เกิดใหม่ครานี้ จะไม่เป็นเพียงตัวขยะ [ติดเหรียญถาวร 12/11/2566 เวลา 19.00 น.]
ข้อมูลเบื้องต้น
นิยายเรื่องนี้มีวางขายในรูปแบบของอีบุ๊กแล้ว (ไม่มีรูปเล่มค่ะ)
อีบุ๊กเล่ม 1
- บทนำ
- เนื้อหาหลัก บทที่ 1 - บทที่ 25
ลิงก์ : http://www.mebmarket.com/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiMzQwNjg0MCI7czo3OiJib29rX2lkIjtpOjIzNDkxMjt9
อีบุ๊กเล่ม 2
- เนื้อหาหลัก บทที่ 26 - บทที่ 51
- บทส่งท้าย
- ตอนพิเศษ 4 ตอน (มีเฉพาะในอีบุ๊กเท่านั้น)
ลิงก์ : http://www.mebmarket.com/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiMzQwNjg0MCI7czo3OiJib29rX2lkIjtpOjI0NTQ5NDt9
'อี้มู่ซือ' ถูกคนให้ร้ายปรักปรำจนกลายเป็นฆาตกรอำมหิต แต่มารดากับน้องสาวก็ช่วยเขาหลบหนี หวังให้มีชีวิตใหม่อันแสนสงบ ทว่าคนชั่วกลับจองล้างจองผลาญไม่เลิกรา ชีวิตของตัวขยะไร้ค่าจึงต้องจบลงด้วยความตายที่น่าสังเวช
แต่แล้วก็มีเสียงปริศนาหนึ่งดังขึ้นมาในห้วงความคิด ก่อนที่ดวงจิตของเขาจะดับสูญ
อี้มู่ซือได้รับโอกาสอีกครั้ง…ย้อนเวลากลับมาก่อนจะเกิดเหตุฆาตกรรมที่ตนไม่ได้ก่อ ตัวขยะอันธพาลที่ผู้คนล้วนเดียดฉันท์ จึงหวังพลิกฟื้นโชคชะตาของตนเสียใหม่
ถึงกระนั้น โชคชะตาใช่ว่าจะเปลี่ยนแปลงได้โดยง่าย เมื่อคนที่ซ่อนเร้นในเงามืดยังคงเป็นปริศนา และรอคอยเวลาจะพร่าผลาญเขาให้สิ้นสูญอีกครั้ง!
คำเตือน
- นิยายเรื่องนี้มีกลิ่นอายจีนโบราณ บทบรรยายจึงไม่ได้จีนจ๋า สำหรับนักอ่านสายจีนแท้ๆถ้าอ่านแล้วขัดใจต้องขออภัยไว้ด้วยค่ะ
- มีบทบรรยายถึงฉากฆาตกรรม และการทำร้ายร่างกาย
- มีการแบ่งชนชั้น ความเหลื่อมล้ำทางสังคม
- ตัวละคร อาชีพ สถานที่ และเหตุการณ์ต่างๆภายในเรื่อง เกิดจากจินตนาการของผู้แต่งเท่านั้น
สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับเพิ่มเติม) พ.ศ.2558 ห้ามคัดลอกเนื้อหา ภาพประกอบ รวมทั้งดัดแปลงเป็นแถบบันทึกเสียง ตลับวีดิทัศน์ หรือเผยแพร่ด้วยรูปแบบและวิธีการอื่นใดก่อนได้รับอนุญาต
ในที่สุดก็ได้คลอดเรื่องใหม่แล้วค่ะ น้ำตาจะไหลเพราะนี่เป็นจีนโบราณเรื่องแรกก็เลยเกร็งๆแล้วก็มีความไม่มั่นใจในตอนแรกๆที่เขียน แต่ตอนนี้ปล่อยวางแล้ว
ยังไงก็ฝากทุกๆคนด้วยนะคะ ขอให้มีความสุขแล้วก็เอ็นจอยกันน้า
ถ้าชื่นชอบนิยายเรื่องนี้ รบกวนกดหัวใจคนละหนึ่งดวงให้ซือเอ๋อร์ด้วยน้า แล้วก็อย่าลืมเก็บเข้าชั้นกันนะคะ
เริ่มอัปเดต 16/03/2023
บทนำ : ความตายคล้ายดั่งฝันตื่นหนึ่ง
“ฆาตกร! สมควรตาย!”
“ใจคอเหี้ยมโหดนัก คนเช่นนี้ต้องประหาร!”
“ต้องประหาร!!”
เสียงก่นด่าสาปแช่งและก้อนหินนับไม่ถ้วนกระแทกลงบนเรือนกายสูงโปร่งของบุรุษที่ถูกโซ่ตรวนพันธนาการ อี้มู่ซือก้มหน้าลงต่ำ พยายามใช้แขนบดบังใบหน้าของตนไว้ แต่ก็ไม่อาจหลุดพ้นจากความเจ็บในยามที่ของแข็งลอยมากระทบร่าง
ท่ามกลางเสียงประณามแช่งด่า มีผู้คนจำนวนหนึ่งถุยน้ำลายรดใบหน้าของเขาด้วยความรังเกียจ
อี้มู่ซือกัดฟันแน่น ข่มกลั้นความอดสูภายในใจของตน ครั้นได้ยินเสียงเสียงหนึ่งดังแหวกออกมาจากฝูงชน ก็พลันหันไปมองด้วยดวงตาแดงก่ำ
“ซือเอ๋อร์ ลูกแม่!”
