากจนข้ามรุ่น

รายงานวิชาการฉบับนี้ได้มีข้อเสนอเชิงนโยบายที่่กลไก ตลาดทุน จะมีส่วนในการส่งเสริมแรงจููงใจ (Quality Signal Mechanism) ในการลงทุนเพื่อสินค้าสาธารณะ(Public Goods) เช่น ความเสมอภาคทางการศึกษา และคุณภาพทุนมนุษย์ในประเทศไทยทั้้งมาตรการภาคสมัครใจ และมาตรการภาคบังคับซึ่งมุ่งแก้ไขปัญหาความไม่สมมาตรของข้อมููล (Asymmetric Information) ที่อาจเป็นสาเหตุสำคัญของระดับการสนับสนุนเงินทุนเพื่อการศึกษาของภาคเอกชนไทย

ในปัจจุบันที่แม้จะมีเเรงจููงใจทางภาษีมากกว่า 2 เท่า แต่บริษัทเอกชนทั้้งในและนอกตลาดหลักทรัพย์ กลับมีการบริจาคเงินทุนเพื่อการศึกษาเพียงแค่ร้อยละ 0.2 ของกำไรก่อนหักภาษี ซึ่งคิดเป็นเพียง 1 ใน 10 ของวงเงินที่สามารถบริจาคได้สูงสุดในส่วนของบุุคคลธรรมดามีประชาชนผู้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเพียงร้อยละ 5.9 จาก 11 ล้านคนที่ได้บริจาคเพื่อสนับสนุนการศึกษาด้วยจำนวนเงินนบริจาคเพียงร้อยละ 4.7 ของวงเงินที่ผู้เสียภาษีทั้งระบบพึงจะสามารถใช้สิทธิลดหย่อนได้

จากข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงให้เห็นว่ายังมีโอกาสอีกมากที่ภาคเอกชนและประชาชนจะสามารถมีบทบาทในการร่วมลงทุน และสนับสนุนความเสมอภาคทางการศึกษาและการพัฒนาคุณภาพทุนมนุษย์อย่างยั่งยืน

โดยรายงานฉบับนี้ได้ประเมินผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่ประเทศไทยจะได้รับหากการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา อาทิ ปัญหาเด็กเยาวชนนอกระบบการศึกษาได้รับการแก้ไขสำเร็จในอนาคต เพื่อวิเคราะห์ความคุ้มค่าในการลงทุนรวมทั้งประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของตลาดทุนไทยและประชาชนคนไทยทุกคนในระยะยาว

สำหรับข้อเสนอ กลไกตลาดทุน เพื่อส่งเสริมความเสมอภาคทางการศึกษาและการพัฒนาทุนมนุษย์อย่างยั่งยืน มี 6 เรื่อง ดังนี้

1. สร้างแพลตฟอร์มเพื่อส่งเสริมการลงทุน (Outcomes Fund) เพื่อการศึกษา

หนึ่งในข้อเสนอเพื่อระดมทรัพยากรจากตลาดทุน คือการต่อยอดและพัฒนาระบบการจ่ายเงินตามความสำเร็จของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ให้เป็นแพลตฟอร์มที่สร้างระบบนิเวศน์ของการบริจาค ผู้ดำเนินโครงการ ผู้ประเมินตรวจสอบ และผู้จ่ายเงินตามผลลัพธ์ ให้สามารถขยายขนาดของกลไกและสร้างศักยภาพของระบบได้ และมีโอกาสนำโครงการนี้ไปต่อยอดกับเงินบริจาคเพื่อจุดประสงค์อื่นๆได้

