24 ชั่วโมงข่าว 91 ประจำวันที่ 3 ตุลาคม 2569
24 ชั่วโมงข่าว 91 ประจำวันที่ 3 ตุลาคม 2569
>> รถกระบะเฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์ กลางถนน ภรรยาผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านเสียชีวิต จ.นครปฐม
09.30 น. ได้รับแจ้งเกิดอุบัติเหตุรถกระบะเฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ บริเวณทางแยกเข้าหมู่ 4 ตำบลบางเลน อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม เจ้าหน้าที่จึงเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ
เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุ พบรถกระบะ อีซูซุ ดีแมก สีขาว ทะเบียน พระนครศรีอยุธยา จอดอยู่บริเวณด้านซ้ายของถนน ขณะที่บริเวณฝั่งตรงข้ามพบรถจักรยานยนต์ ฮอนด้า สีชมพู ป้ายทะเบียน นครปฐม ล้มคว่ำสภาพรถพังเสียหาย
และใกล้กันพบร่างผู้เสียชีวิต 1 ราย ทราบต่อมา คือ หญิงไทย อายุ 64 ปี โดยผู้เสียชีวิตเป็นภรรยาของผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 4 ตำบลบางเลน
เบื้องต้น ร้อยเวรเจ้าของคดีได้เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุอย่างละเอียด พร้อมบันทึกข้อมูลและหลักฐานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย
>> รัฐบาลเตือนรับมือฝนเพิ่ม 4–7 ต.ค. นายกฯ กำชับจังหวัดบูรณาการทุกหน่วย เร่งช่วยเหลือ–เยียวยาผู้ประสบอุทกภัยทั่วถึง
10.30 น. นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการแถลงข่าวศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วมสถานการณ์น้ำท่วม (JICC) ว่า ช่วงวันที่ 4–7 ต.ค.69 ประเทศไทยจะมีฝนเพิ่มขึ้น โดยพื้นที่เฝ้าระวังฝนตกหนัก ได้แก่ ภาคตะวันตก โดยเฉพาะ จ.กาญจนบุรีและเพชรบุรี ภาคตะวันออก บริเวณ อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี ภาคใต้ตั้งแต่ จ.ชุมพรลงไป และภาคเหนือที่มีฝนตกในปริมาณมาก จึงต้องเฝ้าระวังดินถล่มและโคลนถล่ม
ทั้งนี้ นายกฯ ได้กำชับจังหวัดที่กำลังเกิดหรือคาดว่าจะเกิดอุทกภัยเร่งช่วยเหลือประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่ไม่สามารถดำเนินการด้วยตนเอง ให้สามารถเข้าถึงการช่วยเหลือและเยียวยาอย่างรวดเร็วและทั่วถึง พร้อมสั่งการ 4 ด้าน ได้แก่
1) การบริหารจัดการ : จัดตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์และศูนย์ประสานงานทุกระดับ บูรณาการทุกภาคส่วนให้เป็นเอกภาพ และมีจุดประสานงานที่ประชาชนเข้าถึงได้สะดวก, 2) กำลังพล : บูรณาการกำลังจากทุกภาคส่วนให้เพียงพอ พร้อมจัดระบบผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเจ้าหน้าที่อย่างเหมาะสม, 3) ข้อมูลข่าวสารและการแจ้งเตือนภัย : ให้ ปภ. ร่วมกับจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แจ้งเตือนประชาชนด้วยข้อมูลที่ถูกต้อง กระชับ เข้าใจง่าย และทันต่อสถานการณ์ ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายน้ำ และ 4) การกำกับติดตาม : ให้ ปภ. ติดตามและประเมินสถานการณ์ในภาพรวมอย่างต่อเนื่อง และเร่งแก้ไขข้อขัดข้อง เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
