ในอดีตการล่าวาฬนิยมมากในอเมริกา แต่ไม่ได้ล่าเอาเนื้อแล้วล่าเอาอะไร?
ทศวรรษ 1850 นิวเบดฟอร์ด (New Bedford) เมืองท่าในรัฐแมสซาชูเซตส์ กลายเป็นเมืองที่ร่ำรวยที่สุดในสหรัฐอเมริกา หากเทียบโดยรายได้ต่อหัว
เมืองแห่งนี้ร่ำรวยจากการออกล่าวาฬ ในจุดพีคสุดการล่าวาฬสามารถทำเงินให้กับนิวเบดฟอร์ดได้สูงถึง 434 ล้านเหรียญสหรัฐ (ค่าเงินปัจจุบัน) ที่สำคัญการล่าวาฬยังเป็นอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับที่ 5 ของสหรัฐอเมริกา ในช่วงศตวรรษที่ 19 อีกด้วย
การล่าวาฬของชาวอเมริกันรวมถึงผู้คนในยุคนั้น พวกเขาไม่ได้ออกล่าเพื่อเอาเนื้อวาฬเป็นหลัก แต่เอาสิ่งที่เรียกว่า Whale Oil หรือน้ำมันปลาวาฬ
ในภาพสลักหินบังกูแด (Bangudae Petroglyphs) ที่ประเทศเกาหลีใต้ ได้ปรากฏภาพของการล่าวาฬ ภาพสลักมีอายุเก่าแก่กว่า 8,000 ปี ทำให้รู้ว่าการล่าวาฬมีประวัติศาสตร์ยาวนานมากแค่ไหน
ในประวัติศาสตร์ยุคแรก การล่าวาฬยังไม่ได้รับความนิยมมาก จนกระทั่งมาบูมในช่วงต้นของยุคกลาง จากการออกล่าโดยชาวแคว้นบาสก์และชาวดัตช์
พวกเขาต้องการน้ำมันวาฬที่ทำจาก Blubber หรือเนื้อเยื่อไขมันใต้ผิวหนังของวาฬ เพื่อใช้จุดตะเกียงให้แสงสว่าง ประชากรที่เพิ่มขึ้นและการขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็ว ทำให้น้ำมันวาฬเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างมาก
หลังจากนั้นชาติใหญ่ ๆ ในยุโรป รวมถึงประเทศเกิดใหม่อย่างสหรัฐอเมริกา ก็เข้าสู่การล่าวาฬจนเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ การล่าวาฬถึงจุดพีคสุดในศตวรรษที่ 19 ในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม จากการใช้น้ำมันวาฬหล่อลื่นเครื่องจักรในโรงงานและผลิตสบู่
แน่นอนว่าในยุคนั้น ไม่มีใครตระหนักถึงความเลวร้ายของการล่าวาฬ จนกระทั่งช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ด้วยจำนวนของวาฬที่ลดลงอย่างน่าใจหาย ประกอบกับการมาถึงของอุตสาหกรรมปิโตรเลียมและเชื้อเพลิงฟอสซิล ก็ทำให้การล่าวาฬไม่ได้รับความนิยมอีก
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการก่อตั้งคณะกรรมาธิการการล่าวาฬระหว่างประเทศหรือ IWC ตั้งแต่ปี 1946 แต่ในบางประเทศอย่างเช่น ญี่ปุ่น ไอซ์แลนด์ นอร์เวย์ การล่าวาฬก็ยังคงมีอยู่ ทั้งล่าโดยความเชื่อท้องถิ่นหรือล่าเพื่อเอาเนื้อ ท่ามกลางความกังวลในเรื่องจำนวนประชากรของวาฬ ที่อาจนำไปสู่การสูญพันธุ์ได้