โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

มรดกของท่านยายคือมิติวิเศษ

นิยาย Dek-D

อัพเดต 13 ธ.ค. 2566 เวลา 09.05 น. • เผยแพร่ 13 ธ.ค. 2566 เวลา 09.05 น. • XiaoHong
กู้เสี่ยวหรานหลุดเข้าไปอยู่ในยุคโบราณ และได้รับมรดกเป็นมิติวิเศษ เธอจะสร้างความร่ำรวยและใช้ประโยชน์จากของวิเศษนั้นอย่างไร ไปเอาใจช่วยเธอกันค่ะ

ข้อมูลเบื้องต้น

‘กู้เสี่ยวหราน’ เข้ามาอยู่ในร่างของเด็กหญิงกู้เสี่ยวหราน หลานสาวสุดที่รักเพียงคนเดียวของตระกูลกู้ จากเหตุร้ายที่รถม้าถูกปล้นจนทำให้บิดาและมารดาของเด็กหญิงเสียชีวิต ท่านย่าที่เป็นห่วงว่าหากปล่อยให้หลานสาวยังอาศัยอยู่ในตระกูลกู้ บรรดาบุรุษในตระกูลคงจะตามใจหลานสาวจนทำให้นางเสียคนไปแน่

ทางเดียวที่จะทำให้หลานสาวกลายเป็นหญิงงามและเพียบพร้อม ท่านจึงจำเป็นต้องตัดใจส่งหลานสาวกลับไปอยู่กับครอบครัวของท่านตาและท่านยายของนาง และนั่นจึงทำให้กู้เสี่ยวหรานได้รู้ความลับบางอย่างของท่านยายตน

สวัสดีค่ะคุณผู้อ่านที่รัก

กลับมาอีกครั้งแล้วนะคะสำหรับนิยายเรื่องใหม่ เรื่องนี้เป็นแนวย้อนอดีตกลับไปในสมัยโบราณอีกแล้วค่ะ เรื่องนี้จะไม่เน้นดราม่า แก้แค้น หรือมีเรื่องหนักๆ ให้รำคาญใจ อาจจะมีตัวละครที่ทำให้ชวนหมั่นไส้กันอยู่บ้าง แต่ก็เพื่อความสนุกของนิยายเท่านั้นค่ะ

ไรท์หวังเป็นอย่างยิ่งว่านิยายเรื่องนี้จะได้รับการสนับสนุนจากคุณผู้อ่านที่รักเหมือนกับเรื่องที่ผ่านๆ มานะคะ มีข้อติชมตรงไหนฝากคอมเมนท์ไว้ได้ตลอดเลยค่ะ เพียงแต่ไรท์อาจจะไม่ได้เอาข้อความส่วนนั้นมาปรับใช้ในทันที คงต้องเอาไว้เป็นข้อมูลสำหรับแก้ไขในนิยายเรื่องต่อไป เพราะนิยายแต่ละเรื่อง ไรท์จะแต่งให้ได้ประมาณ 60-70% ไปแล้วถึงค่อยอัพขึ้นระบบให้ได้อ่านกัน เพราะฉะนั้นการจะตัดลดหรือเพิ่มเนื้อหาในทันที ไรท์จึงไม่สามารถทำได้ค่ะ

ความยาวของนิยายก็บอกไม่ได้เหมือนกันว่าจะกี่ตอน ไรท์ก็แต่งไปเรื่อยเขียนไปเรื่อยตามความเหมาะสมของเนื้อหาในตอนนั้นๆ บางตอนอาจจะดูสั้นกระชับ บางตอนอาจจะดูยืดเยื้อ แต่ก็เอาเป็นว่าไรท์ไม่เคยแต่งนิยายได้เกิน 100 ตอนเลยค่ะ สถิติสูงสุดคือ 79 ตอน ในเรื่องสลับร่างไปสร้างครอบครัวให้ร่ำรวยในยุคโบราณ นั่นก็ถือว่ามากที่สุดในชีวิตแล้ว O

ฝากติดตามและอยู่เป็นกำลังใจให้กันด้วยนะคะ อย่าเพิ่งเบื่อกันไปก่อนน้าาาา

XiaoHong

หลานสาวสกุลกู้

“พวกเจ้าไม่ต้องมาสนใจข้า ปล่อยให้ข้าตายไปเสียเลย จากนั้นพวกเจ้าอยากจะทำอะไรก็เชิญ” ท่านย่ากู้ต่อว่าบุตรชาย

“โถ่! ท่านแม่ ทำไมท่านถึงได้พูดถ้อยคำรุนแรงอย่างนั้นด้วยขอรับ พี่รองกับพี่สะใภ้รองก็เพิ่งจากไป ข้าแค่กลัวว่าหรานเอ๋อจะรับกับการสูญเสียนี้ไม่ได้เท่านั้นเอง นางเป็นเด็กที่น่าสงสารมาก ท่านแม่ยังจะส่งนางออกไปอยู่ที่อื่นอีกหรือขอรับ” กู้เจิ้งพูดเสียงเบาในตอนท้าย

“จริงอย่างที่เจ้าสามว่าขอรับท่านแม่ หรานเอ๋อเพิ่งสูญเสียบิดามารดาไปได้ไม่นาน ไม่สู้เราช่วยกันดูแลนางอยู่ที่นี่ไม่ดีกว่าหรือขอรับ ให้นางได้อยู่ในที่ที่คุ้นเคยคงดีกว่าส่งนางออกไปอยู่ข้างนอก” กู้หลิงสนับสนุนคำพูดของน้องชาย

“แต่ที่อื่นที่พวกเจ้าว่ามันคือบ้านท่านตาท่านยายของนางเองนะ มีอะไรที่นางจะไม่คุ้นเคยกัน ไม่ใช่ว่าก่อนเกิดเรื่อง เป็นนางเองหรอกหรือที่รบเร้าให้เจ้ารองพานางไปเยี่ยมท่านตาท่านยาย พอตอนนี้ข้าจะส่งนางไปอยู่ที่โน่นบ้าง ทำไมพวกเจ้าถึงเอาแต่คัดค้าน”

