โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

'อัศวินเผ่า' หลุมพรางทางภาพลักษณ์ ยุคทมิฬที่ไม่ควรหวนคืน | เหยี่ยวถลาลม

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 08 พ.ย. 2566 เวลา 07.02 น. • เผยแพร่ 07 พ.ย. 2566 เวลา 02.04 น.

“ผู้นำ” ของตำรวจไทยเหมือนมี “ปม” บางอย่างอยู่ในใจ คล้ายคนที่ยังหา “จุดยืนชัดเจน” ไม่พบ

ไม่ทราบว่าตัวเองเป็นใคร เกิดขึ้น มีอยู่ และดำเนินไปเพื่อการใด?

บ่อยครั้งไม่ขบคิดที่จะนำพาองค์กรไป “ข้างหน้า” หรือมองไปในอนาคตให้ไกลๆ เพื่อสร้างในสิ่งที่ยังมาไม่ถึง

บ่อยครั้งที่หมกมุ่นอยู่กับอดีตมากเกินไปจนน่ารำคาญ เช่น ชอบและชื่นชมกับ “ยุคเผ่า ศรียานนท์”

ควรจะเข้าใจเสียก่อนว่า “ยุคเผ่า” คือระหว่างปี พ.ศ.2490-2500

มีใครจินตนาการออกบ้างว่า ตำรวจยุค 76 ปีล่วงมาแล้ว มีความรู้สึกนึกคิดอย่างไร

“เผ่า ศรียานนท์” ก็ไม่ใช่ตำรวจ!

จากหลายบันทึกประวัติศาสตร์…ในค่ำคืนวันที่ 8 พฤศจิกายน 2490 “ปรีดี พนมยงค์” รัฐบุรุษอาวุโส พล.ร.ต.ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.อดุล อดุลเดชจรัส ผบ.ทบ. ได้หารือและตกลงร่วมกันว่า เพื่อให้การเปลี่ยนถ่ายอำนาจในระบอบประชาธิปไตยเป็นไปอย่างสันติ พล.ร.ต.ถวัลย์ จะลาออก และพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาลจะสนับสนุนให้ พล.อ.อดุล เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป โดยทำตามรัฐธรรมนูญคือ พล.อ.อดุล จะลาออกจากราชการเสียก่อน

แต่ที่กองพันทหารม้าที่ 1 รอ. ค่ำคืนเดียวกันนั้น พล.ท.ผิน ชุณหะวัณ พ่อตา กับ พ.อ.เผ่า ศรียานนท์ ลูกเขย กำลังประชุมผู้ร่วมก่อการ ใช้กำลังหลักจากกรมทหารราบที่ 1 ของ พ.อ.สฤษดิ์ ธนะรัชต์ และกองพันทหารม้าที่ 1 ของ พ.ท.บัญญัติ เทพหัสดิน ณ อยุธยา

ก่อนย่ำรุ่ง พ.อ.เผ่า ศรียานนท์ กับ พ.ท.ละม้าย อุทยานานนท์ เคลื่อนพลเข้าล้อม “ทำเนียบท่าช้าง” แล้วระดมปืนกลยิงใส่ที่พำนักของรัฐบุรุษอาวุโส “ปรีดี พนมยงค์” และครอบครัว

หลังจากคณะรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490 ได้รับชัยชนะเด็ดขาด “เผ่า ศรียานนท์” ก็โอนมาเป็นตำรวจพร้อมนายทหารคนอื่นๆ อาทิ พ.อ.ละม้าย อุทยานานนท์ พ.ท.ผาด ตุงคะสมิท และ ร.ท.ทม จิตรวิมล

“เผ่า” เป็น 1 ใน 2 เสือ ที่จอมพล ป.พิบูลสงคราม ตั้งใจปล่อยให้ “สร้างดาวคนละดวง” ประชันขันแข่งกับ “สฤษดิ์ ธนะรัชต์” ที่กำลังเติบโตในกองทัพบก

