โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

"ความสำเร็จไม่จำกัดอายุ" เรียนรู้ความสำเร็จจาก Henry Ford ชายผู้ประสบความสำเร็จในวัย 60

Mission To The Moon

เผยแพร่ 15 ม.ค. 2567 เวลา 05.30 น. • Mission To The mOon Media

“อายุ 30 แล้ว ยังไม่มีอะไรเป็นของตัวเองเลย”
“อายุ 40 แล้ว ชีวิตยังไม่ประสบความสำเร็จสักที”
“อายุ 50 แล้วรู้สึกปลง คิดว่าชีวิตคงไปได้แค่นี้”
ถ้าหากลองถามเรื่องราวชีวิตของคนในแต่ละวัย เราอาจจะได้ยินเรื่องราวของคนที่มีความสำเร็จไม่มากนัก แต่ตรงกันข้าม เรามักจะได้ยินเรื่องราวของคนในวัยผู้ใหญ่ที่รู้สึกหมดไฟ กังวลหรือเครียดกับชีวิตของตัวเอง เพราะถูกกดดันจากมาตรฐานความสำเร็จของสังคมกับสิ่งที่เรียกว่า “อายุ”
.
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสังคมไทยมักจะมีกรอบที่ตีไว้ว่าเมื่อคนคนหนึ่งใช้ชีวิตมาในช่วงวัยหนึ่ง คนคนนั้นก็ต้องมีความสำเร็จบางอย่างที่เป็นค่านิยมของคนไทย เพื่อการันตีว่าตัวเองมีชีวิตที่ดีและไม่ล้มเหลว ไม่ว่าจะเป็นรถ บ้าน การแต่งงานหรือการขึ้นสู่จุดสูงสุดของงานและธุรกิจที่ทำ
.
ความกดดันเหล่านี้ทำให้คนในวัยกลางคนหรืออายุประมาณ 30-50 ปีนั้นเจอกับสิ่งที่เรียกว่า “วิกฤตวัยกลางคน” หรือ Midlife Crisis ซึ่งเป็นความรู้สึกหนักอึ้งทางจิตใจ เครียด กลืนไม่เข้าคายไม่ออกจากภาระที่ตัวเองต้องแบกรับ เมื่อบวกกับมาตรฐานความสำเร็จในสังคมแล้วย่อมทำให้คนกลุ่มนี้เกิดความทุกข์ที่ตัวเอง “ไม่ประสบความสำเร็จ” ตามมาตรฐานสักที
.
“แล้วเมื่อไหร่ เราถึงจะประสบความสำเร็จสักที?” คำถามนี้คงอยู่ภายในใจของวัยกลางคนหลายคนและแน่นอน คำถามนี้ก็เป็นคำถามที่ชายผู้ก่อตั้งธุรกิจรถยนต์ที่ใครๆ ก็ต้องรู้จัก เฝ้าถามตัวเองซ้ำๆ ไม่ต่ำกว่า 20 ปีก่อนที่จะประสบความสำเร็จ
.
ชายผู้นี้มีชื่อว่า Henry Ford หรือผู้ก่อตั้ง Ford Motor ซึ่งบริษัทที่ผลิตรถยนต์ Ford ที่เราคุ้นชื่อกันในปัจจุบัน แต่ใครจะรู้ว่ากว่าที่เขาจะประสบความสำเร็จจนสามารถผลิตรถยนต์ที่ส่งออกไปจำหน่ายทั่วโลกเป็นหลักล้านคันและเป็นจุดเริ่มต้นของยุคอุตสาหกรรมสมัยใหม่จนมีคำที่เรียกขั้นตอนของการพัฒนาอุตสาหกรรมในยุคนั้นว่า “Fordism” นั้น เขาต้องทำงานอยู่ภายใต้เงาของใครบางคนเป็นเวลานานและพบกับความล้มเหลวซ้ำๆ จนสามารถเรียกตัวเองได้ว่าเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จอย่างเต็มปากในวัย 60 ปี ซึ่งเป็นวัยเกษียณของใครหลายคน
.