“เหตุการณ์คราวนั้นมันไม่ได้เกี่ยวกับหลานสาวเราเสียหน่อย ใครมันจะอยากให้เกิดเรื่องร้ายขึ้นกันล่ะ” ท่านปู่กู้บอกกับภรรยา “ฮูหยิน เจ้าไม่สงสารหรานเอ๋อสักนิดเลยหรือ เจ้าเลี้ยงดูนางมาตั้งแต่ยังเล็ก เจ้าจะทำใจปล่อยให้นางไปอยู่ที่อื่นได้จริงหรือ”

“ในเมื่อพวกท่านสงสารนางมาก เช่นนั้นพวกท่านก็ออกไปเถอะ จากนี้ก็ห้ามใครเข้าออกห้องนี้แม้แต่คนเดียว รอให้ข้าตายไปเสียก่อน พวกท่านก็จะได้อยู่กับหลานสาวสุดที่รักสมใจ”

ท่านปู่กู้กับลูกชายทั้งสองได้แต่มองหน้ากัน ก่อนที่ทั้งหมดจะเดินก้มหน้าออกจากห้องนอนของหลานสาวไปอย่างหมดหวัง

‘กู้เสี่ยวหราน’ ยังนอนหลับตาฟังเสียงทะเลาะกันของคนทั้งสี่อยู่บนเตียงโดยไม่พูดไม่จา เพราะเธอกำลังทำใจให้ยอมรับกับเรื่องเหลือเชื่อนี้อยู่ พร้อมกับคิดถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ เธอจำได้ว่าวันนั้นเธอดูซีรีส์อยู่จนดึกและรายการตอนดึกนั้นก็รู้ๆ กันอยู่ว่ามีแต่โฆษณาของกินเยอะแยะไปหมด โดยปกติแล้วเธอมักจะตุนของกินไว้ในตู้เย็นไม่เคยขาด แต่เพราะอีกไม่กี่วันเธอก็จะย้ายเข้าไปอยู่ที่คอนโดมิเนียมหรูแห่งใหม่ที่เพิ่งซื้อมา เธอก็เลยเคลียร์ของในตู้เย็นไปจนหมดไม่มีเหลือ

เมื่อหิวจนทนไม่ไหวกู้เสี่ยวหรานตัดสินใจเดินลงจากอพาร์ทเมนท์เพื่อไปหาซื้อของกินที่ร้านสะดวกซื้อโดยไม่รู้เลยว่าร้านกำลังถูกโจรบุกปล้น เธอโชคร้ายที่หนึ่งในคนร้ายซุ่มซ่ามทำปืนหล่นตอนที่เธอกำลังเดินเข้าประตูร้านมาพอดี กระสุนพุ่งเข้าใส่เธอทันทีโดยไม่ทันได้ตั้งตัว

เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นจังหวะเดียวกับที่รถม้าของครอบครัวคุณชายรองสกุลกู้ถูกโจรขี่ม้ามาดักปล้นเช่นกัน ทั้งครอบครัวถูกโจรสังหารและชิงทรัพย์สินไปจนหมด เพียงแต่วิญญาณของกู้เสี่ยวหรานในยุคปัจจุบันได้เข้ามาอยู่ในร่างของเด็กหญิงกู้เสี่ยวหรานวัยสิบขวบเข้าพอดี ทำให้เด็กหญิงกู้เสี่ยวหรานเป็นคนเดียวที่รอดชีวิตมาได้

ผ่านมาแล้วห้าวันที่นางย้อนเวลากลับมาอยู่ในร่างของเด็กหญิงกู้เสี่ยวหราน ความทรงจำของร่างเดิมไม่มีอะไรมากมาย นางรู้แค่ว่านางเป็นหลานสาวสุดที่รักของสกุลกู้

กู้เหวินหรือท่านปู่กู้เป็นอาจารย์สอนที่สำนักศึกษาประจำอำเภอชิงไห่ ซึ่งถือได้ว่าเป็นสำนักศึกษาที่มีชื่อเสียงที่สุดของอำเภอ ฮูหยินของท่านคือปิงจิ่นฮวาหรือท่านย่ากู้ อดีตช่างปักผ้าฝีมือดีในเมืองหลวง ทั้งสองมีบุตรชายด้วยกันสามคนคือ

กู้หลิง บุตรชายคนโต เป็นอาจารย์สอนอยู่สำนักศึกษาแห่งเดียวกับบิดา เขาแต่งงานกับฮั่นจูอี้ มีบุตรชายหนึ่งคนคือกู้หยวนอายุสิบห้าปี เรียนเก่งไม่แพ้บิดากับท่านปู่ สอบถงเซิงได้ตั้งแต่อายุสิบสองปี เวลานี้รอสอบซิ่วไฉ

กู้ฉิน ลูกชายคนรอง มีจิตใจโอบอ้อมอารี ไม่มีทักษะทางการแพทย์ เพียงแต่อยากให้ชาวบ้านได้รับการรักษาอย่างทั่วถึง จึงร่วมหุ้นกับเพื่อนสนิทที่เป็นหมอฐานะยากจนเปิดโรงหมอด้วยกัน กู้ฉินแต่งงานกับเหอจื่อรั่ว บุตรสาวเพื่อนสนิทของบิดา มีบุตรสาวหน้าตาน่ารักและเป็นหลานสาวเพียงคนเดียวของตระกูลกู้คือกู้เสี่ยวหราน

