โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“ตลาดบ้านป่า” การเคลื่อนไหวทางสังคมผ่านแหล่งอาหารปลอดภัยแบบบ้าน ๆ จากชุมชนทั่วไทย

นิตยสารคิด

อัพเดต 14 ธ.ค. 2565 เวลา 01.15 น. • เผยแพร่ 14 ธ.ค. 2565 เวลา 01.15 น.
Peasant-Market-cover

ทางเดินแคบ ๆ พอให้รถหนึ่งคันขับผ่านระหว่างซอยเจริญนคร 20 และ 22 ปากทางมีป้ายผ้าดิบขนาดใหญ่ลงสีสันสดใสพร้อมเขียนข้อความ “ตลาดบ้านป่า Peasant Market” บอกให้รู้ว่ามี “ตลาด” ซ่อนตัวอยู่ในซอยนี้ ก้าวขาเข้ามาไม่ถึง 50 เมตร จะเจอกับเวิ้งเล็ก ๆ…ตึกเรือนร้อยฉนำ ภายใต้มูลนิธิโกเศศ-นาคะประทีป ตั้งอยู่ตรงหน้า

ใต้ถุนอาคารด้านขวามือมีตั้งแผงขายสินค้าราวกับเวลาจัดกิจกรรมสมัยเรียนมหา’ลัย ที่แห่งนี้คือสถานที่ตั้งของ “ตลาดบ้านป่า” ที่ว่านั่นเอง ทุกวันเสาร์สิ้นเดือน ชาวบ้านจากทุกสารทิศทั่วไทยจะขนกองทัพอาหารมารวมตัวกันที่นี่ ได้ทีจึงต้องขอฝากท้องไว้กับอ่องปูนาสด ๆ จากชัยภูมิ หอยหวานรสอร่อยจากสระแก้ว ทอดมันกุ้งจากบ่อธรรมชาติท่าเคย พร้อมจ่ายตลาดหิ้ววัตถุดิบกลับไปทำอาหารที่บ้านต่อ พร้อมกับได้โอกาสทำความรู้จักกับตลาดแห่งนี้กับ ดรีม - อริสรา ขวัญเวียน ผู้จัดการตลาดบ้านป่า หนึ่งในโครงการของสมัชชาคนจนนั่นเอง

อาหารปลอดภัย ที่ใครก็เข้าถึงได้
ช่วงที่โควิด-19 ระบาดหนัก ตลาดก็พลอยโดนปิดไปด้วย ทำให้อาหารเหล่านี้ไม่มีที่ไป แจกกินกันเองก็ไม่หมด จึงเกิดไอเดียการนำมากระจายในกรุงเทพฯ เพื่อให้ชุมชนคนเมืองได้กินด้วย และช่วยเป็นแหล่งอาหารที่คอยดูแลผู้ป่วยที่กักตัวอยู่บริเวณนี้ จนกลายมาเป็นตลาดที่มีจุดประสงค์การรวมตัวกันที่ชัดเจน คือการส่งต่ออาหารปลอดภัยให้กับชุมชนคนจนเมือง และเป็นพื้นที่ให้ทุกคนได้มาแลกเปลี่ยน สร้างความเข้าใจต่อผืนดินที่สร้างแหล่งอาหารเหล่านี้ด้วย

บอกก่อนว่าพ่อค้าแม่ค้าที่นี่ไม่ใช่มืออาชีพ ทุกคนล้วนมีอาชีพเป็นของตัวเอง เมื่อคราวที่ต้องสวมบทพ่อค้าแม่ขายจึงต้องเรียนรู้อะไรอีกหลายอย่าง “เราเคยเรียนคำนวณต้นทุนกัน พอบวกค่าแรงค่านู่นนี่นั่น ก็พบว่าราคามันสูงไป ทีนี้คนจนเข้าถึงไม่ได้ เลยมาคุยกันว่าถ้าเป็นแบบนี้ ตลาดมันไม่ได้ตอบโจทย์คนประเภทเดียวกับเรา คือคนที่จนทางเศรษฐกิจ โอกาส และอำนาจ” ตลาดแห่งนี้จึงตั้งราคาที่เข้าถึงได้ แต่ยังคงคุณภาพและความปลอดภัยของอาหารให้ได้มาตรฐาน