Henry Ford ต้องฝ่าฟันอุปสรรคอะไรบ้างและเขาประสบความสำเร็จได้อย่างไร วันนี้ เราจะไปค้นหาแรงบันดาลใจ พร้อมทั้งเรียนรู้บทเรียนเรื่องความสำเร็จจากชีวิตของเขา
.
.
Henry Ford เมื่อชีวิตถูกลิขิตให้พบกับความล้มเหลว
.
หากใครที่คิดว่าชีวิตของตัวเองมักจะพบกับเรื่องที่ล้มเหลวหรือมีโชคร้ายตลอดเวลา ขอให้รู้ไว้ว่าเรื่องราวของ Henry Ford นั้นอาจจะใกล้เคียงหรือสามารถเป็นเพื่อนกับคุณได้
.
ย้อนกลับไปเมื่อปี ค.ศ. 1863 ยุคที่สงครามกลางเมืองอเมริกา (American Civil War) กำลังดุเดือด Henry Ford ได้ถือกำเนิดขึ้นในครอบครัวผู้อพยพในสหรัฐอเมริกา ซึ่งสามารถเรียกได้ว่าเป็นครอบครัวมีฐานะยากจน โดยทำอาชีพเกษตรกรรมเพื่อหาเลี้ยงชีพ จนเขาต้องพบกับความสูญเสียครั้งใหญ่ของชีวิตเมื่อแม่ของเขาได้จากไปในช่วงที่เขาอายุเพียง 13 ปี
.
หลังจากนั้น พ่อก็มอบหมายหน้าที่ในการดูแลไร่ให้กับเขา แต่ Henry Ford มองว่าเขาไม่ได้มีความสนใจเรื่องการทำไร่ทำสวน เพราะที่เขาทำไปก็เพราะแม่เท่านั้น ตรงกันข้ามเขากลับมีแววของนักประดิษฐ์ตั้งแต่เด็ก โดยแสดงความสนใจในเรื่องของเครื่องกลและเครื่องจักรตั้งแต่อายุยังน้อย จนสามารถสร้างเครื่องจักรไอน้ำชิ้นแรกของตัวเองได้ในอายุเพียง 15 ปี
.
เมื่อเขารู้ตัวว่าตัวเองสนใจในเรื่องของการประดิษฐ์ งานช่างและเครื่องจักร เขาจึงเริ่มต้นอาชีพด้วยการตีตัวออกห่างจากการทำไร่ของครอบครัวแล้วหันมาฝึกงานด้านการช่างในเมืองดีทรอยด์ ต่อด้วยการเป็นช่างซ่อมเครื่องยนต์ไอน้ำที่รัฐมิชิแกน ควบคู่ไปกับการทำธุรกิจค้าไม้เล็กๆ จากที่ดินของครอบครัวของเขา ชีวิตมีความสุขบ้าง ทุกข์บ้าง ไม่มีความหวือหวาอะไร จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1891 Henry Ford ก็ได้พบกับจุดเปลี่ยนหนึ่งของชีวิต นั่นก็คือการ “เข้าไปร่วมงานกับ Thomas Edison”
.
จุดเปลี่ยนของชีวิต ที่นำพามิตรแท้มาให้
.
หากการนำพาตัวเองไปสู่สังคมที่ดี จะเป็นบันไดที่ทำให้คนคนหนึ่งยกระดับชีวิตของตัวเองขึ้นมาได้ การที่ Henry Ford ได้ตัดสินใจเข้าทำงานที่ Edison Illuminating Company ก็คงเป็นบันไดก้าวแรกที่ทำให้เขาได้มีเพื่อนที่ดีอย่าง Thomas Edison ผู้ที่ประดิษฐ์หลอดไฟและทำให้โลกได้รู้จักกับนวัตกรรมของกระแสไฟฟ้าในปัจจุบัน
.