แพลตฟอร์ม ประกอบไปด้วย

  • ผู้จ่ายเงิน (funder) เป็นผู้มีงบประมาณเพื่อพัฒนาโครงการเพื่อบรรลุจุดประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่ง มีโจทย์สำคัญคือ การเพิ่มประสิทธิผลของเงินที่จ่าย และมีเครื่องชี้วัดที่ชัดเจน เช่น กสศ. ในกรณีการดำเนินโครงการเกี่ยวกับความเสมอภาคทางการศึกษา
  • ผู้ประกอบการวิสาหกิจเพื่อสังคม (social enterprise) ผู้ดำเนินโครงการที่มีโจทย์สำคัญคือการทำโครงการที่ตอบโจทย์สังคม และได้รับกำไรที่พอเหมาะ
  • ผู้บริจาค/สนับสนุนเงินทุน (donator/investor) มีบทบาทในการจ่ายเงินล่วงหน้าและรับความเสี่ยงกรณีที่โครงการไม่ประสบความสำเร็จ แต่มีโอกาสได้รับเงินคืนหากโครงการประสบความสำเร็จตามเครื่องชี้วัด และอาจมีแรงจูงใจจากการหักภาษี
  • ผู้ประเมินและตรวจสอบโครงการ ทำหน้าที่ประเมินว่าโครงการได้ผลครบถ้วนตามเครื่องชี้วัดที่ตกกันไว้ก่อนหน้า
  • ผู้ประเมินความเสี่ยงและความน่าเชื่อถือของผู้ประกอบการ ทำหน้าที่ประเมินความน่าเชื่อถือ

สำหรับกลไกการทำงานของแพลตฟอร์ม ผู้สนับสนุนเงินทุนสามารถเลือกกระจายเงินและสนับสนุนได้มากกว่าหนึ่งโครงการ,มีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของวิสาหกิจเพื่อสังคม,มีการประเมินผลการดำเนินงาน,ผู้จ่ายเงินทำหน้าที่ประเมินโครงการ,ผู้สนับสนุนมีโอกาสได้รับเงินคืน

หากแพลตฟอร์มสามารถทำงานได้ดี ผู้จ่ายเงิน (เช่น กสศ.ในกรณีการส่งเสริมความเสมอภาคทางการศึกษา) จะเปลี่ยนจากผู้ดำเนินโครงการ ไปเป็นบทบาทในการตั้งโจทย์ เลือกจุดประสงค์ของโครงการ เลือกเครื่องชี้วัดที่เหมาะสม และทำหน้าที่ที่สำคัญในการประเมินโครงการ และจัดอันดับความน่าเชื่อถือของวิสาหกิจเพื่อสังคมที่ต้องการมาดำเนินโครงการหรืออาจแบ่งหน้าที่ในการประเมินและจัดอันดับความน่าเชื่อถือไปให้กับผู้ประเมินภายนอกเพื่อความเป็นอิสระ

หากสามารถดำเนินการได้เช่นนี้ ประสิทธิภาพในการจ่ายเงินจะสูงขึ้นมาก เพราะจะจ่ายเงินเมื่อโครงการประสบความสำเร็จ ลดข้อจำกัดในการดำเนินโครงการต่างๆ สามารถเพิ่มขนาดของโครงการได้ การแข่งขันในแพลตฟอร์ม จะทำให้ผู้ดำเนินโครงการที่มีความสามารถสูงมีความน่าเชื่อถือสูง สามารถดำเนินโครงการจนประสบความสำเร็จ จะได้รับการส่งเสริม และเพิ่มโอกาสความสำเร็จของโครงการโดยรวม

สำหรับการทำงานของโครงการมี 5 ขั้นตอนดังนี้

  • เริ่มดำเนินโครงการโดยออกค่าใช้จ่ายล่วงหน้าผู้ดำเนินโครงการ
  • ส่งข้อมูลและสนับสนุนการเก็บข้อมูลเพื่อการประเมินผลผลิตและผลลัพธ์
  • ส่งผลการประเมินผลผลิตและผลลัพธ์ เพื่อประกอบการพิจารณาอนุมัติการจ่ายเงิน
  • จ่ายเงินอุดหนุนตามความสำเร็จของผลผลิตและผลลัพธ์ที่เป็นค่าเป้าหมาย โดยไม่ต้องแสดงใบเสร็จตามรายการใช้จ่ายผู้จ่ายเงินตามผลลัพธ์โครงการที่อนุมัติ (Outcome Funder)
  • ผู้ดำเนินโครงการขยายการดำเนินงานในพื้นที่เพิ่มเติม (ระยะที่ 2)