รัฐบาลให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือประชาชนทั้งในช่วงเกิดเหตุและการเยียวยาหลังสถานการณ์คลี่คลาย โดยทุกจังหวัดต้องบูรณาการกำลังและข้อมูลจากทุกหน่วยงาน เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงประชาชนอย่างรวดเร็ว
>> ตำรวจไซเบอร์บุกรวบตัว "นายอัจฉริยะ" ข้อหาหนัก ทั้งฟอกเงิน - ฉ้อโกง - เล่นการพนัน
12.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์ จับกุมตัว นาย อัจฉริยะ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ที่บริเวณใกล้เคียงสนามมวยเวที ย่านอ้อมน้อย ในข้อหา ฉ้อโกงประชาชน, โดยทุจริต หรือ โดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือ ข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน, ฟอกเงิน และ ลักลอบเล่นการพนันซกมวย(ประเภท ข) ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ และพนันเอาทรัพย์สินกันโดยไม่ได้รับอนุญาต
พร้อมนำตัว นาย อัจฉริยะ เข้าดำเนินการตามกฎหมาย ที่ สอท.1 ศูนย์ราชการฯ หากมีความคืบหน้าทีมข่าวจะรายงานให้ทราบต่อไป
ทั้งนี้ เมื่อเดือนเมษายน 2569 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนกลาง ได้เคยเข้าควบคุมตัวนายอัจฉริยะ บริเวณร้านอาหาร ย่านริมคลองประปา ในข้อหา ร่วมกันกรรโชกทรัพย์ โดยมีผู้เสียหายระดับ ผู้กำกับการ สังกัดสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เดินทางเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนกองปราบปราม ระบุพฤติการณ์ว่า ถูกนายอัจฉริยะข่มขู่เรียกเงิน เพื่อแลกกับการไม่นำข้อมูลมาไลฟ์สดแฉ ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกรณีขบวนการลักลอบนำตัวผู้ต้องหาชาวจีนออกจากห้องกักของ ตม.
>> ดส.-191 ลุยปราบยาเสพติด 2 คดี รวบ 3 ผู้ต้องหา ยึดไอซ์ 812 กก. มูลค่ากว่า 227 ล้าน
12.23 น. ตำรวจนครบาลชุดปราบปรามยาเสพติด กองกำกับการ ดส. และตำรวจ 191 ผนึกกำลังทลายเครือข่ายยาเสพติดรายใหญ่ 2 คดี จับผู้ต้องหา 3 ราย ยึดยาไอซ์รวม 812 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 227 ล้านบาท โดยคดีแรกจับ 2 ผู้ต้องหาในพื้นที่บางบัวทอง จ.นนทบุรี พร้อมไอซ์ 462 กิโลกรัม หลังขยายผลจากคดีเดิมที่ยึดไอซ์ได้ 900 กิโลกรัม ส่วนอีกคดีตำรวจ 191 สกัดรถพ่วงตู้คอนเทนเนอร์บนถนนบางนา-ตราด จ.สมุทรปราการ พบไอซ์อีก 350 กิโลกรัม พร้อมรวบคนขับ 1 ราย
เบื้องต้นผู้ต้องหาทั้ง 3 รายถูกดำเนินคดีเกี่ยวกับยาเสพติด โดยเจ้าหน้าที่เตรียมขยายผลจากคำให้การและหลักฐาน ทั้งเส้นทางลำเลียง ผู้รับยา นายทุน และผู้สั่งการ พร้อมตรวจสอบเส้นทางการเงิน เพื่อสาวถึงเครือข่ายที่อยู่เบื้องหลังและดำเนินคดีให้ถึงต้นตอ
>> นายกฯ ลุยนครสวรรค์ มอบถุงยังชีพผู้ประสบอุทกภัย สั่งเร่งคลี่คลายปัญหา ย้ำรัฐพร้อมดูแลเต็มที่
12.45 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อุทกภัยและมอบถุงยังชีพให้แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม ณ วัดบ้านแก่ง อ.เมือง จ.นครสวรรค์
นายกฯ กล่าวว่า จากข้อมูลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คาดว่าสถานการณ์จะทยอยกลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว โดยรัฐบาลได้สั่งการระดมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมกันดูแลประชาชนอย่างเต็มที่ ทั้งการจัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวให้มีความพร้อมในทุกด้าน ตลอดจนการดูแลความปลอดภัยของประชาชน