Henry Ford ได้เข้าทำงานในตำแหน่งของวิศวกร ดูแลการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าของ Thomas Edison โดยเขาทุ่มเทแรงกายไปกับงานจนทำให้ได้รับแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าวิศวกร มีทั้งประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคและทุนจำนวนหนึ่งที่ทำให้เขาเริ่มมองหาก้าวต่อไปที่จะเติบโตได้อีกขั้น
.
เพราะต้องยอมรับว่าการที่ได้ทำงานร่วมกับคนเก่งอย่าง Thomas Edison จะทำให้เขาพัฒนาตัวเองได้และมีเพื่อนคู่คิดที่สามารถแนะนำให้เขาได้ก็จริง แต่ถึงแม้ว่าเขาจะเก่งหรือทุ่มเทมากเท่าไหร่ เขาก็เป็นเพียงแค่คนเก่งที่อยู่ในเงาของ Thomas Edison เท่านั้น ไม่มีใครที่รู้จักเขาและไม่มีคนภายนอกรู้ว่าเขาเก่งมากเพียงใด
.
สุดท้ายเขาในวัย 36 ปีก็ลาออกจาก Edison Illuminating Company และนำเงินเก็บมาร่วมก่อตั้งบริษัท Detroit Automobile Company เพื่อผลิตรถยนต์เบนซินซึ่งเป็นสิ่งที่เขาสนใจ แต่โชคร้ายก็เกิดขึ้นกับเขา เพราะบริษัทนั้นได้ล้มละลายไปในเวลาไม่ถึง 1 ปีพร้อมกับเงินทุนที่เขาเก็บมาทั้งชีวิต
.
แต่ความใจสู้ของ Ford ก็ไม่ยอมแพ้เพียงเท่านั้น เขาพยายามตั้งหน้าตั้งตาเก็บเงิน ทดลองเครื่องยนต์เป็นเวลา 2 ปีจนสามารถก่อตั้ง Henry Ford ได้ในวัย 38 ปี ซึ่งต่อมาบริษัทนี้ก็ได้กลายเป็นบริษัท Cadillac Motor Car Company และถูกยุบอีกครั้งภายในเวลา 1 ปีเช่นเดียวกัน
.
ความล้มละลายทั้ง 2 ครั้งในเวลาไม่กี่ปี ไม่ได้ทำให้เขาล้มเลิกความตั้งใจไป เพราะในปี 1903 Ford ในวัย 40 ปีก็นำเงินที่เขาได้มาจากการพัฒนารถแข่งหลายรุ่น จนประสบความสำเร็จในการชนะการแข่งขัน มาก่อตั้งบริษัท Ford Motor ซึ่งขายรถยนต์คันแรกในเดือนกรกฎาคม และทำกำไรได้ในปีแรก จนสามารถขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศในปีต่อๆ ไป
.
.
อะไรคือกุญแจความสำเร็จในครั้งที่ 3 นี้?
.
กุญแจเริ่มต้นความสำเร็จของ Ford ในวัย 40 ปีคือ “Model T” รุ่นรถยนต์อันโด่งดังที่เปิดตัวในปี 1908 และมียอดขายกว่า 15 ล้านคันในปี 1927 สร้างสถิติยอดขายรถยนต์ที่สูงตลอดกาล ซึ่งตรงกับ Henry Ford ในวัย 64 ปีพอดี
.
สิ่งที่ทำให้ Model T ดึงดูดความสนใจของมวลชนคือความน่าเชื่อถือของตัวเขาที่สั่งสมมาในวงการรถแข่ง ราคาที่ถูก และสามารถบำรุงรักษาง่าย Model T โด่งดังเป็นพลุแตกจน มีวิธีการผลิตสายการประกอบแบบเคลื่อนย้ายได้จาก Ford จนสามารถปฏิวัติอุตสาหกรรมรถยนต์และการผลิตในวงกว้าง
.