2. การออกตราสารหนี้เพื่อสังคม ( Social Bond: SB) เพื่อเป็นทางเลือกสำหรับการระดมทุนเพื่อการศึกษา

ตราสารหนี้ถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่เปิดโอกาสให้มีการสร้างสรรค์นวัตกรรมการเงินการคลังเพื่อส่งเสริมการระดมเงินบริจาคเพื่อการศึกษาและการพัฒนาทุนมนุษย์ในหลายประเทศเพื่อทดแทนการใช้งบประมาณจากภาครัฐเพื่อสนับสนุนการดำเนินโครงการขนาดใหญ่ โดยหนึ่งในรูปแบบของนวัตกรรมการเงินในรูปแบบตราสารหนี้ที่หลายประเทศพยายามพัฒนาขึ้น คือ การออกพันธบัตรเพื่อสังคม (Social Impact Bond : SIB)

โดยกรอบแนวคิดของ SIB คือ การออกพันธบัตรสัญญาแก่ภาคเอกชนเพื่ออนุญาตให้ภาคเอกชนเข้ามาลงทุนหรือ ดำเนินการเพื่อแก้ปัญหาทางสังคม หรือจัดทำแผนและแนวทางในการป้องกันปัญหาสังคมในประเด็นเฉพาะตามที่แต่ภาครัฐและภาคเอกชนตกลงกัน โดยรัฐจะจ่ายค่าตอบแทนให้ภาคเอกชนเมื่อโครงการดังกล่าวเกิดประสิทธิผลอย่างเป็นรูปอธรรมต่อสังคม ตัวอย่างของการใช้ SIB ที่ประสบความสำเร็จ คือ ประเทศเกาหลีใต้

สำหรับประเทศไทย ตลาด ESG Bond ขยายตัวอย่างต่อเนื่องในช่วงปี 2019-2022 ตามแนวโน้มการเติบโตของตลาดต่างประเทศ ถึงแม้ตลาด ESG Bond ของไทยมีขนาดเล็กกว่ามาก แต่แนวโน้มการใช้ประโยชน์เครื่องมือทางการเงินประเภทดังกล่าวเพื่อนำมาช่วยแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและสังคม รวมไปถึงความต้องการลงทุนในหลักทรัพย์ยั่งยืนของนักลงทุนที่หันมาใส่ใจประเด็นสิ่งแวดล้อมและสังคมมากขึ้น ดังนั้น การออกตราสารหนี้เพื่อที่จะสนับสนุนการศึกษาจึงเป็นอีกทางเลือกในการระดมทุน

หลักการของตราสารหนี้เพื่อพัฒนาสังคม มี 4 เรื่องดังนี้

  • การนำเงินไปใช้ในโครงการเพื่อประโยชน์ต่อสังคม
    • กำหนดวัตถุประสงค์ กลยุทธ์ของโครงการเพื่อสังคมที่จะระดมทุนผ่านตราสารหนี้เพื่อสังคม และต้องจัดให้บุคคลภายนอกมีส่วนในการประเมินโครงการ
    • จัดให้มีการแยกบัญชีเงินที่ได้จากการออกตราสารหนี้เพื่อสังคม จากบัญชีบริหารงานปกติของบริษัท รวมถึงต้องมีการติดตามจำนวนเงินที่ใช้ไปในการพัฒนาโครงการ และเงินที่คงเหลือในบัญชี
    • การจัดทำรายงานและเปิดเผยข้อมูลโครงการ จำนวนเงินที่ใช้ในการลงทุน รวมถึงเงินคงเหลือ ตามรอบระยะเวลา เช่น รายปี หรือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ

สำหรับประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการออกตราสารหนี้เพื่อสังคม เช่น จ่ายอัตราดอกเบี้ย (Coupon) ต่ำกว่าตราสารหนี้ที่ไม่ใช่ตราสารเพื่อความยั่งยืน (Non-ESG bond ) เล็กน้อยประมาณ 0.6 -0.7 % ต่อปี สามารถนำเงินบริจาคไปลดหย่อนภาษีได้ นอกจากนี้ยังส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ขององค์กร