ถึงอย่างนั้นก็ใช่ว่าจะขายให้กับชุมชนใกล้เคียงที่เป็นกลุ่มเป้าหมายได้ เมื่อขึ้นชื่อว่าอาหารปลอดภัย หลายคนมีภาพจำว่าต้องราคาสูง “ตอนแรกจึงเป็นการสู้กันทางความคิดกับผู้บริโภคด้วย เพราะว่าคนจนไม่มีเวลาคิดเรื่องสุขภาพหรอกค่ะ เขาไม่สนใจว่าผักนั้นจะปลอดภัยหรือไม่ ขอแค่ราคาถูกและมีกิน แค่ทำงานหาเงินวันหนึ่งมันก็ยากแล้ว”

โชคดีที่มีแม่บ้านประจำตึกช่วยเชื่อมความสัมพันธ์กับคนในชุมชน และสร้างความเข้าใจใหม่ว่าอาหารปลอดภัยไม่จำเป็นต้องแพง ทุกวันนี้ป้า ๆ ในชุมชนรอบข้างก็ออกมาจ่ายตลาดที่ตลาดบ้านป่าเป็นประจำทุกเดือน “ตลาดบ้านป่าจะเน้นอาหารตามฤดูกาล เช่น ปลายฝนต้นหนาวก็จะมีปูนา มีข้าว ที่เรียกว่าช่วงข้าวใหม่ปลามัน ร่างกายก็จะได้รับสารอาหารใหม่ ๆ” ดรีมยกตัวอย่าง

ตลาดที่ไม่มีอาหารออร์แกนิกขาย และยังใส่ถุงพลาสติก
“เราจะไม่ใช้คำว่า ‘ออร์แกนิก’ ในการตลาดของเราเลย แต่คำว่าปลอดภัยในความหมายของพวกเรา คือปลูกแบบมีอธิปไตยทางอาหาร หรือปลูกแบบเกษตรนิเวศ หลากหลาย และอิสระ แน่นอนว่าเราไม่ใช้สารเคมี แต่ก็ต้องยอมรับด้วยว่าเราไม่สามารถควบคุมสารเคมีเพื่อนบ้านได้” ดรีมกล่าวแบบจริงใจ

“เรามีหอยนาที่เลี้ยงกันเองจริง ๆ งมก่อนที่จะมาขาย หรือปูนาก็จะขายแค่ช่วงนี้เท่านั้นเพราะมันขุดได้แค่ฤดูนี้ หรือการพัฒนาการเลี้ยงจิ้งหรีด ก็พยายามเอาพันธุ์พื้นบ้านมาผสมกับพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ที่เราเอามาเลี้ยง” เธอพยายามอธิบายให้เห็นภาพความสัมพันธ์ระหว่างคนชุมชนใกล้เคียงให้ฟัง “อย่างบุรีรัมย์เลี้ยงจิ้งหรีดก็กระจายมาให้สระแก้วทอดขายที่ตลาดอาหารป่าชุมชนโคกอีโด่ย เพราะอยู่ห่างกันไม่ไกล หรือตลาดที่เชื่อมกันไปแต่ละชุมชน เช่น สวนผักที่นครสวรรค์ ก็มีรถพ่วงมาซื้อแล้วไปกระจายต่อ หรืออย่างลพบุรีที่หน้าบ้านติดถนน ก็ให้คนในชุมชนเอาผักมาวางขายที่หน้าบ้านได้เลย” เราจึงเห็นภาพว่าในระดับชุมชน แต่ละตลาดนั้นแข็งแรงมากอยู่แล้ว

เมื่อเอ่ยถึงตลาดกรีน บางคนอาจถามถึงที่มาของอาหาร เช่น วัตถุดิบต่าง ๆ ได้มาจากที่ไหน ปลูกเองหรือเปล่า “เราก็แจ้งไปตรง ๆ เลยว่าบางอย่างเป็นของที่ชาวบ้านหยิบมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อเป็นรายได้หล่อเลี้ยงชีวิตเขา แต่ถ้าตัวไหนพอเปลี่ยนได้ ก็ค่อย ๆ ปรับ” การสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าและเปิดเผยที่มาของวัตถุดิบอย่างจริงใจจึงสำคัญกับตลาดบ้านป่า “ดีกว่าชาวบ้านไปบีบตัวเองว่าต้องปลูกข้าวไร่นี้เพื่อเอาไว้ทำกระยาสารท พอไม่ได้ผลผลิต สุดท้ายก็ต้องไปซื้อวัตถุดิบจากที่อื่นมาอยู่ดี” เพราะอย่างนี้จึงจำเป็นต้องสร้างสมดุลระหว่างความกรีนกับโลกความเป็นจริงไว้ด้วย