ในส่วนของการเยียวยา กรณีที่เกิดเหตุขึ้นก่อนวันที่ 1 ต.ค.569 จะใช้เงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย ส่วนกรณีที่เกิดเหตุตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 69 - 30 ก.ย. 70 จะมีเงินจากโครงการประกันภัยพิบัติเพื่อประชาชนเข้ามาช่วยเหลือเยียวยาครอบคลุม 30 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ โดยให้ความคุ้มครองภัย 3 ประเภท ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว
จากนั้น นายกฯ ได้มอบถุงยังชีพ พร้อมพูดคุยและให้กำลังใจประชาชนที่มารอรับความช่วยเหลือ ก่อนตรวจเยี่ยมศูนย์พักพิงชั่วคราว ซึ่งใช้ศาลาของวัดเป็นสถานที่พักพิงสำหรับประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก รวมถึงผู้ป่วยติดเตียงและผู้สูงอายุ
>> หนุ่มเมียนมาวัย 17 ปี เดินผ่านอุโมงค์ต้นไม้ ถูกฟ้าผ่าเสียชีวิต
13.00 น. สภ.ห้วยใหญ่ ได้รับแจ้งว่ามีผู้ถูกฟ้าผ่าเสียชีวิต ภายในไร่แห่งหนึ่ง ริมถนนทางหลวงชนบทหมายเลข 2081 (สนามพีระเซอร์กิต - ห้วยใหญ่) ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี หลังรับแจ้งจึงพร้อมด้วยหน่วยกู้ภัยมูลนิธิสว่างบริบูรณ์ฯ เมืองพัทยา รีบนำกำลังไปตรวจสอบ
เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุ บริเวณบ้านพักคนงานสวนยายสุข พบร่างผู้เสียชีวิต ทราบชื่อต่อมาคือ นายซี อายุ 17 ปี ชาวเมียนมา สวมเสื้อแขนยาว นุ่งกางเกงขายาวสีดำ โดยเสื้อผ้าอยู่ในสภาพขาดกระจุย เนื้อตัวมีร่องรอยถูกไฟไหม้ เสียชีวิตมาแล้วประมาณ 1 ชั่วโมง
เจ้าของไร่ ให้ข้อมูลกับตำรวจว่า ขณะที่กำลังขับรถพาคนงานกลับมาที่ไร่ เมื่อมาถึงบริเวณอุโมงค์ต้นไม้ ห่างจากบ้านพักคนงานประมาณ 3 กิโลเมตร พบผู้เสียชีวิตซึ่งเป็นหลานของคนงานในไร่ นอนหมดสติ หายใจรวยรินอยู่ริมถนน ขณะนั้นมีฝนตกลงมาอย่างหนัก จึงตัดสินใจอุ้มร่างกลับมาที่บ้านพักคนงาน พร้อมโทรศัพท์แจ้งกู้ภัยเข้าช่วยเหลือ แต่สุดท้ายผู้เสียชีวิตทนพิษบาดแผลไม่ไหวและเสียชีวิตในเวลาต่อมา คาดว่า ผู้ตายน่าจะถูกฟ้าผ่า เนื่องจากก่อนที่จะพบร่าง ในพื้นที่มีฝนฟ้าคะนองและมีเสียงฟ้าผ่าดังสนั่นเป็นระยะ
ด้านนายมิน อายุ 55 ปี เล่าว่า ผู้ตายเป็นหลานชาย เพิ่งเดินทางมาหาตนได้เพียง 3 วัน ก่อนเกิดเหตุผู้ตายได้เดินออกไปข้างนอก แต่ไม่ทราบว่าเดินไปที่ใด จนกระทั่งนายจ้างออกไปพบร่างหลานชายนอนหมดสติอยู่ข้างถนน ก่อนจะช่วยกันอุ้มร่างกลับมาที่บ้านพักเพื่อให้การช่วยเหลือ แต่สุดท้ายหลานชายก็เสียชีวิต
เบื้องต้น ตำรวจสันนิษฐานว่า ผู้ตายน่าจะถูกฟ้าผ่าบริเวณอุโมงค์ต้นไม้ ก่อนมีผู้ไปพบและพาร่างกลับมาปฐมพยาบาล แต่ผู้ตายทนพิษบาดแผลไม่ไหวและเสียชีวิตในเวลาต่อมา อย่างไรก็ตาม จะนำร่างส่งชันสูตรอย่างละเอียดที่โรงพยาบาลวัดญาณสังวราราม เพื่อสรุปสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงต่อไป
>> เพลิงไหม้บ้านเรือนประชาชน ซอยนวลจันทร์ 52 เสียหายหมดทั้งห้อง