3. การหักสัดส่วนรายได้/กำไร (Commitment) เพื่อการศึกษา หรือ มาตรการรณรงค์ให้เกิดการให้คำมั่นสัญญาในการกันเงินกำไรของบริษัทเพื่อเป้าหมายทางสังคม การศึกษา และการพัฒนาทุนมนุษย์ ( Social Investment Pledge)

หนึ่งในมาตรการภาคสมัครใจในการแก้ปัญหาความไม่สมมาตรของข้อมูลในตลาดการะดมทุนเพื่อสินค้าสาธารณะ (Financing Public Goods) อย่างความเสมอภาคทางการศึกษาหรือคุณภาพทุนมนุษย์ของไทย คือการส่งเสริมให้บริษัทเอกชนขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพในการลงทุนเพื่อสังคมอย่างยั่งยืนประกาศคำมั่นสัญญาแก่สังคมว่าบริษัทจะกันเงินกำไรขั้นต้นร้อยละ 1-2 ไปลงทุนเพื่อสังคมและสาธารณะ เช่น เรื่องความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา หรือ การพัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศ ก่อนจะนำไปจ่ายปันผลแก่ผู้ถือหุ้น (Social Investment Pledge)

ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดแรงขับเคลื่อนทางสังคมให้บริษัทอื่นๆ ทั้งที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน หรืออุตสาหกรรมอื่น หันมาสนใจ หรือให้ความสำคัญกับการสนับสนุนมาตรการในลักษณะเดียวกันอย่างเป็นรูปอธรรม ซึ่งแม้จะมิได้เป็นการลงทุนในเป้าหมายเดียวกันทั้งหมด แต่การส่งสัญญาณที่ชัดเจนจากบริษัทขนาดใหญ่ที่มีชื่อเสียง และศักยภาพในการวิเคราะห์ความคุ้มค่า และความสำคัญในการช่วยแก้ไขปัญหาสังคมดังกล่าวให้แก่ประเทศย่อมจะส่งสัญญาณต่อตลาดให้เห็นความสำคัญของโจทย์ดังกล่าว และสร้างแนวร่วมในการประกาศคำมั่นสัญญาในลักษณะเดียวกันของบริษัทอื่น ๆในอนาคต

ตัวอย่าง เช่น การจัดตั้งกองทุน 1 % For the Planet โดยบริษัท Patagonia ของประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นผู้ผลิตเสื้อผ้าอุปกรณ์ปีนเขาและการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ สนับสนุนให้มีการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและเชิญชวนให้ภาคธุรกิจสัญญา (Pledge)ร้อยละ 1 ของกำไรขั้นต้น (Gross Profit) ซึ่งกองทุนจะช่วยพิจารณาโครงการและภาคีที่เหมาะสมกับความต้องการของผู้ให้บริจาคด้วย

ตัวอย่างการทำงานในรูปแบบข้างต้นอาจเป็นต้นแบบของการพัฒนาความร่วมมือระยะยาวระหว่างเครือข่ายกองทุนของบริษัทจดทะเบียน ร่วมกับ ตลท. ซึ่งสมาชิกของกองทุนจะได้ประโยชน์จากการมีหน่วยงานภายนอกช่วยให้คำปรึกษา / สนับสนุนการดำเนินโครงการ CSR รวมถึงอาจได้ประโยชน์จากการเป็นสมาชิกเครือข่ายของกองทุน

4. การส่งเสริมการลงทุนเพื่อสังคม (การศึกษา) ด้วยการออกกฎหมาย CSR

ปัจจุบันหลายประเทศใช้การออกกฎหมายเพื่อบังคับให้บริษัทเอกชนจัดสรรเงินเพื่อการสาธารณกุศล (Mandatory Corporate Philanthropy เช่น มอริเชียส อินเดีย เนปาล และ ไนจีเรีย ยกตัวอย่าง ประเทศมอริเชียส ในปี 2019 ได้กำหนดให้บริษัทกันเงินมูลค่า 2% ของรายได้บริษัทในปีก่อนหน้าจัดตั้งกองทุน CSR โดยจัดสรรให้ 75% ของกองทุนไปยังกระทรวงการคลัง ส่วน 25% ที่เหลือให้ดุลพินิจแก่บริษัทที่จะใช้ในโครงการใดๆ ตามนโยบายด้านความรับผิดชอบต่อสังคมของบริษัท