กู้เจิ้ง ลูกชายคนสุดท้องของตระกูลกู้ เป็นคนที่รักสนุกที่สุดในบรรดาพี่น้อง ภรรยาชื่อเถาหย่าเจิน มีลูกชายหนึ่งคน ปีนี้ลูกชายของเขามีอายุครบสิบสามปีแล้วชื่อกู้เผย ความจริงกู้เจิ้งไม่ใช่คนเจ้าชู้ เพียงแต่ไม่รู้เพราะเหตุใดสาวน้อยสาวใหญ่จึงคอยมาส่งสายตาเชื้อเชิญเขาอยู่เป็นประจำ เขาไม่ชอบงานสอนหนังสือเหมือนบิดาและพี่ชายคนโต ก็เลยหันมาเปิดโรงน้ำชาแทน ซึ่งโรงน้ำชาของเขาก็ใหญ่ที่สุดในอำเภอชิงไห่ทีเดียว

เมื่อสามีและบุตรชายออกจากห้องไปแล้ว ท่านย่ากู้ก็เข้ามานั่งที่ข้างเตียงของหลานสาว นางจับมือน้อยๆ เอาไว้ก่อนที่จะร้องไห้ออกมา “ย่าขอโทษนะหรานเอ๋อ ย่ารักเจ้ามากแค่ไหนเจ้าก็รู้ แต่ที่ย่าต้องส่งเจ้าไปอยู่กับท่านตาท่านยายของเจ้าก็เพื่อตัวเจ้าเอง ผ่านมาแล้วห้าวัน แต่เจ้าก็ยังเอาแต่นอนมองเพดานไม่ยอมพูดจากับใคร ย่ารู้ว่าเจ้าคงคิดถึงท่านพ่อกับท่านแม่ของเจ้ามาก หากได้เปลี่ยนไปอยู่ในสภาพแวดล้อมอื่นบ้าง เจ้าอาจจะกลับมาเป็นหรานเอ๋อที่น่ารักสดใสคนเดิมอีกครั้งก็เป็นได้ เจ้าไม่โกรธย่าใช่ไหม”

กู้เสี่ยวได้ฟังเหตุผลของหญิงชรามาหลายวันแล้วเช่นกัน มันไม่ใช่เพียงแค่เหตุผลเดียวตามที่หญิงชราพูด ยังมีข่าวลือด้านนอกอีกมากมายที่พูดถึงนางในทางที่ไม่ดี บ้างก็ว่าเป็นเพราะนางมีใบหน้าที่งดงามตั้งแต่เยาว์วัย ทำให้เป็นที่ถูกตาต้องใจพวกโจรขี่ม้า บิดามารดาจึงต้องมาเสียชีวิตเพื่อปกป้องนาง ผู้คนต่างก็พูดกันว่าใบหน้างดงามนั้นคือหายนะ บ้างก็ว่าเป็นเพราะนางชอบอวดความร่ำรวย รถม้าที่นั่งก็ต้องหรูหรา จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่จะไปสะดุดตาโจรขี่ม้าเข้า

ถึงแม้จะเป็นแค่ข่าวลือ แต่ท่านย่ากู้ก็ไม่อาจให้หลานสาวต้องมาได้ยินคำพูดไม่ดีเช่นนี้ได้ นางจึงอยากให้หลานสาวได้หลบไปพักรักษาจิตใจในสภาพแวดล้อมใหม่ ซึ่งบ้านของลูกสะใภ้ก็ถือได้ว่าเป็นสถานที่ที่เหมาะสมที่สุด อย่างน้อยท่านตาและท่านยายของนางก็รักนางไม่ต่างจากบ้านสกุลกู้

และเหตุผลสุดท้ายที่ทำให้ท่านย่ากู้ตัดสินใจเช่นนี้ นั่นก็เพราะนางอยากจะดัดนิสัยสามีและลูกชายที่ชอบเลี้ยงดูหลานสาวอย่างตามใจ ยิ่งหลานสาวเพิ่งสูญเสียบิดามารดาไปเช่นนี้ มีหรือที่บุรุษทั้งสามจะไม่ตามใจนางไปมากกว่าเดิม เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้หลานสาวต้องถูกเลี้ยงดูจนเสียนิสัย การส่งหลานสาวออกจากบ้านไปก็น่าจะเป็นทางออกที่ดี

“ท่านย่า” กู้เสี่ยวหรานพูดออกมาเสียงเบา นางไม่อยากเห็นหญิงชราร้องไห้ เพราะมันทำให้นางนึกถึงคุณปู่ คุณพ่อ และคุณแม่ ป่านนี้ไม่รู้ว่าพวกเขาจะร้องไห้เสียใจกับการจากไปของนางมากขนาดไหน

“หรานเอ๋อ! เจ้า…เจ้ายอมพูดกับย่าแล้วหรือ” หญิงชราร้องไห้ออกมาหนักกว่าเดิม

กู้เสี่ยวหรานไม่ได้พูดกับใครมาหลายวัน น้ำเสียงที่เปล่งออกมาจึงค่อนข้างเบา “ข้าไม่เคยโกรธท่านเลย ท่านย่าอย่าร้องไห้อีกเลยนะเจ้าคะ ข้ารู้ว่าที่ท่านย่าทำไปเพราะท่านย่าหวังดี”

ท่านย่ากู้ใช้มือลูบศีรษะของหลานสาวเบาๆ “นั่นเพราะก่อนหน้านี้เจ้าไม่ยอมพูดจากับใคร ย่าแค่อยากให้เจ้าได้ลองเปลี่ยนสภาพแวดล้อมดูบ้าง แต่ถ้าหากเจ้าไม่อยากไป ย่าก็จะไม่บังคับ”

“ไปอยู่กับท่านตาท่านยายที่ชนบทก็ดีเหมือนกันเจ้าค่ะ หลานก็อยากใช้เวลานี้เปลี่ยนแปลงตัวเองเหมือนกัน”