หรือแม้แต่เรื่องบรรจุภัณฑ์ ที่ไม่สามารถกรีนได้ 100% ก็เป็นเพราะว่าถุงพลาสติกเป็นต้นทุนที่ถูกที่สุดสำหรับพวกเขา “ตลาดเราไม่ได้เป็นตลาดกรีนแบบภาพจำของคนเมือง มันเป็นตลาดบ้าน ๆ นี่แหละ แต่ถ้าอันไหนลูกค้าชมบ่อย ๆ เอาใบตองใช้แบบนี้ดีจัง แม่ค้าก็บ้ายอเปลี่ยนให้ หรือลูกค้าพกถุงมาใส่ของเอง เรารู้สึกว่ามันไม่ควรเปลี่ยนจากเราที่เป็นคนคุม มันควรจะเกิดจากการเรียนรู้ของคนสองฝั่งที่แลกเปลี่ยนกัน แล้วก็กลับมาเจอกันตรงกลาง”

พื้นที่สร้างสัมพันธ์ระหว่างชุมชน
บรรยากาศของตลาดบ้านป่าก็ไม่ผิดกับตลาดนัดตามต่างจังหวัด ที่มีลูกค้าแวะเวียนเข้ามาเลือกซื้อวัตถุดิบพร้อมกับพูดคุยทักทายกับแม่ค้า ซึ่งกลายเป็นโอกาสที่ลูกค้าจะได้เรียนรู้เรื่องราวหรือสิ่งที่คนขายอยากเล่า ทั้งเรื่องอาหารและปัญหาเรื่องที่ดินทำกิน “การที่เรามาตั้งแผงขายครั้งหนึ่ง มันไม่สามารถสื่อสารให้กับลูกค้าวงกว้างได้เลย เพราะทุกคนไม่สามารถฟังเรื่องราวเราได้ แต่คนที่ฟังก็คือคนที่จะกลายมาเป็นลูกค้าประจำเราในอนาคต”

ดรีมเล่าว่าบางคนรอคอยตลาดบ้านป่า ก็เพื่อจะมาคุยกับแม่ค้าเจ้าประจำ “เหมือนตลาดกลายเป็นพื้นที่ระบายอารมณ์ประมาณหนึ่ง ลูกค้าได้เล่าเรื่องตัวเอง ชาวบ้านก็แชร์เรื่องของตัวเอง สลับกัน” ซึ่งการค่อย ๆ พูดคุยจะช่วยให้ความเข้าอกเข้าใจกันซึมลึกไปเรื่อย ๆ มากกว่าที่จะทำอะไรยิ่งใหญ่ในครั้งเดียว แม้จะช้าแต่ก็ได้ผลในระยะยาว” เชื่อเธอเช่นนั้น

เมื่อได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกันบ่อยเข้า ก็เริ่มเกิดความสัมพันธ์ระหว่างชาวบ้านกับลูกค้า “บางคนบอกอยากกินอันนี้เดี๋ยวนี้ ชาวบ้านก็จะบอกว่าไม่ได้ เพราะไม่ใช่ฤดูของมัน ลูกค้าก็ได้ทำความเข้าใจเรื่องฤดูกาลมากขึ้น หลายคนก็ได้เรียนรู้ว่าถึงมีเงินก็ซื้อไม่ได้ จุดที่สำคัญที่สุดคือการเห็นอกเห็นใจกัน มันคือการเรียนรู้ การปรับกระบวนการทั้งคนกินและคนขายเข้าหากัน” ดรีมว่า