ส่วนประเทศอินเดีย มีพรบ.บริษัท (Companies Act 2013) โดยกำหนดให้บริษัทที่มีขนาดใหญ่ Net worth สูงกว่า 160 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือมีกำไรสุทธิสูงกว่า 780 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต้องลงทุนใน CSR ไม่ต่ำกว่า 2 % ของกำไรเฉลี่ยตลอด 3 ปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ในระดับนานาชาติ มาตรการบังคับ (Mandatory) มีใช้อยู่จริงเพียงไม่กี่ประเทศ

สำหรับแนวทางที่เหมาะสมกับประเทศไทย ควรพิจารณาส่งเสริมมาตรการสร้างแรงจูงใจ (incentive) ผ่านการยกเว้นภาษีสำหรับเงินบริจาคเพื่อการกุศล หรือเงินบริจาคด้านการศึกษา ประกอบกับมาตรการส่งเสริมแรงจูงใจอื่นๆ เช่น การส่งเสริมการลงทุนเพื่อสังคมภายใต้กรอบ ESG หรือ SDG ให้มีความชัดเจนและเป็นที่รับรู้ในวงกว้างมากขึ้น

5. มาตรการสร้างแรงจูงใจแก่บริษัทจดทะเบียน

เสนอยกระดับ ESG สู่ SDG เพื่อส่งเสริม Double Materiality และ New S-Curve for Sustainable Growth & Competitive Advantage ให้กับประเทศไทย และ Make capital market work for Everyone ด้วยมาตรการสร้างแรงจูงใจให้บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในวาระครบรอบ 50 ปี ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)

ปัจจุบันตลาดหุ้นไทย มีบริษัทจดทะเบียนประมาณ 908 บริษัท และพันธมิตรที่ถือได้ว่าเป็นความหวังเดียวของประเทศไทย เนื่องจากมีความพร้อมมากสุดในเรื่องของเงินทุน มีคนเก่งและดี (Talents) เครือข่าย องค์ความรู้ความสามารถและประสบการณ์ มีขนาดและพื้นที่เป้าหมายที่จะสร้างผลลัพธ์ทางสังคม (social impact) จำเป็นอย่างมาก

ทำไมต้องทำตัว “S” (สังคม – การศึกษา) ตั้งแต่บัดนี้

  • ตัว “E” (Environment) และ “G” (Governance) ทำมานานและดีพอสมควรแล้ว
    • ตัว “S” (Society) – การศึกษาและทุนมนุษย์เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม
    • ตัว “S” นี้ สำคัญต่อการสร้างความสามารถในการแข่งขันระดับประเทศ (National Competitiveness) เพื่อดึงธุรกิจ New S-Curve เข้ามาลงทุนมากยิ่งขึ้น เพื่อให้และ performance บลจ. และ SET ดียิ่งขึ้น และประเทศไทยมีกำไร (มาร์จิ้น) ที่ดียิ่งขึ้นใน ระยะยาว
    • ตัว “S” ยังสอดคล้องโดยตรงกับ SDG หลายข้อโดยเฉพาะข้อ 1- Reduced Inequalities ข้อ 1 No Poverty ข้อ 4 Quality education และข้อ 8 Decent work & Economic growth

สำหรับบทบาทของตลท. ต่อการส่งเสริม ESG สามารถทำเพิ่มเติมในเรื่องการศึกษาเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและคุณภาพใน 4 เรื่อง ดังนี้