แต่อุปสรรคก็ยังคงมาถึง เพราะแม้ว่าสายการผลิตแบบเคลื่อนย้ายได้จะน่าทึ่งเพราะสามารถผลิตผลงานได้ภายในเวลาเพียง 90 นาที แต่คนงานในโรงงานของ Ford กลับเกลียดมัน เพราะวิธีการผลิตแบบใหม่ทำให้งานมีความน่าเบื่อและซ้ำซาก อีกทั้งยังมีความกดดันจากการกำหนดเวลาในการทำงานให้เร็วที่สุด คนงานจำนวนมากจึงลาออกและไปเข้าทำงานกับคู่แข่งของเขา
.
Ford มองเห็นจุดอ่อนของธุรกิจจากตรงนี้ ในเมื่อเขาไม่ได้ใจจากคนงาน แล้วธุรกิจของเขาจะประสบความสำเร็จได้อย่างไร? จนสุดท้ายเขาก็เริ่มคำนึงถึงความเป็นอยู่ของคนงาน ริเริ่มการปรับสวัสดิการต่างๆ ลดเวลาทำงาน เพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ จนกลายมาเป็นสิ่งที่เรียกว่า “$5 Day” ซึ่งเป็นวันที่คนงานจะได้รับค่าแรงสูงถึง 5 ดอลลาร์ (เป็นสองเท่าของค่าแรงต่อวันในยุคนั้น) ไปพร้อมกับการลดระยะเวลากะลง เหลือเพียงกะละ 8 ชั่วโมง ซึ่งน้อยกว่ามาตรฐานของโรงงานอื่นๆ ถึง 1 ชั่วโมง จนมีคนงานที่อยากกลับมาทำงานกับเขามากขึ้นและมากขึ้น
.
Ford ในวัย 60 ไม่ได้เกรงกลัวต่ออุปสรรคอีกต่อไปแล้ว ประสบการณ์ในชีวิตที่เขาสั่งสมมาทำให้เขาเป็นเหมือนกับไม้ไผ่ที่ลู่ลมตลอดเวลา แม้กระทั่งในปี 1929 ที่โลกเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่

แต่แล้ว ในปี 1929 โลกได้เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (The Great Depression) มีอุตสาหกรรมรถยนต์ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจนต้องปลดคนงานและปิดตัวลงมากมาย คนอเมริกัน 1 ใน 4 คนต้องพบกับการตกงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ Ford Motor กลับสามารถยืนอยู่ในวิกฤตครั้งนั้นได้ ด้วยการครองส่วนแบ่งตลาดรถยนต์อเมริการ่วมกับ General Motors และ Chrysler Motors ถึง 80%
.
Henry Ford ทุ่มเทกับการทำงานในสิ่งที่เขารักตั้งแต่ยังเด็ก ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขจนกระทั่งปี 1947 เขาได้จากไปอย่างสงบในวัย 83 ปี
.
.
บทเรียนชีวิตจาก Henry Ford ชายผู้สร้างความสำเร็จในวัย 60
.
แม้ว่า Henry Ford จะจากไป แต่ชื่อของเขากับแบรนด์รถยนต์ Ford Motor ก็ยังคงอยู่จนถึงปัจจุบัน พร้อมทั้งเรื่องราวการสู้ชีวิตที่เป็นบทเรียนให้กับคนรุ่นหลังได้สร้างแรงบันดาลใจกัน
.
บทเรียนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เราสามารถเรียนรู้ได้จากชีวิตของเขาคือ “ความสำเร็จไม่จำกัดอายุ” คนเรางอกงามได้ในเวลาที่แตกต่างกัน จังหวะชีวิตของคนเราไม่เหมือนกัน จึงไม่แปลกที่เราจะฝ่าฟันอุปสรรคและสามารถประสบความสำเร็จได้ในอายุที่ใครหลายคนเรียกว่า “มาก” เพราะไม่ว่าอย่างไร ความสำเร็จก็คือความสำเร็จ
.
