รพ.วิมุต รุกตลาด ไมโครไบโอม เล็งวิจัย ยาจากอุจจาระ รักษาโรคลำไส้
รพ.วิมุต จับเทรนด์คนไทย-ทั่วโลกตื่นตัวสุขภาพเชิงป้องกัน จับมือ AMILI สิงคโปร์ ผุด Gut Microbiome Test เจาะตลาด “ไมโครไบโอม” ไทย คาดปีแรกหนุนรายได้ศูนย์ทางเดินอาหารและตับเพิ่ม 30% อนาคตเตรียมผลิตยารักษาโรคลำไส้จากอุจจาระ
นายแพทย์พิชิต กังวลกิจ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) และรักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โรงพยาบาลวิมุต จำกัด เปิดเผยว่า
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา รพ. วิมุต มองเห็นสัญญาณการตื่นตัวของคนไทยและทั่วโลกในเรื่องการดูแลสุขภาพก่อนล้มป่วย
ปัจจุบันการใช้เทคโนโลยีที่ช่วยวิเคราะห์ไมโครไบโอมในลำไส้กำลังเป็นเทรนด์สุขภาพมาแรง ข้อมูลจาก Research Reports World ระบุว่าตลาดไมโครไบโอม ทั่วโลกมีมูลค่าถึง 743.21 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2565 และจะแตะ 3,523.63 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2571 ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตแบบทบต้น ที่ 29.61%
ทั้งนี้ รพ. วิมุต ได้วางกลยุทธ์ Outside-In เสาะหานวัตกรรมใหม่ ๆ มาเสริมทัพบริการด้านสุขภาพให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด
ล่าสุดได้ลงนามร่วมทุนกับ แอมิลิ (AMILI) บริษัทเฮลท์เทคชั้นนำจากสิงคโปร์ที่พัฒนาเทคโนโลยีด้านจุลชีพในลำไส้ เพื่อเปิดตัว Gut Microbiome Test โปรแกรมตรวจสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้เฉพาะบุคคล ที่โรงพยาบาล เพื่อช่วยให้คนไทยเข้าถึงการตรวจวินิจฉัยและการรักษาอย่างตรงจุด ช่วยให้แพทย์สามารถแนะนำการปรับสมดุลจุลินทรีย์ให้เหมาะกับแต่ละคนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
และในอนาคต รพ. วิมุต มีแผนจัดตั้งห้องปฏิบัติการวิจัยด้านไมโครไบโอมในระบบทางเดินอาหารแห่งแรกในไทยร่วมกับ AMILI ช่วยยกระดับการศึกษาไมโครไบโอมในระบบทางเดินอาหารจากกลุ่มตัวอย่างคนไทยเพื่อนำข้อมูลไปใช้พัฒนาการรักษาโรคและผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับคนไทยโดยเฉพาะ
ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างพัฒนาอาหารเสริมโพรไบโอติกส์เพื่อเสริมการรักษาโรคทางเดินอาหาร ลำไส้แปรปรวน และโรคอ้วน
“แผนกรักษาโรคทางเดินอาหารของ รพ.วิมุต เป็นแผนกใหญ่และมีส่วนสำคัญอย่างมาก การร่วมทุนกับ AMILI จะช่วยทำให้ศูนย์ทางเดินอาหารและตับของรพ.วิมุตมีความแข็งแกร่งมากขึ้น
ภายใต้ความร่วมมือนี้จะให้บริการตรวจโพรไบโอติกส์และให้การรักษาปลูกถ่ายเชื้อจุลินทรีย์บนพื้นฐานของข้อมูลวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์
ระยะแรกใช้งบประมาณในการลงทุนไม่มากในการจัดตั้งบริษัทร่วมกันประมาณ 10 ล้านบาท แต่ในอนาคตอันใกล้เราจะใช้งบประมาณมากขึ้นโดยเฉพาะการการจัดตั้งแลปในเมืองไทย เพื่อให้การตรวจรวดเร็วมากขึ้นรวมไปถึงการรักษาพยาบาลคนไข้
เพราะตอนนี้คนยังไม่รู้ว่าหลายโรคสามารถรักษาได้โดยการปลูกถ่ายจุลินทรีย์หรือการปรับความสมดุลเชื้อจุลินทรีย์เป็นส่วนเสริมทำให้การรักษาพยาบาลดีขึ้นด้วย
เมื่อไปถึงจุดนั้นจะต้องใช้งบประมาณมากขึ้นโดยเฉพาะเรื่องของการนำอุจจาระซึ่งมีคนบริจาคมาผลิตเป็นยาแคปซูลและนำไปรักษาพยาบาลคนไข้
ซึ่งจะต้องใช้งบประมาณในการทำโปรแกรมให้ข้อมูลคนไข้ได้รับทราบ งบประมาณสำหรับค่าใช้จ่ายในการตรวจต่อครั้ง งบประมาณสำหรับขนส่งอุจจาระ งบประมาณสำหรับการทำวิจัย และงบประมาณสำหรับการนัดผู้ป่วยมารักษาพยาบาล
และหลังจากนั้นจะต้องมีงบประมาณในการเผยแพร่ผลการรักษาเข้าสู่แวดวงสมาคมทางการแพทย์เช่นงบสำหรับการตีพิมพ์ผลการรักษา ผลการตรวจ รวมทั้งงบประมาณในการประชาสัมพันธ์ด้วย ”