“ท่านแม่ อย่าเจ้าค่ะ”
นัยน์ตาหม่นแสงมองดูมารดาและน้องสาวด้วยความรู้สึกผิด ก่อนจะเบือนหน้าหนีด้วยไม่อยากให้ชาวบ้านหันไปทำร้ายสตรีทั้งสองเพราะความโกรธเกลียดที่มีต่อตัวเขา
อี้มู่ซือในสภาพผมเผ้ายุ่งเหยิง สวมเพียงซับในตัวบางอันไร้ความอบอุ่น แบกโซ่ตรวนและข้อหาที่ตนไม่ได้กระทำเข้าไปในคุกหลวง ถูกจองจำและรอการไต่สวนจากท่านเจ้าเมือง ไม่เหลือคราบเค้าของคุณชายใหญ่ตระกูลอี้ ตระกูลพ่อค้าที่เคยร่ำรวยเป็นอันดับหนึ่งของเมืองซิ่วหมิงแม้แต่น้อย
***
สายลมพัดโหมอย่างรุนแรง กระพือยอดไม้จนเกิดเสียงสวบสาบ นภาสีหมึกมีประกายแสงแปลบปลาบพาดผ่านเป็นระยะ ส่งเสียงร้องครืนครางดังสะเทือนเลือนลั่น บ่งบอกว่าพายุกำลังจะกระหน่ำลงมาในไม่ช้านี้
สรรพสัตว์เล็กใหญ่ในป่ารกชัฏพากันวิ่งวุ่นหาที่หลบซ่อนจนวุ่นวาย หากแต่ไม่ใช่เพราะพิรุณใกล้โปรยปรายลงมา แต่เป็นเพราะกลุ่มชายฉกรรจ์สามคนกำลังวิ่งไล่ล่านักโทษผู้หนึ่งอยู่ต่างหาก
อี้มู่ซือกวาดสายตามองฝ่าความมืดมิด มือข้างหนึ่งกดบาดแผลบนท่อนแขนซ้ายที่ถูกฟันจนเลือดอาบ เสียงฝีเท้าที่ดังใกล้เข้ามา ทำให้เขาต้องกัดฟันอดทนต่อความเจ็บปวด ฝืนวิ่งต่อไปทั้งที่ขาทั้งสองข้างแทบจะไร้เรี่ยวแรง ในใจก็พลางนึกถึงมารดาและน้องสาว
“พี่ใหญ่ ท่านต้องหนีรอดให้ได้นะเจ้าคะ” สตรีวัยแรกแย้มสิบห้าหนาวสวมกอดพี่ชายที่ทั้งตัวมอมแมมเพราะถูกขังอยู่ในคุกหลายสิบวันอย่างไม่รังเกียจ จากกันในครานี้ไม่รู้เลยว่าจะมีโอกาสได้พบเจออีกหรือไม่
“ซือเอ๋อร์ คนของคุณชายฉีจะพาเจ้าหลบหนีไปที่ท่าเรือ แม่ได้ว่าจ้างเรือลำหนึ่งให้พาเจ้าเดินทางไปแคว้นฉิน เจ้าจงไปเริ่มต้นใหม่ที่นั่น และรักษาชีวิตของตนเอาไว้ให้ดี” เจาฝูยัดหยกพกสีขาวพิสุทธิ์ใส่อกเสื้อของบุตรชาย ลูบสองแก้มของเขาอย่างรักใคร่ พลางกวาดดวงตามองใบหน้าให้ถ้วนทั่ว แม้นผู้อื่นจักก่นด่าชี้หน้าว่าเขาเป็นฆาตกร แต่นางไม่มีวันเชื่อว่าบุตรชายจะทำเรื่องเลวทราบต่ำช้าเช่นนั้นได้ลง ต่อให้เขาจะขึ้นชื่อว่าประพฤติตนเหลวแหลกแค่ไหนก็ตาม
“ท่านแม่ เจินเอ๋อร์ พวกท่านต้องเชื่อข้า ข้าไม่ได้ฆ่าคณิกานางนั้นกับจงไห่” อี้มู่ซือจับมือของมารดากับน้องสาวแน่น ยืนยันว่าเขาไม่ได้กระทำเรื่องเลวร้ายอย่างการพรากชีวิตของผู้อื่นจริงๆ เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหญิงผู้นั้นกับบ่าวรับใช้ที่ติดตามอยู่ข้างกายสิ้นชีพได้อย่างไร ครั้นลืมตาตื่นจากความเมามาย ก็พบว่าคนทั้งสองนอนตายอยู่ข้างตัวเสียแล้ว จากนั้นก็มีมือปราบจำนวนมากเข้าห้อมล้อมจับกุมตัว
“คุณหนู ได้เวลาแล้วขอรับ”
หญิงสาวปรายตามองพลทหารร่างกำยำ รีบยัดถุงเงินใส่มือของพี่ชายพลางร้องเร่ง “พี่ใหญ่ ท่านรีบไปเถอะเจ้าค่ะ!”