13.25 น. สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แจ้งเหตุเพลิงไหม้ สถานที่เกิดเหตุ ซอยนวลจันทร์ 52 ถนนนวลจันทร์ แขวงนวลจันทร์ เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร
ลักษณะที่เกิดเหตุเป็นทาวน์เฮ้าส์ 3 ชั้น ใช้เป็นที่พักอาศัย ต้นเพลิงเกิดขึ้นที่ชั้น 2 ภายในห้องนอน เพลิงลุกไหม้เสียหายหมดทั้งห้อง พื้นที่เพลิงไหม้เสียหายโดยประมาณ 10 ตารางเมตร รถดับเพลิงใช้น้ำทำการดับเพลิงสงบ
ข้อสันนิษฐานเบื้องต้นสาเหตุเพลิงไหม้เกิดจาก ไฟฟ้าลัดวงจรที่ปลั๊กไฟติดผนัง ที่เกิดเหตุไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต พื้นที่รับผิดชอบของสถานีดับเพลิงและกู้ภัยบางชั
>> "ชัชชาติ“ กราบขอโทษประชาชนแทนเจ้าหน้าที่ หลังชาวบ้านถูกดุ ลงทะเบียนออนไลน์ขอรับเงินเยียวยาไม่เป็น
13.40 น. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวถึงกรณีเจ้าหน้าที่สำนักงานเขต ดุและใช้ถ้อยคำทำร้ายจิตใจ ประชาชนที่มาลงทะเบียนรับเงินเยียวยาน้ำท่วมจนร้องไห้ ว่าได้มีการกำชับไปแล้วว่าไม่ให้เกิดขึ้นอีก และต้องขอกราบประทานโทษประชาชน หากมีอะไรที่ทำไม่ดี เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนในเรื่องของข้อมูลและพฤติกรรม พร้อมกำชับไปแล้วว่าต้องช่วยเหลือประชาชนให้ดีที่สุด
ส่วนปัญหาของเอกสารที่จะต้องมีการกรอกรายละเอียดที่ค่อนข้างมาก นั้น นายชัชชาติ กล่าวว่า ต้องมีคนช่วยโดยจะใช้ประชาชนที่อยู่ในศูนย์พักพิงและเจ้าหน้าที่เข้าไปช่วยเหลือ ซึ่งแนวคิดจะทำเป็นออนไลน์ให้มากที่สุด แต่ยอมรับมีผู้สูงอายุและประชาชนที่ไม่ถนัดออนไลน์จะต้องมีเจ้าหน้าที่เข้าไปช่วยเหลือ
ขณะเจ้าหน้าที่เองก็มีภารกิจหลายอย่างที่ต้องให้การช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัย จึงได้สั่งการให้ลองนำวิธีใช้บุคคลนอกเข้ามาช่วยเหลือในการลงทะเบียนให้สะดวกขึ้น โดยการลงทะเบียนมี 2 แบบคือของรัฐบาล และลงทะเบียนความเสียหาย ซึ่งจะมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ต้องพยายามอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนให้ได้มากที่สุด
ส่วนสถานการณ์น้ำในเขตลาดกระบัง และเคหะร่มเกล้า นายชัชชาติ กล่าวว่า “เขตลาดกระบังมีเครื่องสูบน้ำ 16 เครื่องโดยรอบ เป็นปั๊มปกติที่ติดตั้งอยู่แล้ว ที่ผ่านมาระบบล่มเนื่องจากถูกน้ำท่วม สามารถกู้กลับคืนมาแล้วเกือบครบ ขาดเพียง 1 ปั๊ม ที่ยังเสียหาย และมีท่อซิ่งเข้ามาช่วยเสริมอีก 4 ท่อ โดยจากการเริ่มสูบเมื่อวานนี้และวันนี้ลดลงประมาณ 10 เซนติเมตร แต่ตอนกลางคืนน้ำจะระบายได้น้อย เพราะไม่สามารถใช้เครื่องผลักดันน้ำได้ ซึ่งจากนี้จะมีเครื่องสูบน้ำเข้ามาเพิ่มเติมอีก ส่วนปริมาณฝนที่จะลงมาเติมระหว่างวันที่ 4 ถึงวันที่ 10 ตุลาคมนั้น จะไม่มีผลเพราะจากพยากรณ์อากาศพบว่าปริมาณฝน ตกประมาณ 30 มม.ไม่ระบุพื้นที่ จะตกเป็นหย่อมๆ กระจาย ไม่ใช่ฝนตกแช่ทั้งวัน ส่วนจะใช้เวลากี่วันที่ระดับน้ำจะลดจนสามารถสัญจรสัญจรได้ เท่าที่ประเมินจะใช้เวลา 2 วัน”
>> นายกฯ กำชับทุกจังหวัดตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ เฝ้าระวังฝนตกหนัก 4–10 ต.ค. สั่งการ บกปภ.ช. บูรณาการทำงานเป็นทีม
13.49 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เพื่อติดตามสถานการณ์และการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย
นายอนุทิน กล่าวว่า ขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ให้ความร่วมมือมาร่วมประชุมติดตามรับมือสถานการณ์อุทกภัยและการให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีวันหยุดในสถานการณ์เช่นนี้ ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นใจและลดความวิตกกังวลของประชาชนได้ว่าหน่วยงานภาครัฐคอยติดตามดูแลปัญหาของพวกเขาอย่างใกล้ชิด
สำหรับสถานการณ์ในภาพรวมขณะนี้พัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้นตามลำดับ โดยเฉพาะการเร่งระดมสูบน้ำออกจากพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขัง ทั้งในกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และจังหวัดในภาคกลางและภาคตะวันตก สิ่งที่ต้องเร่งเตรียมความพร้อมตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปคือการรับมือกับปริมาณน้ำฝนที่จะเพิ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 4 - 10 ต.ค. 69
นายอนุทิน ได้มีข้อสั่งการในช่วงท้ายการประชุมว่า เรื่องของการบริหารจัดการ ขอให้ทุกจังหวัดและทุกหน่วยงานจัดตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ในทุกระดับ พร้อมกำหนดพื้นที่รับผิดชอบและมอบหมายภารกิจให้ชัดเจนตามที่ได้เน้นย้ำทุกครั้ง โดยให้บูรณาการหน่วยงานทุกภาคส่วนอย่างเป็นเอกภาพ เพื่อให้มีจุดประสานงานที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ ตลอดจนบูรณาการความร่วมมือจากกำลังพลทุกภาคส่วน ทั้งทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง ท้องถิ่น มูลนิธิ และองค์การกุศลให้เพียงพอต่อการปฏิบัติภารกิจ รวมทั้งจัดระบบผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเจ้าหน้าที่ในพื้นที่วิกฤตให้มีความเหมาะสม เพื่อป้องกันความเหนื่อยล้าและรักษาประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน
>> ไฟไหม้บ้านเรือนประชาชน ลุกลามเสียหายวอด 3 หลัง และเสียหายบางส่วนอีก 1 หลัง เพลิงสงบพบผู้เสียชีวิต 1 ราย จ.สุโขทัย
14.00 น. เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้บ้านเรือนประชาชน ในพื้นที่ หมู่ 7 ต.คลองกระจง อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย
ที่เกิดเหตุ ลักษณะเป็นบ้านไม้ชั้นเดียวยกพื้นสูง เพลิงลุกไหม้บ้านเสียหายทั้งหลัง และได้ลุกลามไปยังบ้านหลังที่ 2 หลังที่ 3 เสียหายทั้งหลัง และหลังที่ 4 ได้รับความเสียหายบางส่วน
ขณะเกิดมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 ราย เจ้าหน้าที่กู้ภัยนำส่งโรงพยาบาลสวรรคโลกเพื่อทำการรักษา และ หลังเพลิงสงบ พบร่างของผู้เสียชีวิต 1 ราย เป็นหญิงไทย อายุ 72 ปี โดยเบื้องต้นทราบว่า ขณะเกิดเหตุพยายามนำน้ำไปดับไฟ เนื่องจากเกรงว่าเพลิงจะลุกลามมาถึงบ้าน ก่อนถูกไฟฟ้าช็อตจนเสียชีวิต
หลังเกิดเหตุ ผู้ได้รับความเสียหายทั้งหมดสมัครใจไปพักอาศัยกับบ้านญาติในคืนนี้ ขณะที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมเข้าดำเนินการช่วยเหลือและฟื้นฟูตามระเบียบของทางราชการต่อไป
>> กรมการค้าภายใน ผนึกทุกภาคส่วน ดูแลไข่ไก่ช่วงอุทกภัย ให้มีเพียงพอและถึงมือประชาชนต่อเนื่อง