เป็นเพราะเด็กหญิงกู้เสี่ยวหรานเป็นหลานสาวเพียงคนเดียวของตระกูลกู้ นางจึงถูกเลี้ยงดูมาอย่างตามใจ ทำให้นางกลายเป็นเด็กที่เอาแต่ใจและไม่ขยันเรียนเอาเสียเลย นางจึงอยากอาศัยช่วงเวลานี้เพื่อเปลี่ยนแปลงตัวเอง นางจะต้องสลัดภาพเด็กหญิงไม่เอาไหนออกไปให้ได้ เพราะถ้าหากนางต้องอาศัยอยู่ในร่างของเด็กหญิง นางต้องทำตัวเองให้เป็นที่ยอมรับของคนอื่นให้ได้เสียก่อน จากนั้นนางค่อยเลือกว่าจะทำอาชีพอะไรต่อไป เพราะอยู่ดีๆ จะให้นางกลายเป็นคนเก่งขึ้นมาในชั่วข้ามคืน นางก็ไม่รู้ว่าจะต้องยกเหตุผลใดมาอธิบายให้คนอื่นเข้าใจได้เหมือนกัน

สังเกตหลานสาว

หลังจากกู้เสี่ยวหรานฟื้นตัวจากอาการบาดเจ็บได้ไม่กี่วัน นางก็ถูกท่านย่ากู้ส่งตัวไปอยู่ที่บ้านชนบททันที ทั้งท่านปู่ ท่านลุง ท่านอา และพี่ชายทั้งสองต่างก็ออกมายืนส่งหลานสาวตัวน้อยที่หน้าบ้านด้วยความเศร้า

“หากเจ้าแก่เหอกล้ารังแกเจ้า เจ้าต้องรีบมาบอกปู่ทันทีเลยเข้าใจไหม” ท่านปู่กู้กำชับหลานสาวเสียงเข้ม พร้อมกับลูบเคราตัวเองอย่างใช้ความคิด “อืม…ความจริงปู่ก็ไม่ได้เจอท่านตาของเจ้านานแล้ว ปู่ถือโอกาสนี้กลับไปเยี่ยมสหายกับเจ้าเลยก็แล้วกัน”

“หรานเอ๋อ พี่ใหญ่จะซื้อขนมไปฝากเจ้าบ่อยๆ นะ” กู้หยวนบอกกับน้องสาว

“หรือถ้าเจ้าเหงา พี่รองขนของไปอยู่เป็นเพื่อนเจ้าที่โน่นเลยดีไหม” กู้เผยพูดขึ้น พร้อมกับหันไปส่งยิ้มหวานให้บิดากับมารดาเพื่อเป็นการขออนุญาต

“ใครอยากจะไปอยู่กับหรานเอ๋อที่ชนบทก็ให้รีบไปเก็บของเดี๋ยวนี้เลย หลังจากนั้นก็ไม่ต้องกลับมาให้ข้าเห็นหน้าอีก” ท่านย่ากู้พูดเสียงดุ บุรุษตระกูลกู้เปลี่ยนสีหน้ายิ้มแย้มเป็นเศร้าหมองลงอีกครั้ง “ย่าไม่ได้ห้ามเจ้าสองคนไปเยี่ยมน้องสาว แต่อย่าหาว่าข้าไม่เตือน เพราะท่านตาของหรานเอ๋อนั้นไม่ได้ใจดีเหมือนท่านปู่ของเจ้า หากพวกเจ้าทำผิดแล้วถูกเขาทำโทษขึ้นมาย่าก็ช่วยอะไรพวกเจ้าไม่ได้”

“เจ้าแก่นั่นจะกล้าทำร้ายหลานชายข้ารึ เหอะ! อยากมีเรื่องกับข้าก็ลองดูสิ” ท่านปู่กู้พูดขึ้น

“ท่านพี่ ท่านเคยสู้พี่เหอได้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน หรือว่าข้าจะเอาเรื่องนี้ไปถามเขาดีล่ะ อืม…ก็ดีเหมือนกันนะ เพราะถึงยังไงวันนี้ข้าก็ต้องไปส่งหรานเอ๋อด้วยตัวเองอยู่แล้ว ข้าจะได้ขอฟังคำตอบจากพี่เหอเสียเลยว่าตกลงแล้วท่านหรือว่าพี่เหอที่มีวรยุทธ์สูงกว่ากัน” ท่านย่ากู้แสร้งพูดไปเช่นนั้นเพราะรู้ดีว่าสามีนั้นเกรงใจเหอซือเหลียนหรือท่านตาเหอของหลานสาวเป็นที่สุด ถึงแม้ท่านผู้เฒ่าทั้งสองจะเป็นเพื่อนสนิทและคบหากันมานาน แต่เหอซือเหลียนกลับวางตัวเป็นที่ชายที่เข้มงวดกับท่านปู่กู้ได้น่ากลัวกว่าพี่ชายแท้ๆ ของเขาเสียอีก

“ข้าแค่ล้อเล่นเท่านั้นน่าฮูหยิน” ท่านปู้กู้พูดเสียงอ่อน

กู้เสี่ยวหรานกับท่านย่ากู้หยุดยืนอยู่หน้าบ้านได้พักหนึ่งก็มีคนเดินออกมาเปิดประตู

“จิ่นฮวา หรานเอ๋อ พวกเจ้ามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง” หยวนฟ่านหลินหรือท่านยายเหอของกู้เสี่ยวหรานทักท่านย่ากู้ด้วยชื่อเดิมของนางอย่างคุ้นเคย “เข้ามาในบ้านกันเร็วเข้า ยืนตากลมนานๆ ประเดี๋ยวจะไม่สบายเอา”

“พวกเราเพิ่งมาถึงได้ไม่นาน พี่ฟ่านหลินไม่ต้องเป็นห่วง”

