โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

นายกฯชูจุดขายนักลงทุน ‘ปชช.’ยี้สวัสดิการยุคหนู!

ไทยโพสต์

อัพเดต 6 นาทีที่แล้ว • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา

“อนุทิน” ย้ำชัดไทยไม่ใช่ปลายทางแรงงานราคาถูก แต่มีจุดขายทั้งความพร้อมโครงสร้างพื้นฐาน-ระบบโลจิสติกส์ที่เชื่อมโยงตลาดอาเซียน 700 ล้านคน งามหน้าโพลเผยคนไทยส่วนใหญ่ชี้เข้าถึงสวัสดิการรัฐยาก-ช่วยได้น้อย ไม่เชื่อมั่นการจัดสวัสดิการยุค “ครม.หนู”

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 25 ต.ค.2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์ถึงทิศทางความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจและโอกาสดึงเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติเข้าไทยว่า รัฐบาลมุ่งเปลี่ยนมุมมองของนักลงทุนต่างชาติต่อประเทศไทยใหม่ทั้งหมด เพื่อไม่ให้เกิดการมองข้ามศักยภาพที่แท้จริงของประเทศ โดยสิ่งที่รัฐบาลนำเสนอคือ ความพร้อมของระบบสาธารณูปโภค บุคลากรที่ได้รับการอัปสกิลและรีสกิล รวมถึงความคุ้มค่าและความสามารถในการทำกำไรของภาคธุรกิจ

“ไทยมีความพร้อมในด้านโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ เนื่องจากไทยได้ลงทุนต่อเนื่องมาตลอด 20 ปี โดยเฉพาะโครงข่ายคมนาคมที่เชื่อมโยงระบบรางทั้งรถไฟทางคู่และรถไฟความเร็วสูงที่กำลังต่อขยายไปยังลาว จีนตอนใต้ และมาเลเซีย ตลอดจนการมีทางออกทะเลสองด้าน ทำให้นักลงทุนมองไทยเป็นฐานการกระจายสินค้าที่ทรงประสิทธิภาพ ดังนั้นนักลงทุนที่จะมาลงทุนไม่ได้มาเพื่อขายของให้คน 70 ล้านคนในไทย แต่เขามาเพื่อที่จะใช้ไทยเป็นฐานเป็นศูนย์กลางในการกระจายสินค้าเพื่อเข้าถึงประชากรกว่า 700 ล้านคนในภูมิภาคอาเซียน ด้วยระบบโลจิสติกส์ของเราที่เชื่อมโยงเหมือนใยแมงมุม”

นายกฯ ยังกล่าวด้วยว่า ในการเดินทางไปเจรจาและพบปะกับภาคธุรกิจต่างประเทศ ได้วางจุดยืนและแนวทางเจรจาอย่างชัดเจน โดยบอกกับนักลงทุนต่างชาติว่า ถ้าจะมาลงทุนต้องช่วยพัฒนาเศรษฐกิจและถ่ายทอดเทคโนโลยีให้คนไทยด้วย ถ้าคิดจะมาหาแรงงานราคาถูก คิดจะมาหาของกินราคาถูก ค่าไฟค่าน้ำราคาถูก หรือจะมาจ้างคนไทยเพียงแค่นั่งขันนอตประกอบของ เพื่อให้มีคำว่า Made in Thailand โดยไม่มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีเลยมาผิดที่ แต่ถ้ามาเพราะว่าเรามีความพร้อมเรื่องระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน ทรัพยากรมนุษย์ของเราได้รับการพัฒนาทักษะ มีความรู้ มีความพร้อมที่จะประกอบธุรกิจของท่านได้ การลงทุนในไทยจะสร้างผลกำไรให้ได้มากที่สุดและมาถูกที่แล้ว

วันเดียวกัน สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ เรื่องประชาชนคิดอย่างไรกับสวัสดิการรัฐ จากกลุ่มตัวอย่าง 1,132 คน โดยเมื่อถามว่า รัฐควรให้ความสำคัญกับการจัดสวัสดิการด้านใดบ้าง พบว่า 68.90% การช่วยเหลือคนพิการและผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ, 64.93% การช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติหรือเหตุฉุกเฉิน, 64.22% การดูแลผู้สูงอายุ, 62.63% การรักษาพยาบาลและสาธารณสุข และ 57.42% การช่วยเหลือด้านค่าครองชีพ