  • สร้างความตระหนักรู้ ด้วยการเพื่มเรื่อง Equity & Quality Education ในหมวด “S” ที่เดิมมีอยู่แล้ว ,การจัดสัมมนา เช่น ESG ในเชิงลึก และการเรียนรู้ให้กับทุกภาคส่วน
  • เพิ่มจำนวนผู้ทำโครงการเกี่ยวกับการศึกษา (Building implementors e.g. social enterprises & other vehicles)
  • ส่งเสริมและชี้นำ (Incentivising & Guiding Listed Companies ) ด้วยการกำหนด (new) Theme และ Guidelines – “S” ให้ทำอย่างต่อเนื่องและวัด Social Impact ได้ ,รางวัลพิศษ – “S” ที่เน้นเรื่องการศึกษาเพื่อลดความเลื่อมล้ำแต่เพิ่มคุณภาพตอบโจทย์อนาคต
  • สร้างและนำ Collaborating Platform ความร่วมมือและสนับสนุนกับทุกภาคส่วน เช่น การออกผลิตภัณฑ์ระดมทุนใหม่ๆ ที่ช่วยเหลือสังคมและตอบโจทย์นักลงทุน การสร้างและนำเสนอแรงจูงใจใหม่ ๆ เช่น ภาษี, การจ้างงานและการฝึกงาน (Upskill และ Reskill) การสร้างรายงานความน่าเชื่อถือ ( Trust Reporting) ที่เชื่อมโยงและวัด Social Impacts ให้ดียิ่งขึ้นเพื่อให้นักลงทุนมั่นใจในการลงทุนในโครงการเพื่อสังคมที่เกียวข้องมากขึ้น

ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมสำหรับการพิจารณารางวัล SET Sustainability Awards โดยกำหนด Theme อย่างต่อเนื่องเพื่อชักชวนให้บริษัทจดทะเบียนมาทำโครงการเรื่องการศึกษาเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มรายละเอียดที่ชัดเจนในเรื่องการศึกษาเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและการปรับปรุงคุณภาพการศึกษาไว้ในหมวด “S” ความรับผิดชอบกับชุมชน/สังคม ให้คะแนนเพิ่มเติมให้กับบริษัทจดทะเบียน และโครงการที่ทำเพื่อส่วนรวม (SDG Goals : Education) และการสร้าง New S-curve ให้กับประเทศ และเพิ่ม Society – Education for Equality & Quality improvement award เป็นรางวัลใหม่

ทั้งนี้เพื่อกระตุ้นให้ บลจ. หันมาให้ความสนใจในเรื่องการสนับสนุนทางการเงิน (Finance) การฝึกอบรม และเป็นผู้แนะนำ (Upskilling & Mentoring) และการว่าจ้างงาน (Hiring) น้องๆ ที่ขาดโอกาสทางการศึกษาให้มากขึ้นอย่างต่อเนื่องรวมถึงการวัด Social impacts ที่เป็นระบบมากขึ้น

6. สถานประกอบการร่วมพัฒนากำลังคน เพื่อการพัฒนาประเทศ และเยาวชนนอกระบบการศึกษาไทย (NEETs)

ข้อสรุปจากการประชุมกลุ่มย่อยของการประชุมเชิงปฎิบัติการ วตท.33 เรื่องบทบาทของบริษัทจดทะเบียนในตลาดทุนเพื่อสนับสนุนมาตรการส่งเสริมความเสมอภาคทางการศึกษาและการพัฒนาทุนมนุษย์ คณะนักศึกษา วตท. โดยเฉพาะผู้เป็นเจ้าของกิจการ และผู้บริหารของบริษัทจดทะเบียน ตลอดจนบริษัทที่ยังไม่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เห็นพ้องกันว่า หนึ่งในแนวทางแก้ไขปัญหาการขาดแคลนกำลังคนที่ตรงตามความต้องการของผู้ประกอบการ และการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาอย่างยั่งยืน คือ การใช้สถานประกอบการเป็นศูนย์ฝึกพัฒนาทักษะอาชีพให้แก่เยาวชนที่ออกจากระบบการศึกษาเพราะต้องหารายได้เลี้ยงตนเองและครอบครัว และขาดโอกาสในการหาทุนสนับสนุนการศึกษาต่อหลังสำเร็จการศึกษาภาคบังคับ หรือขั้นพื้นฐาน จำนวนมากกว่า 150,000 คนต่อปี

ข้อเสนอการพัฒนาต้นแบบการเปลี่ยนสถานประกอบการเป็นศูนย์พัฒนาทักษะอาชีพให้แก่เยาวชนนอกระบบการศึกษา อาจสรุปแนวทางได้ตามนี้