บ้านของท่านตาเหอหรือที่คนในหมู่บ้านต่างก็เรียกว่าซิ่วไฉเหอ เปิดเป็นโรงเรียนสอนหนังสือให้กับเด็กในหมู่บ้านและหมู่บ้านใกล้เคียง ค่าเล่าเรียนก็แล้วแต่ผู้ปกครองของเด็กจะหามาให้ ไม่จำเป็นต้องเป็นเงินทองและของมีค่าเสมอไป ด้วยความที่ชาวบ้านต่างก็มีฐานะยากจน บางบ้านที่อยากให้บุตรหลานได้เรียนหนังสือก็ขึ้นเขาไปเก็บของป่าหรือแม้แต่ยอมแบ่งธัญพืชที่เป็นเสบียงของครอบครัวมาให้ซิ่วไฉเหอด้วยซ้ำ ซึ่งซิ่วไฉเหอก็ไม่ได้แสดงท่าทีไม่พอใจเลยแม้แต่น้อย ท่านกลับรับสิ่งของนั้นด้วยความเต็มใจ สร้างความซาบซึ้งใจให้กับชาวบ้านทุกคนเป็นอย่างมาก เพียงแต่โรงเรียนของเขานั้นมีเงื่อนไขอยู่ว่าจะรับสอนนักเรียนที่มีอายุระหว่างหกถึงสิบสองปีเท่านั้น จากนั้นหากบ้านใดมีกำลังพอที่จะจ่ายค่าเล่าเรียนไหว ก็ให้ส่งเด็กคนนั้นเข้าไปเรียนในอำเภอต่อ

ความสามารถของเด็กที่เรียนจบจากซิ่วไฉเหอนั้นเป็นที่ยอมรับของสำนักศึกษาต่างๆ เป็นอย่างมาก ไม่มีสำนักศึกษาใดที่ไม่อ้าแขนรับ นั่นก็เพราะความสามารถของซิ่วไฉเหอเป็นที่ประจักษ์มาตั้งแต่วัยหนุ่ม ความสามารถระดับเขาหากคิดจะเรียนต่อจนสอบเป็นจอหงวนเลยก็ย่อมได้ เพียงแต่เขาเลือกที่จะสอบถึงแค่ระดับซิ่วไฉ นั่นก็เพราะเขาไม่อยากไปสอบรับราชการในตำแหน่งสูง เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นเด็กในหมู่บ้านก็คงจะไม่มีโอกาสได้เล่าเรียน เขาแค่อยากสอนหนังสือให้กับเด็กในหมู่บ้าน เพื่อส่งเสริมให้เด็กเหล่านั้นสามารถอ่านออกเขียนได้ ทำอย่างนี้เด็กๆ ถึงจะมีชีวิตที่ดีและหางานทำที่ดีมาช่วยแหลือจุนเจือครอบครัวต่อไปได้

ซิ่วไฉเหอเป็นคนเข้มงวด ช่วงแรกเด็กๆ ที่เข้ามาเรียนหนังสือจึงกลัวเขามาก แต่พอเวลาผ่านไปเมื่อเด็กๆ เริ่มปรับตัวได้ พวกเขาถึงได้รู้ว่าที่แท้แล้วอาจารย์ของพวกเขานั้นเป็นคนใจดีมากคนหนึ่ง

“พี่เหอ พี่ฟ่านหลิน วันนี้ข้าพาหรานเอ๋อมาส่งพวกท่าน เพราะอยากให้พวกท่านช่วยดูแลนางสักระยะหนึ่ง” ท่านย่ากู้บอกวัตถุประสงค์อย่างไม่ปิดบัง “เพราะลูกชายกับลูกสะใภ้เพิ่งเสียไป ข้ากลัวว่านางจะเอาแต่คิดถึงบิดามารดาจนกลายเป็นเด็กเงียบขรึม หากนางได้มาอยู่ในสภาพแวดล้อมใหม่ นางอาจจะหายจากอาการโศกเศร้าได้เร็วขึ้น”

“เดิมทีข้ากับท่านพี่ก็กำลังคิดถึงเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน เพียงแต่เราเกรงใจครอบครัวเจ้าก็เลยยังไม่อยากเข้าไปยุ่ง และเจ้าก็อย่าได้เกรงใจพวกเราเลย หรานเอ๋อก็เป็นหลานของพวกเราเหมือนกัน พวกเราก็เป็นห่วงนางไม่ต่างจากพวกเจ้าหรอกนะ” ท่านยายเหอยิ้มตอบ

“อีกอย่างหนึ่งที่ข้าตัดสินใจเช่นนี้ก็เพราะข้าอยากอาศัยช่วงเวลานี้ดัดนิสัยบุรุษในบ้านข้าด้วย หากยังขืนให้พวกเขาเลี้ยงดูหรานเอ๋ออย่างตามใจ ข้ากลัวว่าในภายหน้าหากนางต้องออกเรือน นางจะไม่เป็นที่รักของครอบครัวสามีเจ้าค่ะ” ท่านย่ากู้พูดต่อ

“ข้าเห็นด้วยกับเรื่องนี้เหมือนกัน หากยังปล่อยให้หรานเอ๋อถูกบุรุษในตระกูลเจ้าเลี้ยงดูอย่างตามใจ นางต้องเสียคนไปแน่ เหอะ! เจ้าแก่กู้ก็ไม่เคยเปลี่ยน ตัวเองทำตัวเหลวไหลยังไม่พอ ยังจะมาทำให้หลานสาวของข้าเสียคนไปอีก” ท่านตาเหอพูดถึงเพื่อนรักด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ เขากับท่านปู่กู้เป็นเพื่อนรักกันมาก็จริง แต่ตั้งแต่ที่มีกู้เสี่ยวหรานเกิดขึ้นมาบนโลกใบนี้ ชายชราทั้งสองกลับพยายามทำตัวให้เป็นที่รักของหลานสาวอย่างไม่มีใครยอมใคร “เจ้าวางใจเถอะจิ่นฮวา ข้ากับฮูหยินจะอบรมสั่งสอนหรานเอ๋อให้เป็นสตรีที่เพียบพร้อมได้อย่างแน่นอน”