อี้มู่ซือถูกทหารกระชากตัวให้หลบหนีออกไปทางประตูลับของคุกหลวง ดวงตาใสกระจ่างคล้ายหยดน้ำค้างยามอรุณรุ่งจ้องมารดากับน้องสาวไม่กะพริบ ตั้งสัตย์สาบานว่าเขาจะมีชีวิตรอดและกลับมาพบพวกนางอีกครั้งให้ได้!
สายลมพัดหอบเศษดินเศษหญ้าให้ปลิวว่อน ฝุ่นผงละเอียดเล็กลอดเข้าดวงตาของอี้มู่ซือ ทำให้การมองเห็นของเขาพร่ามัว ฝ่าเท้าที่แทบจะยกไม่พ้นดินจึงสะดุดเข้ากับรากไม้ใหญ่จนทั้งตัวกลิ้งไถล
ชายหนุ่มขบกรามแน่น ฉุดรั้งตนเองให้ลุกยืน หากแต่ความเจ็บปวดจากข้อเท้าขวาส่งผลให้เขาล้มพับลงไปกองกับพื้นดังเดิม ในใจที่ยังไม่คิดยอมแพ้ นำพาให้เขาใช้สองแขนที่บาดเจ็บช่วยพยุงตัว คลานเข่าตะเกียกตะกายไปด้านหน้าอย่างมุมานะ ใช้ประโยชน์จากความสูงชันของต้นหญ้าบดบังตัวตนจากคนที่ไล่ล่ามาด้านหลัง
“คุณชาย ยอมแพ้เสียเถิด” น้ำเสียงเย็นยะเยียบดังสะท้อนในความมืด
อี้มู่ซือจำเสียงนี้ได้แม่นยำ เป็นมัน…ทหารที่นำเขาออกมาจากคุกหลวงและหลอกลวงว่าจะพาไปท่าเรือ แต่เพียงเขาหันหลังให้ก็ชักดาบออกมาหวังฆ่าเขาให้สิ้นชีพ!
“คุณชาย ถ้าท่านยอมเผยตัว ข้าสัญญาว่าจะทำให้ท่านจากไปในดาบเดียว ไม่ต้องทรมานนัก”
นัยน์ตาใสกระจ่างทอประกายโกรธแค้น กัดริมฝีปากล่างจนห้อเลือด พยายามเคลื่อนไหวเรือนกายให้แผ่วเบาที่สุด
นายทหารร่างกำยำลอบสบตากับลูกน้องเมื่อเห็นการเคลื่อนไหวที่ผิดแปลกของพงหญ้าด้านข้าง สองนักฆ่าที่ได้รับคำสั่งค่อยๆ เร้นกายเข้าหาเหยื่อ เหยียบย่ำพื้นดินด้วยสองเท้าอันไร้สุ้มเสียง
“คุณชาย อย่าหนีให้เหนื่อยเลย ยอมจากไปอย่างสงบเถอะ” นายทหารส่งเสียงพูดต่อไป แววตาเยือกเย็นจับจ้องทิศทางที่อี้มู่ซือซ่อนตัวอยู่
คุณชายใหญ่สกุลอี้ยังคงกัดฟันข่มความเจ็บ ดวงตาแดงเรื่อมองตรงไปด้านหน้า แม้จะรู้อยู่เต็มอกว่าโอกาสรอดของตนไม่มีอยู่เลย แต่ชีวิตที่มารดาและน้องสาวได้ทุ่มเทช่วยเหลือเอาไว้นี้ เขาจะยอมให้จบลงอย่างสูญเปล่าไม่ได้!
สองนักฆ่าพยักหน้าให้กัน หนึ่งในนั้นเงื้อดาบขึ้นสูงเมื่อเหลือบเห็นชายอาภรณ์ ทันใดนั้นนภาเบื้องบนพลันส่งเสียงคำรามลั่น สายฟ้าหยักยาววาดผ่านราตรีกาล เกิดประกายสว่างวาบสะท้อนกับคมดาบแวววาว
เปรี้ยง!!
“หลบ!” ปลายดาบแหลมคมถูกดึงกลับทันควัน ยอดไม้สูงใหญ่ถูกสายฟ้าฟาดจนหักล้มเป็นสองท่อน หวุดหวิดเกือบทับร่างของสองนักฆ่า
อี้มู่ซือใช้ช่วงเวลาที่ศัตรูกำลังอลหม่าน คลานฝ่าพงหญ้าไปด้านหน้าอย่างเร็วรี่ นายทหารมองเห็นการเคลื่อนไหวนั้นอย่างเด่นชัด ออกคำสั่งเสียงเฉียบขาด “ตามไป!”
ทว่าเบื้องบนดูเหมือนจะไม่เข้าข้างพวกเขานัก สายลมพลันกระโชกหนักคล้ายกำลังโกรธเกรี้ยว นำพาให้บุรุษร่างกำยำต้องก้าวเท้าถอยหลังอย่างไม่อาจต้านทาน สัตว์มีพิษที่หลบซ่อนบนไม้สูง ตกลงบนศีรษะของหนึ่งในนักฆ่าทันใด
ชี่!