14.34 น. นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวถึงสถานการณ์ไข่ไก่ว่า จากการติดตามร่วมกับฟาร์มผู้ผลิต พบว่าน้ำท่วมส่งผลกระทบต่อฟาร์มบางแห่ง แต่ภาพรวมยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ โดยกรมการค้าภายในได้ประชุมร่วมกับสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ ผู้ผลิต ผู้รวบรวม ผู้ส่งออก และผู้ประกอบการค้าปลีกค้าส่ง เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2569 เพื่อประเมินสถานการณ์และร่วมกันบริหารผลผลิตให้เพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศ ซึ่งมีความต้องการประมาณ 12 ล้านฟองต่อวัน
ทั้งนี้ กรมการค้าภายในขอความร่วมมือผู้ส่งออกลดปริมาณการส่งออก 30–50% หรือเลื่อนการส่งออกไป 2–3 สัปดาห์ พร้อมจัดส่งแผนการส่งออกช่วงเดือนตุลาคม–พฤศจิกายนเป็นรายสัปดาห์ เพื่อให้กรมฯ ติดตามและบริหารปริมาณไข่ไก่ในประเทศอย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกัน ขอความร่วมมือผู้เลี้ยงไก่ไข่ขยายระยะเวลาแม่ไก่ยืนกรงอีก 3–5 สัปดาห์ เพื่อรักษาปริมาณแม่ไก่และเพิ่มผลผลิตเข้าสู่ตลาด พร้อมกำชับฟาร์มผู้ผลิตให้จัดสรรไข่ไก่ผ่านช่องทางการค้าและคู่ค้าตามปกติ โดยเฉพาะห้างค้าปลีกค้าส่ง เพื่อให้มีการกระจายสินค้าอย่างทั่วถึงและป้องกันการฉวยโอกาสในการปรับราคาที่ไม่สอดคล้องกับต้นทุนจริง
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่ากระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเร่งบริหารจัดการให้สินค้าจำเป็นกระจายเข้าสู่พื้นที่ต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง พร้อมกำชับกรมการค้าภายในส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ติดตามและตรวจสอบราคาสินค้า หากพบการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคา โดยเฉพาะสินค้าที่เป็นสต๊อกเดิม ให้ตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด รวมถึงติดตามราคาอาหารสำเร็จรูป ศูนย์อาหาร ตลาดสด และร้านจำหน่ายอาหารปรุงสำเร็จ เพื่อป้องกันการเอารัดเอาเปรียบประชาชน
"รัฐบาลอยู่ระหว่างเตรียมมาตรการช่วยเหลือและงบประมาณเพื่อเยียวยาประชาชนหลังสถานการณ์น้ำลด ทั้งการซ่อมแซมบ้านเรือน ที่พักอาศัย และสถานประกอบการ รวมถึงเตรียมโครงการจำหน่ายสินค้าราคาประหยัดภายใต้แนวทาง "ไทยช่วยไทย ลดค่าครองชีพ" เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและสนับสนุนการฟื้นตัวของประชาชนหลังสถานการณ์คลี่คลาย
>> ตร.ไซเบอร์เผยเส้นเงิน 40 ล้านโยงเว็บพนันมวย 212 ครั้ง “อัจฉริยะ” ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา
15.00 น. ตำรวจไซเบอร์คุมตัวนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ มายังกองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เพื่อสอบสวน โดยมี พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รอง ผบช.จต. และรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อม พล.ต.ต.ประสงค์ เฉลิมพันธ์ ผบก.สอท.1 เป็นเจ้าของคดี ระหว่างเดินเข้าห้องสอบ นายอัจฉริยะยืนยันว่าเงินในบัญชีมูลนิธิไม่เกี่ยวข้องกับบัญชีส่วนตัว พร้อมระบุว่าบัญชีมูลนิธิเปิดมานาน 12 ปี และสามารถชี้แจงรายละเอียดได้ทั้งหมด ส่วนกรณีถูกกลั่นแกล้งหรือไม่ ขอให้สังคมพิจารณาเอง ขณะที่เจ้าตัวให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา
ด้าน พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ เปิดเผยว่า คดีดังกล่าวเป็นการขยายผลจากคดีลักลอบเล่นพนันมวยในพื้นที่ สน.บึงกุ่ม เมื่อเดือน มี.ค. ซึ่งพบเงินหมุนเวียนประมาณ 1,000 ล้านบาท และมีเงินราว 40 ล้านบาทเชื่อมโยงกับเว็บพนันมวย 212 ครั้ง นอกจากนี้ตรวจสอบบัญชีชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรมพบเงินหมุนเวียนประมาณ 168 ล้านบาท และมีเงินหลายสิบล้านบาทเชื่อมโยงกับเว็บพนันมวย ส่วนบัญชีส่วนตัวนายอัจฉริยะพบเงินประมาณ 191 ล้านบาท ซึ่งตำรวจจะตรวจสอบเส้นทางการเงินอย่างละเอียด หลังพบความเชื่อมโยงไปยังบัญชีชมรมฯ ที่นายอัจฉริยะมีอำนาจเบิกจ่าย โดยตำรวจยืนยันดำเนินการตามพยานหลักฐานและให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย ส่วนการประกันตัวขึ้นอยู่กับดุลพินิจของพนักงานสอบสวน
>> กทม. ระดม 250 คน 20 คัน เร่งฟื้น “เคหะคลองจั่น” ตั้งเป้าคืนสภาพปกติใน 2 วัน
15.59 น. กทม.ระดมเจ้าหน้าที่ประมาณ 250 คน พร้อมรถและเครื่องจักรราว 20 คัน ลงพื้นที่ฟื้นฟูเคหะคลองจั่น เขตบางกะปิ หลังระดับน้ำลด เร่งเก็บขยะ เศษวัสดุ และสิ่งของเสียหาย ก่อนฉีดล้างทำความสะอาดพื้นที่ คาดใช้เวลาประมาณ 2 วัน โดยใช้แนวทาง “2+1” ดึงกำลังจากเขตที่ไม่ได้รับผลกระทบเข้ามาสนับสนุน พร้อมแบ่งพื้นที่ทำงานเป็นโซนตามแนวซอย ขอประชาชนนำขยะออกมาวางตามจุดที่กำหนด หรือแจ้งผ่าน Traffy Fondue และสายด่วน 1555
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ระบุว่า รูปแบบการฟื้นฟูเคหะคลองจั่นจะนำไปปรับใช้กับพื้นที่อื่น ทั้งการจัดกำลัง การบริหารเครื่องจักร และขั้นตอนการทำงาน เพื่อให้ฟื้นฟูได้รวดเร็ว ขณะที่ กทม.ยังเร่งระบายน้ำฝั่งตะวันออก โดยเฉพาะลาดกระบังที่ยังมีน้ำสะสมจำนวนมาก พร้อมดูแลประชาชนในพื้นที่และกลุ่มเปราะบาง รวมถึงผู้ป่วยติดเตียง ตลอดจนจัดอาหารและดูแลความเป็นอยู่ของเจ้าหน้าที่ เพื่อให้พื้นที่ได้รับผลกระทบทยอยกลับคืนสู่ภาวะปกติโดยเร็ว
>> สืบนครบาลบุก 2 โกดัง ยึดบุหรี่ไฟฟ้า 1.3 หมื่นชิ้น มูลค่า 5.2 ล้าน จับแรงงานเมียนมา 2 ราย
17.04 น. สืบนครบาล สนธิกำลังตำรวจ สน.แสมดำ บุกตรวจค้นโกดัง 2 จุดใน จ.สมุทรปราการ และซอยอนามัยงามเจริญ ย่านพระราม 2 หลังพบขบวนการลักลอบนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้า ตรวจยึดของกลางชนิดใช้แล้วทิ้งรวมกว่า 1.3 หมื่นชิ้น มูลค่าประมาณ 5.2 ล้านบาท พร้อมจับแรงงานชาวเมียนมา 2 ราย อายุ 29 และ 43 ปี โดยจุดแรกพบของกลางราว 5,000 ชิ้น คนงานรับว่า มีหน้าที่แพ็กและกระจายสินค้าเพื่อส่งขายออนไลน์
ส่วนโกดังบริษัทขนส่งเอกชนย่านอนามัยงามเจริญ พบซุกบุหรี่ไฟฟ้า หลายรสชาติในลังกระดาษประมาณ 40 ลัง รวมกว่า 8,000 ชิ้น เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างขยายผลหาผู้สั่งนำเข้าและผู้รับสินค้า เบื้องต้นตำรวจเชื่อว่าสินค้าล็อตดังกล่าวถูกลำเลียงเข้ามาทางรถ ไม่ใช่ทางเรือ และอาจมาจากภาคอีสานหรือฝั่งประเทศลาว ขณะที่มีข้อมูลว่าสินค้าเพิ่งถูกนำมาพักไว้ที่โกดังเมื่อวันที่ 2 ต.ค. เพื่อรอกระจายต่อ โดยคาดว่าอาจมีชาวจีนเป็นผู้สั่งสินค้า ด้านตำรวจเตรียมดำเนินคดีตามกฎหมายศุลกากรและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง พร้อมเร่งติดตามเจ้าของสินค้ามาดำเนินคดีต่อไป