เมื่อ “เผ่า” เป็นอธิบดีกรมตำรวจจึงไม่อาจจะต่ำต้อยน้อยหน้า “กองทัพบก” ของสฤษดิ์ ธนะรัชต์

ด้วยคำขวัญ “ภายใต้ดวงอาทิตย์นี้ ไม่มีอะไรที่ตำรวจไทยทำไม่ได้” พล.ต.อ.เผ่าจึงมุ่งมั่นจัดหาและรับการสนับสนุนด้านงบประมาณ อาวุธและอุปกรณ์จากสหรัฐอเมริกาอย่างเต็มที่ พร้อมกับจัดตั้งหน่วยตำรวจเพิ่มขึ้นมากมายทั้งในน้ำ ในท้องฟ้า ใต้ดิน บนดิน เช่น ตำรวจรถถัง ตำรวจพลร่ม ตำรวจตระเวนชายแดน กองตำรวจม้า ตำรวจน้ำ ตำรวจบิน

“เผ่า” ไม่ได้ร่ำเรียนมาทางด้านกฎหมายหรือตำรวจ

สัญชาตญาณที่ถูกปลูกฝังจึงไม่ใช่ “การพิทักษ์สันติราษฎร์”!

“เผ่า” เรียนวิทยาลัยกองทัพบก ถูกสร้างเพื่อเป็น “ทหาร” พร้อมที่จะรบ และถ้ารบก็ต้องชนะ

ความพ่ายแพ้ของทหาร หมายถึงความตายหรือตกเป็นเชลยศึก

ส่วน “ตำรวจ” ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้ทำหน้าที่ดูแลระแวดระวังป้องกันภัยกับปราบปรามเหล่าร้าย และให้ “ความยุติธรรม” กับทุกผู้คน

“เผ่า ศรียานนท์” สำคัญผิดและหลงผิดที่สร้าง “รัฐตำรวจ” ขึ้นด้วยสัญชาตญาณทหาร!

จอมพล ป. ปล่อยให้ “อธิบดีเผ่า” สถาปนารัฐตำรวจขึ้นเพื่อใช้เป็น “เครื่องมือ” สำหรับคุกคามและกำจัดศัตรูทางการเมือง กับ “ค้ำจุนอำนาจ” ให้ตัวเองและพวกพ้อง

มีการฆาตกรรมนักวิชาการ นักหนังสือพิมพ์ นักการเมือง หรือแม้กระทั่งทหารและตำรวจเกิดขึ้นมากมายใน “ยุคอธิบดีเผ่า”

กระทั่งหลังรัฐประหาร 16 กันยายน 2500 ที่ “สฤษดิ์” อัปเปหิ “จอมพล ป.” และ “พล.ต.อ.เผ่า” ออกนอกประเทศไปแล้ว “ฉากทมิฬ” ของตำรวจ “ยุคเผ่า” จึงถูกเปิดขึ้น

จอมพลสฤษดิ์ ให้ พล.ต.อ.ไสว ไสวแสนยากร อธิบดีกรมตำรวจ ชำระสะสางคดีทมิฬใน “ยุคเผ่า” มี พล.ต.ต.ประเสริฐ รุจิรวงศ์ รองอธิบดีกรมตำรวจ เป็นประธานการสอบสวนรื้อฟื้นคดี “สังหาร 4 อดีตรัฐมนตรี” ซึ่งมีทั้งนักเรียนนอกระดับ ดร. นักการเมือง และอดีตเสรีไทยผู้มีคุณูปการใหญ่หลวงต่อประเทศไทย

4 อดีตรัฐมนตรี นายทองอินทร์ ภูริพัฒน์ นายถวิล อุดล นายจำลอง ดาวเรือง และนายทองเปลว ชลภูมิ ถูกจับไปขังที่ “โรงพัก” จู่ๆ กลางดึกก็มีตำรวจมาเบิกตัวจากห้องขังไปแล้วแจ้งว่า เปลี่ยนสถานที่คุมขัง นำตัวใส่รถผู้ต้องขังออกไป พอถึงสี่แยกบางเขน ก็มีชุดสังหารใช้อาวุธสงครามยิงถล่มใส่หูดับตับไหม้

ตายเกลี้ยงทั้ง 4 อดีตรัฐมนตรี

“อัศวินเผ่า” อ้างว่า เป็นฝีมือโจรมลายู!!