บทเรียนต่อมาคือ “การมองความล้มเหลวให้เป็นโอกาส” ถ้าหากเราลองนึกถึงความล้มเหลวในครั้งที่ 2 ของเขา แทนที่เขาจะผิดหวังและล้มเลิกความฝันไป เขากลับยังคงทำงานในวงการรถแข่งเพื่อสั่งสมประสบการณ์ เงินทุนก้อนใหม่ และชื่อเสียงในวงการคนรักรถก่อนที่จะสร้างบริษัท Ford Motor ขึ้นมาอีกครั้ง
.
Henry Ford ไม่ได้มองว่าความล้มเหลวเป็นสิ่งที่น่ารำคาญหรือรังเกียจ แต่กลับเป็นก้าวย่างใหม่สู่ความสำเร็จ ดังนั้น หากเรา “ถือว่าความล้มเหลวเป็นโอกาส” ไม่เสียใจหรือจมปลักกับอารมณ์ที่เกิดขึ้น แต่หาจุดที่ทำให้เราสามารถตักตวงผลประโยชน์จากโอกาสระหว่างนั้นให้ได้ เพราะเมื่อเราล้มเหลว มันจะเป็นโอกาสเดียวที่ทำให้เราค้นพบวิธีการใหม่ๆ ในการทำสิ่งต่างๆ และเรียนรู้วิธีในการไปถึงความสำเร็จใหม่จากมัน
.
และบทเรียนสุดท้ายที่พลาดไม่ได้เลยก็คือ “ให้เชื่อมั่นในตัวเอง” Henry Ford เคยกล่าวไว้ว่า “Whether you think you can or think you can’t, you’re probably right” ไม่ว่าเราจะคิดว่าเราทำได้หรือทำไม่ได้ สุดท้ายความคิดของเราก็เป็นสิ่งที่ถูกต้อง จงเชื่อมั่นในตัวเองและเป้าหมายของตัวเอง แม้ว่าจะถูกขัดขวางด้วยอุปสรรคใดๆ แต่สุดท้ายตัวเราก็ยังคงเป็นเราก่อนหน้านั้น อย่าหมดหวังหรือผิดหวังกับตัวเองเพียงเพราะเจออุปสรรค
.
.
คนเรามักจะแสวงหาการยอมรับจากคนที่เราชื่นชม ยึดติดกับความสำเร็จว่าต้องเป็นไปตามค่านิยม ตามมาตรฐานความสำเร็จที่คนส่วนใหญ่มอง โดยที่เรามักลืมไปว่าการยอมรับที่ยิ่งใหญ่ที่สุดมันคือ “การยอมรับตัวเอง” เหมือนกับที่เราได้เรียนรู้จาก Henry Ford ว่าเขามีความยอมรับ นับถือ รู้ว่าตัวเองเก่งอะไร และเชื่อมั่นในตัวเองโดยที่ไม่สนใจว่าใครจะมองว่าเขาเป็นคนอย่างไร แม้ว่าเราจะเผชิญกับความล้มเหลวและอุปสรรคมากมาย แต่เมื่อเราเชื่อว่าตัวเราจะสามารถประสบความสำเร็จได้ เป้าหมายนั้นก็ไม่ใช่เรื่องยากเลย เหมือนกับเด็กที่เกิดในครอบครัวชาวไร่ผู้ยากจนคนนั้น ได้ฝ่าฟันอุปสรรคจนเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมของทั้งโลกได้ด้วยความเชื่อมั่นในตัวเอง
.
.
อ้างอิง
- Henry Ford : Elysse Bell, Investopedia - https://bit.ly/4aBAOIx
- Life Lessons from Henry Ford : Leverage Edu - https://bit.ly/48xmE9z
.
#inspiration
#henryford
#missiontothemoon
#missiontothemoonpodcast

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...