เสียงกรีดร้องดังลั่นสนั่นป่า ซี่ฟันแหลมคมกัดฝังบนซีกแก้มของคนผู้นั้น
ทหารหนุ่มสบถอย่างหัวเสีย เมื่อธรรมชาติก่อกวนจนงานของเขาที่ควรง่ายดายกลับยากลำบากขึ้นมา “ปล่อยไว้ รีบตามมันไป!” หลังจากกัดฟันออกคำสั่ง หนึ่งทหารกับหนึ่งนักฆ่าก็วิ่งไล่ล่าอี้มู่ซือต่อไป ทิ้งคนเจ็บที่ได้รับพิษจากสัตว์ร้ายไว้เบื้องหลัง
ถึงแม้จะได้ยินเสียงร้องอย่างทุกข์ทรมานล่องลอยมาตามสายลม แต่อี้มู่ซือก็ไม่ได้ผ่อนความเร็วในการคลาน แม้สองมือและสองเข่าของเขาที่ย่ำเหยียบอยู่บนพื้นนั้น จะถูกก้อนกรวดบาดแทงจนเลือดซิบและแสบร้อน
ทว่า…ความเร็วของเขามีหรือจะสู้ผู้ฝึกวรยุทธ์ได้ เพียงไม่นานคนทั้งสองที่ติดตามมาด้านหลังก็ประชิดตัวของเขาในที่สุด
นายทหารแสยะยิ้มเหี้ยม ส่งสายตาให้นักฆ่าเป็นผู้ลงมือ
นัยน์ตาใสกระจ่างจ้องชายชุดดำที่ปกปิดใบหน้าเขม็ง อกด้านซ้ายของเขาเต้นแรงด้วยกลิ่นอายแห่งความตายคืบคลานเข้ามาใกล้ทุกขณะ
“ฉีตงสั่งให้พวกเจ้าทำรึ?” น้ำเสียงสั่นเครือเอ่ยถาม
ชายฉกรรจ์ผู้สวมชุดทหารเผยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม เอ่ยอย่างเย็นชา “คุณชาย ท่านอย่าได้หวาดกลัวไปเลย อีกไม่นานคนที่ท่านรักก็จะติดตามท่านไปยังปรโลกด้วย ท่านจะไม่อ้างว้างและเดียวดายอย่างแน่นอน”
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร!” อี้มู่ซือตะโกนก้อง ดวงตาแดงก่ำทั้งโกรธแค้นและชิงชัง ทันใดนั้น ปลายดาบแหลมคมก็ฟันผ่าอากาศ ตวัดลงบนแผ่นอกของเขาอย่างไร้ความลังเล
เลือดแดงฉานพลันส่งกลิ่นคาวคละคลุ้ง อี้มู่ซือทิ้งตัวนอนหายใจรวยริน แม้จะเจ็บปวดแสนสาหัสแต่ก็ไม่ปริปากร้องขอชีวิต ดวงตาจับจ้องทหารชั่วอย่างเคียดแค้น
“อย่าโกรธเคืองข้าเลยคุณชาย ทั้งหมดเป็นท่านที่ทำตัวเอง”
เป็นข้าที่ทำตัวเองรึ?
ไม่! มีคนต่ำช้าวางแผนให้ร้ายเขาต่างหาก!!
ฝ่าเท้าหนักแน่นเตะอี้มู่ซือจนหมุนกลิ้ง ก่อนที่ร่างของเขาจะลอยคว้างกลางอากาศ ตกจากหน้าผาสูงลงสู่เบื้องล่างอันมืดมิด
‘ข้าต้องตายไปทั้งอย่างนี้หรือ’
มีเสียงหวีดหวิวของสายลมดังกระซิบที่ข้างหู อี้มู่ซือมิได้หวาดกลัวต่อความตาย แต่เศร้าเสียใจด้วยไม่อาจรักษาคำสัญญาที่ให้ไว้กับมารดาและน้องสาวได้
‘ท่านแม่ เจินเอ๋อร์ ข้าทำผิดต่อพวกท่านนัก’
ดวงตาหม่นแสงปิดลงอย่างอดสู ตลอดชีวิตที่เกิดมาเขาไม่เคยทำให้มารดาภาคภูมิใจ ไม่เคยดูแลใส่ใจน้องสาวร่วมอุทร ทุกวันคืนที่ผ่านพ้นมาสร้างแต่เรื่องราวและความวุ่นวาย กระทั่งก่อนตายก็ยังทำให้สตรีทั้งสองต้องหนักอกระทดใจ
…เสียชาติเกิดนัก มาคิดสำนึกตนได้ตอนนี้ก็สายไปเสียแล้ว
“ทะเลทุกข์ไร้ขอบเขต กลับใจคือฟากฝั่ง แม้นเคยทำผิดขอเพียงกลับใจย่อมมีทางให้เดินต่อ ไม่ต้องจมจ่อมอยู่ในทะเลแห่งความทุกข์”
น้ำเสียงสงบนิ่งดังกังวานในความเงียบ ความเจ็บปวดที่แล่นพล่านไปทั่วร่างเลือนหายในพริบตา อี้มู่ซือรู้สึกคล้ายตนถูกฝ่ามืออบอุ่นคู่หนึ่งโอบอุ้มไว้จนไร้ซึ่งความเหน็บหนาว มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ไหลวนเข้ามาในประสาทสัมผัสพลันให้รู้สึกถึงการมีชีวิต