ยังมีปริศนาท้าทายความยุติธรรมอีกมาก เช่น ดร.ทวี ตะเวทิกุล ถูกจับที่สมุทรสาคร แล้วยิงทิ้ง

น.ท.พจน์ จิตรทอง ถูกเข้าใจผิดว่าฝักใฝ่ฝ่ายตรงข้าม ถูกยิงทิ้ง

ตำรวจสันติบาล เรียกตัวนายเตียง ศิริขันธ์ ไปแล้วถูก “อุ้มหาย” พบอีกทีเป็นศพถูกฆ่าทิ้งในต่างจังหวัดพร้อมๆ กับนายชาญ บุนนาค นายเล็ก บุนนาค นายผ่อง เขียววิจิตร และนายสง่า ประจักษ์วงศ์

แม้แต่ พ.ต.อ.บรรจงศักดิ์ ชีพเป็นสุข “นายตำรวจตงฉิน” อดีตผู้การตำรวจสันติบาลและมือปราบโจรสลัดเกาะตะรุเตา ผู้โด่งดัง เมื่อ “ขวางทางฝิ่น” ก็ถูก “อัศวิน” ยิงตายคาบ้านพักขณะกำลังยืนโกนหนวด

น่าสะพรึงหรือไม่ ที่คดี “ฆ่าอดีตผู้การสันติบาล” มือปราบชื่อดัง ถูกปั้นให้เป็น “คดีวิสามัญฆาตกรรม”!!

รัฐตำรวจถูกสร้างขึ้นด้วยความทะเยอทะยานและสัญชาตญาณเอาตัวรอดล้วนๆ

ตำรวจรุ่นหลังๆ ควรตั้งสติใหม่ ใช้สติปัญญาวินิจฉัยไตร่ตรองให้เข้าใจถ่องแท้ 10 ปีระหว่าง พ.ศ.2490-2500 นั้นยาวนานเกินพอสำหรับ “ความทมิฬ”!

ตํารวจยุคนี้ควรจะปรับปรุงพัฒนาหรือดัดแปลงหน่วยที่ “เผ่า” สร้างเอาไว้ให้มีคุณค่า “ตอบโจทย์” ยุคสมัยที่เปลี่ยนไป

ไม่ใช่เป็น “เครื่องมือ” แก่หมู่คณะใดในทางทุจริตฉ้อฉล

ถ้าไม่หมกมุ่นอยู่ในโลกของอัศวินเผ่า “ปม” ในใจที่เคยรู้สึกต่ำต้อยทางอำนาจ เช่น เป็นเบี้ยล่างทหาร หรือเป็นผู้รับใช้นักการเมืองจะค่อยๆ ถูก “ลบทิ้ง” ไป

“ผบ.ตร.” จะต้องเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลง “ระบบความคิด” และ “ระบบปฏิบัติการ” ทุกด้านให้สอดรับกับโลกแห่งความเป็นจริง

ตำรวจเป็น “ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์” ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้เป็นผู้มีสัญชาตญาณระวังภัย เป็นผู้รักษากฎหมายที่มุ่งให้ความยุติธรรมแก่ทุกผู้คน

นับเป็น “วิถี” ของผู้มีเกียรติโดยแท้แล้ว จะเหลือก็แต่ “การลงมือทำ” ให้เห็นและเป็นที่เชื่อมั่น!?!!!

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...