ผักคนเมืองเช่น กะหล่ำปลี บร็อกโคลี่ นั้นไม่สามารถหาซื้อได้ในตลาดแห่งนี้ แต่การจ่ายตลาดที่นี่รับรองว่าได้ลิ้มรสชาติอาหารแบบชาวบ้านแท้ ๆ แต่บางคนก็ประสบปัญหาการกินไม่เป็นอีก “แต่ก่อนเอาผักก้านจอง (คันจอง) มา แทบไม่มีใครซื้อเลย เพราะเขาไม่รู้ว่าจะเอาไปกินยังไง หรือเอาไปทำอะไรกิน” บางร้านจึงหาวิธีทำให้คนกินได้ เช่น เอามาปรุงเป็นอาหาร แล้วขายเป็นกับข้าว หรือแปรรูปให้กินง่ายขึ้น “ลูกค้าก็เข้าใจวิธีการกินมากขึ้น หลายคนบอกว่าช่วงนี้ไม่ได้ซื้อกะหล่ำเลย เพราะได้ลองกินผักใหม่ ๆ หรือบางคนบอก ผักสาบ ผักอีนูน กลายเป็นเมนูประจำบ้านไปแล้ว”

นอกจากที่การตั้งตลาดจะทำให้พ่อค้าแม่ขายได้พูดคุยกับลูกค้าเพื่อสร้างความเข้าใจแล้ว ก็ยังมีโอกาสได้คุยกันเองระหว่างพ่อค้าแม่ค้าที่มาจากคนละจังหวัด คนละชุมชนด้วย “การขึ้นมากรุงเทพฯ เดือนละครั้ง พี่น้องแต่ละพื้นที่ก็ได้มาแลกเปลี่ยนกันด้วย บางทีก็เพิ่งรู้ว่าบ้านนั้นมีอันนี้ด้วย หรือผักนี้คล้าย ๆ กัน แต่เรียกกันคนละชื่อ เรียกว่าได้เรียนรู้กันและกันว่าหนึ่งนิเวศของแต่ละจังหวัดมันต่างกันยังไง หรือมีอะไรที่คล้ายกัน แม้กระทั่งการแลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์เพื่อไปทดลองปลูกในพื้นที่ตัวเองบ้าง”

รีเซ็ตความเข้าใจ อยากให้ยั่งยืนจริงต้องหลากหลาย
การประชุม APEC 2022 ที่ผ่านมา รัฐบาลพยายามผลักดันนโยบายเศรษฐกิจ BCG หรือ Bio Economy, Circular Economy และ Green Economy แม้ฟังดูจะส่งผลดี แต่เบื้องลึกลงไปอาจเป็นการหันหลังให้กับเกษตรกรรายย่อย “ต่อไปคนที่ทำงานแล้วไม่ได้ปลูกผักกินเอง อาจจะต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อหาเงินไปซื้ออาหาร ซึ่งคนกำหนดราคาก็จะไม่ใช่พวกเราอีกต่อไป” เพราะหนึ่งสิ่งที่แฝงมากับนโยบาย BCG ก็คือนโยบาย “ทวงคืนผืนป่า” ที่ส่งผลให้เกษตรกรรายย่อยลดลง เมื่อไม่มีเกษตรกร ทางเลือกทางอาหารก็ลดลงไปด้วย

“ชาวบ้านพี่น้องท่าเคยที่ขายกุ้งทอดอยู่ตรงนี้ เขาอยู่ติดกับป่าชายเลน มีบ่อธรรมชาติเลี้ยงปลาเป็นของตัวเอง เวลาน้ำทะเลหนุนขึ้นมา ปลาก็จะตกมาอยู่ในบ่อ พอน้ำลด ปลาก็จะถูกขังไว้ เขาก็จะเลี้ยงปลาพวกนั้นจนกว่ามันจะโต ซึ่งการเลี้ยงปลาในบ่อ ต้องมีต้นไม้ มีหญ้า มีวัชพืชขึ้น เพื่อเป็นที่หลบเป็นที่วางไข่ให้กับปลา แต่รัฐกลับมองว่าพื้นที่ตรงนั้นเป็นที่รกร้าง เพราะไม่ใช่การเลี้ยงกุ้งเลี้ยงปลาอย่างที่เคยเข้าใจ และจะทวงคืนตามนโยบายที่วางไว้ เพราะฉะนั้นชาวบ้านพี่น้องชาวท่าเคย ก็จะเป็นพื้นที่แรกที่ถูกขับไล่ออกจากที่ดิน โดยมีข้อกล่าวหาคือการไม่ได้ใช้ประโยชน์ในที่ดิน และอีกสาเหตุหนึ่งก็เพราะป่าชายเลนเป็นที่กักเก็บ ‘คาร์บอนเครดิต’ ได้ดีที่สุด” ซึ่งข้อเท็จจริงอันสวยหรูนี้กำลังย้อนกลับมาทำร้ายผู้คนในบ้านเมืองเราด้วยกันเอง และสุดท้ายอาจเป็นการทำลายระบบอาหารที่หลากหลาย ซึ่งมีความจำเป็นต่อโลกในอนาคตและคนรุ่นหลังหรือไม่ นั่นอาจเป็นคำถามที่ยังไม่มีคำตอบที่ดีที่สุด