“หากเจ้าปรารถนาจะแก้ไข ก็จงไปทำตามที่ตั้งใจเถิด”
น้ำเสียงนั้นน่าเกรงขาม แต่กลับไร้ซึ่งความกดดัน อี้มู่ซือรู้สึกคล้ายจิตใจและวิญญาณของตนได้รับน้ำทิพย์มาพร่างพรมจนฉ่ำเย็น
‘ท่านเป็นใคร’ ในสติรางเลือน เขาเอ่ยถามเจ้าของเสียงนั้นด้วยความสงสัย
“ข้าหรือ? ผู้ที่ติดหนี้บุญคุณเจ้าอย่างไรเล่า”
บุญคุณรึ? ในความทรงจำของอี้มู่ซือ เขาไม่เคยทำความดีหรือช่วยเหลือผู้ใดเลยสักครั้ง แล้วจะไปสร้างหนี้บุญคุณให้แก่ผู้อื่นได้อย่างไร
ประกายแสงอบอุ่นพลันอาบไล้ทั่วร่างของชายหนุ่ม น้ำเสียงโอบอ้อมอารีดังเข้ามาในโสตประสาท ก่อนที่สติของเขาจะเลือนหาย
“โอกาสของเจ้ามีเพียงครั้งเดียว จงใช้ให้คุ้มค่า ขอให้เจ้าโชคดี…อี้มู่ซือ”
TALK
ฝากเอ็นดูซือเอ๋อร์ด้วยนะคะ ถึงน้องจะไม่ได้เก่งกาจแบบแมรี่ซู แต่ซือเอ๋อร์ของเราไม่ใช่คนโง่น้า มาเป็นกำลังใจให้น้องเปลี่ยนแปลงโชคชะตาในครั้งนี้กันค่ะ
แล้วก็ขอแจ้งล่วงหน้าว่าปลายๆเดือนนี้ เราจะวางขาย #เกิดใหม่ครานี้จะไม่เป็นเพียงตัวขยะ เล่ม 1 ในรูปแบบอีบุ๊กค่ะ ราคาย่อมเยาแน่นอน (เรื่องนี้มี 2 เล่มจบค่ะ)
มาอยู่กับซือเอ๋อร์ไปจนถึงตอนจบกันนะคะ
บทที่ 1 (1/2) : ข้ากลับมาแล้ว
“คุณชาย ตื่นเถิดขอรับ” น้ำเสียงคล้ายจะร่ำไห้อยู่ในทีดังขึ้นที่ข้างกายอี้มู่ซือ “หากไปช้าฮูหยินผู้เฒ่าจะไม่พอใจนะขอรับ”
แรงเขย่าตัวทำให้ร่างโปร่งที่หลับใหลอยู่บนเตียงต้องเปิดเปลือกตาขึ้นมาอย่างเชื่องช้า สิ่งแรกที่สะท้อนในม่านสายตาของเขา คือบ่าวรับใช้ข้างกายที่เดินไปเดินมาอย่างวุ่นวาย
“คุณชาย ในที่สุดท่านก็ตื่นเสียที รีบล้างหน้าเถิดขอรับ”
“จงไห่รึ?” อี้มู่ซือขมวดคิ้วมุ่น สับสนแลมึนงงว่าตอนนี้ตนกำลังอยู่ในนรกภูมิหรืออย่างไร เหตุใดจึงพบคนที่ตายไปแล้วได้
“ขอรับ เป็นบ่าวเอง” ข้ารับใช้วัยยี่สิบมองนายเหนือหัวด้วยท่าทีร้อนใจ นี่ก็สายมากแล้ว หากยังชักช้าอีกอาจจะไปไม่ทันเวลาที่ฮูหยินผู้เฒ่ากำหนด และหากเป็นเช่นนั้นคงไม่แคล้วได้เห็นนายของตนมีปากเสียงกับสตรีที่ใหญ่ที่สุดในเรือนหลังนี้ ฉะนั้นแล้วถึงต้องถูกคุณชายใหญ่ไล่ตะเพิด จงไห่ก็ตั้งสัตย์สาบานว่าจะลากตัวเขาออกไปที่เรือนใหญ่ให้จงได้!
“คุณชาย ท่านปวดหัวรึขอรับ” ข้ารับใช้หนุ่มเห็นสีหน้าผู้เป็นนายไม่สู้ดีก็เร่งไถ่ถามอย่างกังวล เนื่องด้วยเมื่อคืนนี้คุณชายดื่มสุราไปมากมายนัก เมาหนักเสียจนไม่รู้ด้วยซ้ำว่ารองเท้าที่ตนสวมใส่อยู่หายไปที่ใด จงไห่จึงต้องแบกคุณชายขึ้นหลังพากลับมายังตระกูลอี้ด้วยความทุลักทุเล
อี้มู่ซือเขม่นมองรอบกายด้วยความสงสัย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเรือน ภาพวาดบนผนัง ทุกสิ่งที่ปรากฏในครรลองสายตาล้วนบอกว่านี่คือเรือนนอนของเขา
…ดินแดนหลังความตายไม่น่าจะมีวิสัยทัศน์เช่นนี้กระมัง?