>> มท.2 ลงพื้นที่เคหะร่มเกล้า ระดมกำลัง อส. สนับสนุน “โรงครัวมหาดไทย” ส่งต่ออาหาร–น้ำดื่ม–ยา ช่วยผู้ประสบอุทกภัย
17.49 น. นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่เคหะร่มเกล้า เพื่อติดตามและสนับสนุนภารกิจช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย โดยร่วมลำเลียงข้าวกล่อง น้ำดื่ม ยา และเวชภัณฑ์ จาก “โรงครัวมหาดไทย” เพื่อกระจายไปยังพี่น้องประชาชนในพื้นที่ที่ยังคงได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมอย่างต่อเนื่อง
การดำเนินงานดังกล่าวเป็นความร่วมมือแบบบูรณาการของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ทั้งส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจในสังกัด เพื่อเร่งจัดหาและส่งต่อสิ่งของจำเป็นให้ถึงมือประชาชนอย่างทั่วถึงและทันท่วงที โดยให้ความสำคัญกับการดูแลความเป็นอยู่และบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ประสบภัย
ในการนี้ สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน (อส.) สังกัดกองร้อยปฏิบัติการพิเศษที่ 1 กองบัญชาการกองอาสารักษาดินแดน ร่วมสนับสนุนภารกิจในการลำเลียงและกระจายสิ่งของอุปโภคบริโภค ตลอดจนสิ่งของจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิต เพื่อส่งต่อความช่วยเหลือไปยังประชาชนที่ได้รับผลกระทบ
>> รถจักรยานยนต์ ชนกับรถไม่ทราบชนิด มีผู้เสียชีวิต กลางถนนแจ้งสนิท สายบ้านไผ่ - บรบือ จ.ขอนแก่น
20.10 น. สภ.บ้านไผ่ รับแจ้งว่าเกิดอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ชนกับรถยนต์ไม่ทราบชนิด มีผู้เสียชีวิต 1 ราย จุดเกิดเหตุ ถนนแจ้งสนิท สายบ้านไผ่-บรบือ ตรงข้ามบริษัทไม้ยูคา บ้านโคกก่อง ต.หินตั้ง อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น
ที่เกิดเหตุ พบรถจักรยานยนต์ ฮอนด้า สีแดง-ดำ ป้ายทะเบียน ขอนแก่น ล้มอยู่กลางถนน สภาพด้านหน้าพังยับ ใกล้กันพบร่างผู้เสียชีวิตเป็นชาย 1 ราย เจ้าหน้าที่กู้ภัยและตำรวจ สภ.บ้านไผ่ เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ
คำบอกเล่าจากพยาน บ้านอยู่ตรงข้ามจุดเกิดเหตุ เล่าว่า ตอนแรกได้ยินเสียงดัง คิดว่าไม้ยูคาร่วงจากรถบรรทุกไม้ยูคาที่ขับผ่านไป เลยจะออกมาเก็บออกจากถนน ระหว่างนั้นได้ยินเสียงดังขึ้นอีกครั้ง เป็นรถบรรทุกแบคโฮเล็ก ขับผ่านจุดเดิม ตนคิดว่าเหยียบไม้ซ้ำ จึงชวนสามีขับรถยูเทิร์นมาดู จะช่วยเก็บไม้ แต่กลับพบว่ามีคนนอนอยู่กลางถนนพร้อมรถจักรยานยนต์แล้ว
ขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบกล้องวงจรปิด และติดตามรถยนต์คู่กรณี รวมถึงรอญาติผู้เสียชีวิตมาติดต่อ
>> แผ่นดินไหว ประเทศเมียนมา
01.12 น. กองเฝ้าระวังแผ่นดินไหว กรมอุตุนิยมวิทยา แจ้งเหตุ แผ่นดินไหว ขนาด 4.9 ความลึก 12 กม. ภายในพื้นที่ของประเทศเมียนมา (20.600,93.642) ศูนย์กลางห่างออกไป ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของ อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน ประมาณ 475 กม. ยังไม่มีรายงานผลกระทบต่อประเทศไทย