ผ่านไปแล้วหลายเดือนที่กู้เสี่ยวหรานถูกส่งมาอยู่ที่บ้านของท่านตาท่านยาย นางปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ได้เป็นอย่างดี นางใช้เวลาในแต่ละวันเข้าเรียนกับท่านตาพร้อมกับเด็กคนอื่นในหมู่บ้าน ช่วงเย็นก็จะช่วยท่านยายรดน้ำและเก็บผักในแปลงผักหลังบ้าน วันนี้หลังจากรดน้ำที่แปลงผักเสร็จ กู้เสี่ยวหรานก็มานั่งเล่นที่โต๊ะหินหลังบ้าน พร้อมกับมองท้องฟ้าอย่างเบื่อหน่าย

“ทำไมเอาแต่นั่งถอนหายใจเล่า” ท่านยายเหอเดินถือเค้กช็อกโกแลตหน้านิ่มพร้อมกับนมอุ่นๆ มาวางไว้ตรงหน้าหลานสาวสุดที่รักอย่างนึกเอ็นดู “ลองชิมขนมของยายก่อนดีไหม รับรองว่าเจ้าจะอารมณ์ดีขึ้นกว่านี้แน่”

“ข้ายังไม่หิวเจ้าค่ะท่านยาย” กู้เสี่ยวหรานยังไม่หันมามองถาดขนม ตั้งแต่ที่นางมาอยู่ในร่างนี้ท่านยายก็ทำแต่ขนมเปี๊ยะโบราณให้นางกินเท่านั้น ความจริงแล้วนางก็ไม่ใช่คนเลือกกิน เพียงแต่การได้กินขนมชนิดเดียวกันเป็นเวลานานมันก็ทำให้เบื่อกันได้ไม่ใช่หรือ

“ไม่ใช่ว่าใครจะได้กินขนมชิ้นนี้ของยายง่ายๆ นะ แม้แต่ท่านแม่ของเจ้ายังเคยกินแค่ครั้งเดียวเท่านั้น”

“ท่านแม่เคยกินแค่ครั้งเดียว แต่ข้ามาอยู่ที่นี่ครึ่งปี ข้าได้กินขนมเปี๊ยะฝีมือท่านยายไปยี่สิบครั้งแล้วนะเจ้าคะ” กู้เสี่ยวหรานตอบเซ็งๆ ทั้งที่ยังไม่หันกลับไปมอง

ท่านยายเหออมยิ้มและสังเกตหลานสาวไปด้วย หากนางเดาไม่ผิด กู้เสี่ยวหรานที่นั่งถอนหายใจอยู่ตรงนี้คงเป็นกู้เสี่ยวหรานอีกคนที่เพิ่งเข้ามาอยู่ในร่างนี้แน่ๆ เพื่อพิสูจน์ความคิดของตนเอง นางจึงเข้าไปในมิติแล้วหยิบขนมกับเครื่องดื่มสองชิ้นนี้ออกมา

“ขนมชิ้นนี้เป็นสูตรลับของท่านยายทวดเชียวนะ เจ้าไม่อยากลองจริงหรือ ถ้าเจ้ายังไม่ยอมหันมา ยายจะน้อยใจจริงๆ แล้วนะ”

กู้เสี่ยวหรานไม่มีทางเลือก นางจึงหันมามองขนมช้าๆ เมื่อเห็นขนมกับเครื่องดื่มตรงหน้า “นี่…นี่มันเค้กนี่เจ้าคะ!”

ใช้ชีวิตให้มีความสุข

กู้เสี่ยวหรานไม่มีทางเลือก นางจึงหันมามองขนมช้าๆ แต่ขนมสวยงามที่วางอยู่ในจานกลับสร้างความตกตะลึงให้นางครั้งใหญ่ “นี่…นี่มันเค้กนี่เจ้าคะ ท่านยายเจ้าคะที่มันเค้กช็อกโกแลตเชียวนะเจ้าคะ ท่านยายมีสิ่งนี้ได้ยังไง หรือว่ามีใครทำขนมชิ้นนี้ขึ้นมา ท่านยายบอกข้าได้หรือไม่เจ้าคะว่าเขาเป็นใคร”

“อืม…ขนมชิ้นนี้เรียกว่าขนมเค้กหรอกหรือ ยายก็เพิ่งจะรู้เหมือนกันนะนี่” ท่านยายเหอแอบถอนหายใจเบาๆ “ค่อยโล่งใจหน่อยอย่างน้อยเจ้าก็ไม่ใช่วิญญาณของปิศาจร้ายล่ะนะ เอ้า…รีบกินขนมพวกนี้ก่อนที่จะมีใครมาเห็นเข้า”

เด็กหญิงมองดูเค้กในจานกระเบื้องเคลือบลวดลายหรูหรากับนมอุ่นที่อยู่ในแก้วมีหูเข้าชุดกันด้วยความรู้สึกหลากหลาย นางหยิกแก้มตัวเองอยู่หลายครั้งจนมั่นใจว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าไม่ใช่ความฝัน

“เจ้าไม่ได้ฝันไปหรอก” ท่านยายเหอลูบผมหลานสาวเบาๆ “กินขนมให้สบายใจเถอะ หลังจากนี้เราค่อยคุยกัน”

“อร่อย! อร่อยมากเลยเจ้าค่ะท่านยาย” กู้เสี่ยวหรานตักขนมเค้กเข้าปากอย่างมีความสุข

“อร่อยก็กินให้หมด ถ้าไม่พอเดี๋ยวยายจะเอามาเพิ่มให้อีก” ท่านยายเหอยิ้มมองหลานสาว

ใช้เวลาไม่นานกู้เสี่ยวหรานก็จัดการเค้กไปถึงสามชิ้น “ข้าอิ่มมากแล้วเจ้าค่ะท่านยาย ข้ากินต่อไปไม่ไหวแล้ว”