เพียะ!
“คุณชาย!” จงไห่ตื่นตระหนก เมื่อเห็นอี้มู่ซือใช้สองมือตบหน้าตนเองดังฉาดใหญ่ ข้ารับใช้หนุ่มเริ่มพรั่นพรึงว่านายของตนอาจจะป่วยไข้มีอาการร้ายแรง จากที่เร่งรีบจึงกลับกลายเป็นลนลาน เอ่ยอย่างร้อนใจว่า “บ..บ่าวจะไปเรียนฮูหยินใหญ่ว่าคุณชายไม่สบายขอรับ!”
“ไม่ต้อง”
จงไห่ชะงักฝีเท้าในฉับพลัน จ้องมองเจ้าชีวิตด้วยความลังเล “แต่ว่าคุณชาย…”
“ข้าสบายดี รินน้ำชามาให้ข้าถ้วยหนึ่ง” นัยน์ตาใสกระจ่างตวัดมองบ่าวรับใช้คนสนิท เมื่อเห็นว่ายังยืนนิ่งไม่ขยับกาย ก็กล่าวเสียงเข้มอีกครั้ง “ไม่ได้ยินที่ข้าบอกรึ?”
“ข…ขอรับ”
ถ้วยชาที่มีไอลอยกรุ่นถูกยื่นมาตรงหน้าของอี้มู่ซือ ชายหนุ่มปล่อยให้น้ำชาอุ่นๆ ไหลผ่านลำคออันแห้งผาก จากนั้นก็ส่งถ้วยว่างเปล่าให้บ่าวรับใช้ ยกมือนวดหน้าผากที่กำลังปวดหนึบ
“ปีนี้เป็นปีอะไร”
“…….”
“จงไห่” น้ำเสียงกดต่ำและแววตาเรียบนิ่งที่มองมา เร่งให้ข้ารับใช้หนุ่มต้องตอบคำถาม
“รัชศกเหว่ยหลง ปีที่หกสิบสี่ขอรับ”
อี้มู่ซือเย็นวาบไปทั้งกาย หากนี่คือความจริง หมายความว่าเขาย้อนเวลากลับมาตอนอายุสิบแปดหรือ?!
“ปีนี้ข้าอายุเท่าไร”
สีหน้าของจงไห่ซีดเผือดลง บางทีคุณชายอาจจะป่วยไข้ร้ายแรงเกินกว่าที่คาดคิด อาจจะ…เป็นอาการป่วยทางความทรงจำ!
“ไม่ได้ยินที่ข้าถามหรือ”
ใบหน้าของข้ารับใช้หนุ่มคล้ายกำลังจะร่ำไห้ “ปีนี้คุณชายอายุสิบแปดขอรับ”
ฝ่ามือเรียวยาวพลันลูบคลำแผ่นอกที่เคยถูกคมดาบฟาดฟัน ความรู้สึกเจ็บปวดนั้นเป็นเรื่องจริงอย่างแน่นอน อีกทั้งเขายังจดจำได้แม่นยำว่าตนอายุยี่สิบเอ็ดแล้วตอนที่ต้องโทษฆ่าคนตาย
“คุณชายแน่นหน้าอกด้วยหรือขอรับ! บ…บ่าวต้องไปรายงานฮูหยิน--”
“หยุดโวยวายเสียที ยิ่งเจ้าเสียงดังข้าก็ยิ่งปวดหัว” อี้มู่ซือเอ็ด พลางนวดคลึงขมับอย่างคิดไม่ตก
นี่มัน…เกิดเรื่องอัศจรรย์ขึ้นกับเขาจริงๆ หรือ เป็นไปได้อย่างไร?
“หากเจ้าปรารถนาจะแก้ไข ก็จงไปทำตามที่ตั้งใจเถิด”
น้ำเสียงเรียบสงบดุจสายธารอันเย็นฉ่ำดังชัดในโสตประสาท….หรือจะเป็นคนผู้นั้นที่นำพาเขาให้กลับมาที่นี่อีกครั้ง?
ดวงตาใสกระจ่างทอประกายวับวาว คล้ายดั่งเสือร้ายที่จ้องตะครุบเหยื่อ เขาไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใครและเหตุใดจึงมีพลังวิเศษเช่นนี้ แต่ก็ต้องขอบคุณสำหรับโอกาสที่มอบให้ เขาจะใช้มันอย่างคุ้มค่าแน่นอน!