  • บริษัททั้งที่จดหรือไม่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ควรมีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพทักษะอาชีพให้แก่เยาวชนทั้งที่อยู่ในระบบการศึกษาร่วมกับสถานศึกษา รวมทั้งกลุ่มเป้าหมายที่ออกจากระบบการศึกษามาแล้ว ร่วมกับหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง เช่น หน่วยงานของกระทรวงแรงงาน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นต้น
  • เพื่อให้การพัฒนาทักษะแรงงานให้แก่เยาวชนที่ออกจากระบบการศึกษา ด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจมีความยั่งยืน สถานประกอบการอาจมีความจำเป็นต้องชดเชยค่าเสียโอกาสที่เยาวชนเหล่านี้ต้องใช้เวลามาพัฒนาทักษะแรงงาน เช่น การสนับสนุนสวัสดิการค่าเดินทาง ค่าอาหาร และเบี้ยเลี้ยงให้แก่เยาวชนกลุ่มนี้ในช่วงที่มีการฝึกอบรมพัฒนา
  • การพัฒนาเยาวชนกลุ่มเป้าหมายดังกล่าวควรนำไปสู่โอกาสในการจ้างงานในสถานประกอบการที่ร่วมพัฒนากลุ่มเป้าหมายนี้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยอาจมีการกำหนดเงื่อนไขการรับเข้าทำงานภายหลังการสำเร็จการศึกษา หรือ การพัฒนาทักษะอาชีพ เป็นต้น เพื่อสร้างแรงจูงใจให้บริษัทเอกชนเข้าร่วมโครงการในลักษณะนี้มากขึ้น
  • บริษัทเอกชนที่มีศักยภาพในการร่วมพัฒนาทักษะด้านอาชีพของเยาวชนทั้งในและนอกระบบการศึกษาควรได้มีโอกาสร่วมกับสถานศึกษา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการพัฒนานวัตกรรมการพัฒนาทักษะอาชีพ ทุนมนุษย์ และขีดความสามารถในการแข่งขันของเยาวชนที่มาจากครัวเรือนผู้มีรายได้น้อยอย่างเป็นระบบเพื่อให้การลงทุนทั้งในด้านทรัพยากร และเวลาของภาคเอกชนมีประสิทธิภาพ และความยั่งยืน
  • ระบบการศึกษาในอนาคตของไทย ภาครัฐและภาคเอกชนควรมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทาง และเป้าหมายการผลิตบัณฑิตมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เพื่อส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย และแก้ไขปัญหาการขาดแคลนกำลังในสาขาที่สำคัญต่อการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของประเทศ ดังที่เป็นอยู่ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา
  • ค่าใช้จ่ายที่บริษัทเอกชนร่วมลงทุนในกระบวนการผลิตพัฒนากำลังคนโดยลำพัง หรือร่วมกับสถานศึกษา หรือหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง ควรได้รับสิทธิลดหย่อนภาษี 2 เท่าจากกรมสรรพากร เพื่อสร้างแรงจูงใจให้แก่บริษัทเอกชนให้เข้ามาร่วมสนับสนุนการลดความเหลื่อมล้ำและการพัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศให้เพียงพอต่อจำนวนเยาวชนที่ต้องการการสนับสนุนนอกระบบการศึกษามากกว่า 150,000 คนต่อปี และในระบบอีกจำนวนมาก ซึ่งการลงทุนเหล่านี้มีความคุ้มค่าต่อระบบเศรษฐกิจใทยในระยะยาว และจะเพิ่มโอกาสในการจัดเก็บภาษีในอนาคตจากเยาวชนกลุ่มเป้าหมายเหล่านี้และบริษัทเอกชนที่จะมีรายได้สูงขึ้น

หลังจบการรายงานทางวิชาการเรื่อง "กลไกตลาดทุนเพื่อส่งเสริมความเสมอภาคทางการศึกษาและการพัฒนาทุนมนุษย์อย่างยั่งยืน" ตัวแทนนักศึกษาหลักสูตรวิทยาการตลาดทุน รุ่นที่ 33 (วตท.33) ได้ร่วมบริจาคเงินเข้ากองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จำนวน 2,000,000 บาท อีกด้วย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...