เมื่อถามว่า การจัดสวัสดิการของรัฐควรมีลักษณะอย่างไร พบว่า 48.06% จัดสวัสดิการพื้นฐานให้ประชาชนทุกคนอย่างทั่วถึง, 38.34% จัดสวัสดิการพื้นฐานให้ทุกคน และให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติมแก่กลุ่มที่มีความจำเป็น และ 13.60% จัดสวัสดิการเฉพาะผู้มีรายได้น้อยหรือกลุ่มที่มีความจำเป็น และเมื่อถามว่าปัจจุบันประชาชนเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการที่รัฐกำหนดไว้ได้มากน้อยเพียงใด พบว่า 46.29% เข้าถึงได้ค่อนข้างน้อย, 31.44% เข้าถึงได้ค่อนข้างมาก, 15.64% เข้าถึงได้น้อยมาก และ 6.63% เข้าถึงได้มาก

ถามอีกว่า หากรัฐต้องการจัดสวัสดิการให้ประชาชนเพิ่มขึ้น ท่านคิดว่าควรดำเนินการอย่างไร 48.32% ปรับลดหรือจัดลำดับความสำคัญของงบประมาณด้านอื่น, 48.14% ให้ธุรกิจขนาดใหญ่หรือธุรกิจที่มีกำไรสูงรับภาระภาษีเพิ่มขึ้น, 40.64% เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีและป้องกันการหลบเลี่ยงภาษี

ถามต่อว่า คิดว่าสวัสดิการของรัฐในปัจจุบันช่วยให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ดีขึ้นเพียงใด พบว่า 47.53% ช่วยได้ค่อนข้างน้อย, 27.03% ช่วยได้ค่อนข้างมาก, 16.34% ช่วยได้น้อยมาก/แทบไม่ช่วย และ 9.10% ช่วยได้มาก สุดท้ายถามว่ามีความเชื่อมั่นต่อการจัดสวัสดิการรัฐของรัฐบาลอนุทินมากน้อยเพียงใด 39.66% ไม่ค่อยเชื่อมั่น, 28.18% ค่อนข้างเชื่อมั่น, 25.19% ไม่เชื่อมั่นเลย และ 6.97% เชื่อมั่นมาก

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า เมื่อประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย คนไทยไม่ได้มองว่าสวัสดิการรัฐเป็นเพียงเงินช่วยเหลือที่แจกแล้วจบ แต่คาดหวังให้เป็นหลักประกันที่ช่วยลดภาระและทำให้ใช้ชีวิตได้มั่นคงขึ้น สิ่งสำคัญคือต้องเข้าถึงได้จริงและตอบโจทย์ชีวิตประจำวัน

ดร.งามประวัณ เอ้สมนึก คณบดีโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า ผลสำรวจสะท้อนว่า ประชาชนมิได้เรียกร้องเพียงการเพิ่มสวัสดิการ หากแต่คาดหวังให้รัฐจัดสรรทรัพยากรบนหลักความเสมอภาค ความเป็นธรรมทางสังคม และการคุ้มครองกลุ่มเปราะบาง และที่น่าพิจารณาคือ 61.93% เห็นว่าประชาชนเข้าถึงสวัสดิการได้ค่อนข้างน้อยถึงน้อยมาก สะท้อนช่องว่างระหว่างการรับรองสิทธิตามกฎหมายกับการเข้าถึงสิทธิในทางปฏิบัติ อีกทั้ง 64.85% ไม่ค่อยเชื่อมั่นหรือไม่เชื่อมั่นต่อการจัดสวัสดิการของรัฐบาล จึงเป็นโจทย์สำคัญด้านความไว้วางใจในการบริหารภาครัฐ รัฐบาลจำเป็นต้องยกระดับธรรมาภิบาลทางการคลัง จัดสวัสดิการพื้นฐานอย่างทั่วถึงควบคู่กับการช่วยเหลือตามความจำเป็น และสร้างระบบตรวจสอบที่โปร่งใส เพราะความสำเร็จของรัฐสวัสดิการต้องวัดจากสิทธิที่ประชาชนเข้าถึงได้จริง และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...