“เอาล่ะ คราวนี้เราก็มานั่งคุยกัน เจ้าเป็นใครมาจากไหน”

“ข้าก็ชื่อกู้เสี่ยวหรานเหมือนกับเด็กหญิงในร่างนี้เจ้าค่ะ…” จากนั้นเด็กหญิงก็เริ่มเล่าของเรื่องราวของตัวเอง

กู้เสี่ยวหรานเกิดและเติบโตมาในครอบครัวของศิลปินโดยแท้ คุณปู่เป็นนักดนตรีที่มีความเชี่ยวชาญในดนตรีโบราณอยู่หลายชนิด ท่านจึงได้รับเชิญให้ไปเป็นอาจารย์พิเศษเพื่อสอนเกี่ยวกับดนตรีโบราณให้กับสถาบันการศึกษาและสถาบันดนตรีอยู่หลายแห่ง คุณพ่อเป็นอาจารย์สอนวิชาศิลปกรรมในมหาวิทยาลัย ภาพวาดของท่านเป็นที่ต้องการของนักสะสมเป็นอย่างมาก และท่านจะวาดภาพออกมาเพียงปีละหนึ่งภาพเท่านั้น แต่คุณแม่นั้นแตกต่างออกไป เพราะท่านเป็นดีไซเนอร์ที่มีแบรนด์เป็นของตัวเอง และแบรนด์เสื้อผ้าของท่านยังโด่งดังในระดับโลกอีกด้วย

เธอเป็นลูกสาวและหลานสาวเพียงคนเดียวของครอบครัว ยีนส์เด่นด้านศิลปะถูกถ่ายทอดมาให้เธอเต็มๆ โดยไม่แบ่งกับใคร แต่ถึงอย่างนั้นครอบครัวก็ไม่ได้กดดัน หากเธออยากจะเรียนหรืออยากจะทำอาชีพอะไรพวกท่านก็พร้อมจะสนับสนุนเธอเต็มที่ เธอเลือกสอบเข้ามหาวิทยาลัยในสาขาภาษาและวรรณคดีโบราณ แต่พอเรียนจบถึงรู้ความต้องการที่แท้จริงว่าจริงๆ แล้วเธอมีความฝันที่อยากจะเป็นเชฟ

คุณปู่ คุณพ่อ และคุณแม่ต่างก็สนับสนุนเธออย่างที่เคยพูดเอาไว้ เธอเดินทางไปฝรั่งเศสเพื่อเข้าเรียนที่สถาบันสอนทำอาหารและขนมชื่อดัง หลังจากนั้นเธอก็ตระเวนไปตามประเทศต่างๆ เพื่อเรียนรู้ถึงอาหารของแต่ละประเทศ ใช้เวลาอยู่หลายปีกว่าที่เธอจะได้เป็นเชฟชื่อดังสมใจ แต่เพราะไม่กี่ปีที่ผ่านมาเกิดโรคระบาดขึ้นทั่วโลก ร้านอาหารของเธอจึงต้องปิดกิจการลงตามมาตรการป้องกัน

กู้เสี่ยวหรานจึงหันมาให้ความสนใจกับอาชีพใหม่อย่างฟู้ดสไตลิสต์[1] ซึ่งเธอก็ทำออกมาได้ดีทีเดียว สร้างความปลาบปลื้มให้กับครอบครัวได้ไม่น้อยเลย แต่น่าเสียดายที่เธอถูกส่งเข้ามาอยู่ในร่างของเด็กหญิงตัวน้อยอายุเพียงแค่สิบขวบในยุคโบราณนี้เท่านั้น ความรู้ความสามารถที่สั่งสมมาจะมีประโยชน์อะไร

“ถอนหายใจอีกแล้ว เจ้ารู้หรือไม่ว่าการถอนหายใจครั้งหนึ่งทำให้เจ้าอายุสั้นลงไปกี่ปี”

“เอ่อ…ท่านยายก็ย้อนเวลากลับมาเหมือนกันหรือเจ้าคะ” กู้เสี่ยวหรานถามท่านยายอย่างเพิ่งนึกขึ้นได้

“ไม่ใช่แค่ยาย แม้แต่ท่านยายทวดของเจ้าก็ย้อนเวลากลับมาเหมือนกัน”

“จริงหรือเจ้าคะ! ท่านยายย้อนมาจากยุคไหน แล้วทำไมท่านยายจึงไม่เอามิติวิเศษออกมาใช้ประโยชน์ให้มากกว่านี้เล่าเจ้าคะ ความเป็นอยู่ของท่านตาท่านยายจะได้ดีขึ้นกว่านี้” กู้เสี่ยวหรานนึกขึ้นได้ว่าตนเผลอพูดก้าวร้าวกับผู้อาวุโสไป “ข้าขออภัยเจ้าค่ะ”

“ตามที่ท่านยายทวดของเจ้าบอกมา ยายเป็นคนที่เกิดในยุคหกศูนย์ ยายเกิดในครอบครัวชาวนาที่ยากจน วันๆ ก็ใช้ชีวิตอยู่แต่ในไร่และทำงานหนักมาตลอด เจ้าถามยายว่าทำไมยายถึงไม่เอาของในมิติออกมาใช้ประโยชน์ใช่ไหม” เมื่อเห็นหลานสาวพยักหน้ารับ “เพราะยายอ่านหนังสือไม่ออกอย่างไรเล่า ข้าวของในมิติมีตัวอักษรเขียนกำกับไว้ทุกชิ้น แต่ยายอ่านไม่ออกสักตัว ยายก็ทำได้แค่หยิบของกินที่ยายรู้จักออกมาเท่านั้น อีกอย่างท่านตาของเจ้าก็ไม่ยอมให้ยายเอาของแปลกประหลาดในมิติออกมาใช้ เพราะเขากลัวว่าจะมีผู้คนหาว่ายายเป็นแม่มดเป็นปิศาจแล้วจับยายไปเผา”