บ่าวรับใช้หนุ่มให้ขนลุกขนชันไปทั่วร่าง ด้วยอยู่ๆ ก็รู้สึกถึงความกดดันบางประการที่แผ่ออกมาจากตัวของเจ้านาย น้ำเสียงสั่นเทาจึงเอ่ยเรียกกล้าๆ กลัวๆ “ค…คุณชาย”
“จงไห่ จงไห่!” สุ้มเสียงร้อนใจที่ดังแทรกขึ้นมา ทำให้ความกดดันในบรรยากาศเบาบางลง ข้ารับใช้หนุ่มจำได้ว่าเสียงนั้นเป็นของพ่อบ้านใหญ่ จึงรีบเดินไปเปิดประตูเรือนเพื่อไต่ถาม
“มีเรื่องอะไรรึขอรับ”
“คุณชายตื่นหรือยัง ฮูหยินใหญ่ให้ข้ามาเร่ง ตอนนี้เจ้านายทุกคนรออยู่ที่โถงกลางแล้ว”
ดวงตาของจงไห่เบิกโพลง รีบงับประตูลงแล้วหันกลับมามองผู้เป็นนายอย่างร้อนรน “คุณชาย ต้องรีบแล้วขอรับ!” ทุกความคิดในหัวของเขาอันตรธานหายไปชั่วพริบตา จินตนาการถึงแต่ฮูหยินผู้เฒ่าจะว่ากล่าวเจ้านายของตนอย่างไรบ้าง และที่น่าหวั่นเกรงที่สุดก็คือคุณชายใหญ่จะโต้ตอบกลับจนทั้งตระกูลอี้ต้องลุกเป็นไฟหรือไม่
“คุณชาย รีบล้างหน้าเถอะขอรับ!” กระวีกระวาดดึงตัวเจ้านายให้ลุกจากเตียงอุ่นมานั่งบนเก้าอี้โต๊ะกลมที่มีอ่างล้างหน้าตั้งวางอยู่ แต่เพราะการสนทนาก่อนหน้านี้ยาวนานนัก ทำให้น้ำที่เคยอุ่นพอดีเย็นลงจนใช้การไม่ได้
“บ่าวจะรีบไปต้มน้ำให้คุณชายใหม่ขอรับ!”
“ไม่ต้อง” อี้มู่ซือเอ่ยห้าม ความเย็นจากน้ำในอ่างทำให้ใบหน้าของเขาชาหนึบ ทว่าชายหนุ่มมิได้ใส่ใจ เพราะหากเทียบกับตอนอยู่ในห้องขังที่ต้องเจอทั้งความอับชื้นและความหนาวเหน็บ สิ่งนี้ไม่นับว่าเป็นอะไรเลย
“คุณชาย” น้ำเสียงของจงไห่อ่อนระโหย ซาบซึ้งกับความใจดีที่เจ้านายมีให้ตน
#เกิดใหม่ครานี้จะไม่เป็นเพียงตัวขยะ
บทที่ 1 (2/2) : ข้ากลับมาแล้ว
อี้มู่ซือหยิบผ้าสะอาดมาซับใบหน้าที่เปียกชื้น มองเมินสายตาเทิดทูนจนชวนให้ขนลุกนั่น เอ่ยถามเสียงเรียบเรื่อย “นี่ข้ากำลังจะไปที่ใด?”
“คุณชายลืมแล้วหรือขอรับว่าวันนี้ต้องไปไหว้พระขอพรที่วัดหวงเจี๋ยว์”
ไหว้พระ…วัดหวงเจี๋ยว์?
จงไห่หยิบอาภรณ์ที่จัดเตรียมไว้มาสวมทับให้ผู้เป็นนาย แววตาลังเลมองร่างสูงโปร่งอย่างชั่งใจ ก่อนจะกลั้นใจกล่าวเสียงแผ่ว “บ่าวรู้ว่าคุณชายไม่อยากไปขอพรให้คุณชายรองสอบผ่านเซี่ยงซือ ถ้าเช่นนั้นคุณชายก็ขอพรให้ตนเองดีหรือไม่ขอรับ อย่างไรก็ไม่มีใครรู้ว่าพรที่คุณชายขอคือเรื่องอะไร”
ความทรงจำของอี้มู่ซือหวนกลับมาในทันใด ปีนี้คือปีที่น้องชายต่างมารดาของเขาเข้าสอบราชการในระดับเซี่ยงซือนั่นเอง
ในแคว้นเทียนหลง การสอบเค่อจวี่หรือสอบราชการเปิดโอกาสให้คนทุกชนชั้นที่มีความสามารถได้เข้าร่วมอย่างเท่าเทียมกัน ทว่าทุกคนที่เข้าร่วมจะต้องเข้าเรียนในสำนักศึกษาหลวง และผ่านการอบรมเสียก่อนจึงจะมีสิทธิ์เข้าสอบได้ โดยการสอบเค่อจวี่แบ่งออกเป็นสามระดับด้วยกัน
ระดับต้นหรือถงเซิง เป็นการสอบระดับท้องถิ่น จัดสอบทุกๆ ปี ผู้ที่สอบผ่านจะได้เป็นชิ่วไฉ มีเงินเบี้ยหวัดของทางการให้ เพราะนับว่าเป็นบัณฑิตผู้หนึ่งแล้ว
ระดับมณฑลหรือเซี่ยงซือ จัดสอบทุกๆ สามปี ผู้ที่ผ่านการสอบจะได้เป็นจี่ว์เหริน ทั้งเบี้ยหวัดและสถานะสูงส่งว่าชิ่วไฉ สามารถสมัครเป็นอาจารย์ในสำนักศึกษาหลวงได้