“รัฐบาลมักจะบอกว่าสนับสนุนเกษตรกรรายย่อยในการปลูกผัก แต่กลับไม่เคยสร้างตลาดหรือพื้นที่ให้เรา ไม่เคยสนับสนุนงบ ค่าปุ๋ยค่ายาก็ปรับขึ้นทุกวันจนเป็นการบีบบังคับให้เราใช้มันไม่ได้เพราะไม่มีเงินซื้อ” ข้อเท็จจริงนี้ทำให้เกษตรกรรุ่นใหม่อย่างดรีม ยังคงยืนยันหนักแน่นว่าการเดินทางนำสินค้ามาขายที่กรุงเทพฯ คือการรณรงค์ทั้งเรื่องที่ดิน และอาหาร ด้วยการสร้างความรับรู้และความเข้าใจใหม่ให้กับชุมชนคนเมืองโดยตรง

“เราคิดว่าความหลากหลายพวกนี้มันคือความเป็นเรา การสร้างตัวตนของตลาดบ้านป่าคือ ไม่ต้องสร้างภาพจำกับคน ไม่ต้องสร้างภาพจำกับธีม แต่เรากำลังสร้างภาพจำกับอาหาร และความเป็นมนุษย์สัมพันธ์ของกันและกัน”

สมัชชาคนจนคืออะไร กลุ่มที่รวบรวมชาวบ้านและคนชายขอบที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายของรัฐขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายการสร้างเขื่อน หรือนโยบายทวงคืนผืนป่าที่รุกล้ำพื้นที่ทำกิน จนกระทบกับแหล่งอาหารดั้งเดิมที่สำคัญของชาติ สมัชชาคนจนยังเป็นเครือข่ายกับ ลา เวีย คัมเปซินา (la via campesina) หรือขบวนการชาวนาโลก ที่ผลักดันเรื่องอธิปไตยทางอาหาร เกษตรนิเวศ ซึ่งหมายถึงการผลิตแบบอิสระและหลากหลาย เพื่อรักษาเมล็ดพันธุ์และความหลากหลายทางพันธุกรรม นอกจากนี้ สมัชชาคนจนยังจัดหลักสูตร “โรงเรียนเกษตรนิเวศ” เพื่อให้ชาวบ้านและผู้สนใจได้เรียนรู้เรื่องสิทธิเกษตรกร เมล็ดพันธุ์ รวมถึงอธิปไตยทางอาหาร ทั้งยังมีการทำแปลงทดลองปลูกผักผลไม้ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้กันเองระหว่างสมาชิกในโรงเรียนด้วย

เรื่อง : วนบุษป์ ยุพเกษตร

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

วิดีโอแนะนำ

ข่าว ไลฟ์สไตล์ อื่น ๆ

เปิดภาพมหัศจรรย์ “ขั้วน้ำแข็งเหนือดาวอังคาร” เผยความลับร่องลึกปริศนาและหุบเขาขนาดยักษ์

SPACEMAN

“เทรนชิน” เมืองหลวงทางวัฒนธรรมของยุโรปในปี 2026 แห่งสโลวาเกีย

Manager Online

บอลวันนี้ โปรแกรมบอล ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันอาทิตย์ที่ 5 เม.ย. 69

PostToday

ราชาฤกษ์ ฤกษ์มงคลยิ่ง พยากรณ์วันที่ 5 - 11 เม.ย. 2569

ฐานเศรษฐกิจ

เปิดมุมลับฮีลใจ “ศรีริต้า เจนเซ่น ณรงค์เดช” “MAISON ORGANIKA” บ้านแห่งกลิ่นหอมจรุงใจ

Thairath - ไทยรัฐออนไลน์

สัมผัสไวน์ให้ลึกซึ้งผ่าน Master of Wine

เดลินิวส์
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...