“ท่านยายบอกเรื่องนี้กับท่านตาด้วยหรือเจ้าคะ” กู้เสี่ยวหรานถามอย่างแปลกใจ “ท่านตาก็รับเรื่องแปลกประหลาดนี้ได้ด้วยหรือ”

“รับได้สิ ยายพาท่านตาของเจ้าเข้าไปสำรวจในมิติมาแล้ว ข้าวของในนั้นล้วนแต่…เขาเรียกว่าอะไรนะ” ท่านยายเหอทำท่าคิด ก่อนจะยิ้มออกมา “ทันสมัย ใช่แล้วคำนี้ล่ะ ท่านตาของเจ้าถามยายเสียมากมายว่าของแต่ละอย่างเรียกว่าอะไร บางอย่างยายก็ตอบได้ แต่บางอย่างยายก็ไม่เคยเห็น”

“ท่านยายไม่รู้หนังสือ แล้วท่านยายทวดไม่ได้สอนท่านยายหรือเจ้าคะ ในเมื่อมิตินี้ท่านยายทวดเป็นคนส่งต่อมาให้”

“ท่านยายทวดของเจ้าเป็นเด็กสาวโชคร้าย ได้มีโอกาสย้อนเวลากลับมาทั้งที กลับได้มาอยู่ในร่างหญิงชราที่เหลือเวลาอยู่บนโลกอีกเพียงห้าวัน กว่าที่ยายทวดของเจ้าจะยอมรับความจริงได้ นางก็เกือบจะส่งต่อมิติวิเศษมาให้ยายไม่ทันเวลา”

ท่านยายทวดเหอที่สองยายหลานกำลังพูดถึงเป็นเพียงเด็กสาวอายุยี่สิบต้นๆ ที่ได้ย้อนเวลากลับมาอยู่ในร่างหญิงชรา ซึ่งตอนที่นางรู้ว่านางได้ย้อนเวลากลับมาในอดีต นางก็เอาแต่โวยวายพูดจาไร้สาระจนไม่มีใครจับใจความได้ ชาวบ้านและคนในครอบครัวต่างก็พูดกันเป็นเสียงเดียวว่าคงเป็นอาการเพ้อของคนใกล้ตายที่ไม่อาจเยียวยา หลังจากนั้นแค่ห้าวัน ท่านยายทวดก็จากโลกนี้ไปจริงๆ มีเพียงลูกสาวคนเล็กอย่างท่านยายเหอเพียงคนเดียวเท่านั้นที่อยู่ข้างกาย และมิติวิเศษก็ถูกส่งต่อให้กับท่านยายเหอในตอนนั้นนั่นเอง

“น่าสงสารเด็กสาวคนนั้นเหมือนกันนะเจ้าคะ ได้ย้อนเวลากลับมาทั้งที แต่กลายเป็นว่า…” กู้เสี่ยวหรานถอนหายใจอีกรอบ

“เอาเถอะ ก็ถือว่านางไปสบายแล้วก็แล้วกัน ตัวเจ้าเล่า ทำใจได้หรือยังที่ได้ย้อนเวลากลับมาในครั้งนี้”

“หากทำใจไม่ได้แล้วข้าจะแก้ไขอะไรได้หรือเจ้าคะ”

“ทำใจได้แล้วก็ดี ต่อไปนี้เจ้าก็เรียนรู้และปรับตัวให้เป็นเด็กน้อยวัยสิบขวบให้ได้ ถึงเวลาเรียนก็เรียน ถึงเวลาเล่นเจ้าก็ออกไปทำความรู้จักกับเด็กๆ ในหมู่บ้านเสียหน่อย ทำตัวให้กลมกลืนและศึกษาชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาไว้ให้มาก เมื่อเคยชินแล้วเจ้าก็จะอยู่ในโลกนี้ได้อย่างไม่รู้สึกแปลกแยก เพราะต่อไปที่นี่จะเป็นบ้านของเจ้า”

“ท่านยายไม่คิดถึงชีวิตในชาติที่แล้วบ้างหรือเจ้าคะ”

“คิดถึงแล้วจะอย่างไร ถึงยังไงเราก็กลับไปไม่ได้อยู่ดี เพราะฉะนั้นเราก็มาใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบันให้มีความสุขไม่ดีกว่าหรือ”

“ท่านยายพูดถูกแล้วเจ้าค่ะ เรามาใช้ชีวิตในปัจจุบันให้มีความสุขกันดีกว่า” กู้เสี่ยวหรานยิ้มกว้าง นี่เป็นรอยยิ้มที่สดใสครั้งแรกตั้งแต่ที่นางย้อนเวลากลับมา ‘อย่างน้อยก็ยังมีท่านยายที่ย้อนเวลามาด้วยอีกคน ในเมื่อแก้ไขอะไรไม่ได้ก็มาใช้ชีวิตให้มีความสุขกันเถอะ’


[1] Food Stylist (ฟู้ดสไตลิสต์) คือ ผู้ที่มีหน้าที่เป็นนักออกแบบและตกแต่งอาหารโดยใช้ทักษะความรู้ด้านศิลปะ ด้านอาหาร และความคิดสร้างสรรค์ โดยมีหน้าที่ออกแบบเมนูอาหารให้ออกมาน่าทานผ่านภาพถ่าย โดยวางองค์ประกอบ จัดฉาก แสง สีสันต่างๆ ด้านมุมมองแปลกใหม่ เพื่อสร้างสรรค์เมนูอาหารให้มีหน้าตาที่น่าทานมากที่สุด

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...