และลำดับสุดท้าย ระดับราชสำนัก องค์จักรพรรดิจะเป็นผู้คุมสอบด้วยพระองค์เอง จัดสอบทุกๆ สามปี ผู้ที่ผ่านการสอบจะได้เป็นจิ้นซื่อและมีตำแหน่งในราชสำนัก ได้เป็นขุนนางอย่างแท้จริง
สำหรับตระกูลที่ทำการค้าขายมาหลายชั่วอายุคนอย่างตระกูลอี้ การที่ลูกหลานสอบผ่านเค่อจวี่แม้จะเป็นเพียงระดับต้นก็นับว่าได้ยกฐานะของตระกูลให้สูงส่งขึ้นแล้ว เพราะในแคว้นเทียนหลง พ่อค้าวาณิชย์มักถูกมองว่าเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น เป็นอาชีพที่ถูกเหยียดหยามอยู่เนืองๆ ทั้งที่จ่ายภาษีให้แผ่นดินต่อปีเป็นจำนวนมหาศาล
ดังนั้นการสอบราชการของคุณชายรอง อี้เฉียว จึงเป็นความหวังเพียงหนึ่งเดียวที่เหลืออยู่ของตระกูล หลังจากที่ถูกอี้มู่ซือเหยียบย่ำความคาดหวังจนแหลกละเอียดด้วยการโกงข้อสอบในระดับถงเซิง จนถูกปรับตกและได้รับโทษทัณฑ์ไม่ให้เข้าร่วมการสอบราชการอีกตลอดชีวิต
จงไห่มองผู้เป็นนายที่นิ่งเงียบไป เขานั้นรู้ดีกว่าใครว่าคุณชายใหญ่มีความมุมานะมากเพียงใด ดูได้จากตำราทุกเล่มในหีบที่ถูกเก็บไว้จนฝุ่นเขรอะนั่น มันเต็มไปด้วยร่องรอยการพลิกเปิดนับครั้งไม่ถ้วน ภาพคุณชายใหญ่นั่งอยู่ใต้เงาแสงของตะเกียงท่องตำราจนข้ามวันข้ามคืน ยังฝังตรึงอยู่ในความทรงจำของเขา
คุณชายใหญ่อาจไม่เชี่ยวชาญด้านตำราเท่ากับคุณชายรอง แต่หากวัดที่ความขยันหมั่นเพียรแล้ว จงไห่กล้าเอาหัวเป็นประกันว่าเจ้านายของตนไม่ได้เป็นรองผู้ใดเลย
แต่จะมีผู้ใดสนใจความบากบั่นเหล่านั้นเล่า ในเมื่อมีแค่ผลลัพธ์ซึ่งประจักษ์ต่อสายตาเท่านั้นที่จะถูกกล่าวถึง
“คุณชายขอรับ” จงไห่เรียกผู้เป็นนายอย่างนอบน้อม
“ไปกันเถอะ” อี้มู่ซือผ่อนลมหายใจยาว ยามที่ฝ่าเท้าของเขาก้าวผ่านประตูไม้สลัก เป็นช่วงเวลาที่แสงอาทิตย์อุทัยกำลังอาบไล้นภาผืนกว้าง ประกายแสงสีส้มอมทองนั้นให้ความรู้สึกอบอุ่นจนอี้มู่ซืออดแย้มรอยยิ้มออกมาไม่ได้
เรือนประธานหลังใหญ่ตั้งอยู่ทางทิศเหนือ ห่างจากเรือนของอี้มู่ซือไม่ไกลนัก ใช้เวลาเพียงชั่วจิบชาเขากับบ่าวข้างกายก็มาถึงที่หมาย
แววตาเรียบสงบช้อนมองเรือนใหญ่อันเป็นที่พักอาศัยของเจ้าบ้านด้วยความเงียบงัน รู้สึกเหมือนนานเหลือเกินที่ไม่ได้เหยียบย่างเข้ามาที่นี่
“คุณชาย” จงไห่เอ่ยเรียก เมื่อเห็นเจ้านายยืนนิ่งไม่ก้าวเท้าเข้าไปในโถงกลางเสียที
อี้มู่ซือสูดลมหายใจเข้าลึก เยื้องย่างไปเบื้องหน้าด้วยจังหวะเท้าที่มั่นคง เสียงเคลื่อนไหวที่ดังใกล้เข้ามา ดึงความสนใจจากสมาชิกตระกูลอี้ให้หันมอง ทุกสายตาจับจ้องร่างสูงโปร่งอย่างนิ่งงัน ก่อนจะเป็นฮูหยินผู้เฒ่าที่เอ่ยวาจาขึ้นมา
“เจ้าไม่รู้รึว่านี่มันยามใดแล้ว”
แม้น้ำเสียงนั้นจะกล่าวต่อว่าอยู่ในที แต่อี้มู่ซือก็มิได้หวาดหวั่นหรือแสดงท่าทีไม่พอใจ ดวงตาของเขาจับจ้องไปทางมารดาและน้องสาวร่วมอุทร ซึ่งนั่งอยู่ทางด้านขวาของผู้เป็นย่า มุมปากหยักขยับโค้งเป็นรอยยิ้มบางเบา รำพันอยู่ภายในใจ
‘ท่านแม่ เจินเอ๋อร์ ข้ากลับมาแล้ว’
#เกิดใหม่ครานี้จะไม่เป็นเพียงตัวขยะ