โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

สธ.แก้ระเบียบ ‘เงินวิจัยคลินิก’ เปิดทางรพ.คล่องตัวขึ้น

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว

กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) เดินหน้ายกระดับการวิจัยทางคลินิก (Clinical Trial) ในโรงพยาบาลสังกัด สธ. เพื่อดึงดูดเงินลงทุนแข่งกับต่างประเทศ เช่น มาเลเซียและสิงคโปร์ ผ่าน 2 มาตรการหลัก คือ การร่วมมือกับกรมบัญชีกลางปรับแก้ระเบียบการเงินให้คล่องตัวแบบมหาวิทยาลัย และการจัดตั้งคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยกลาง (Ethics Committee) ทั้งนี้ ปัจจุบันมีแพทย์ สธ. ทำวิจัยเพียงไม่ถึง 1- 2% จึงไม่กระทบเวลาดูแลรักษาผู้ป่วย พร้อมทั้งมอบหมายให้โรงพยาบาลจังหวัดจัดตั้งทีมวิจัยอย่างเป็นระบบ โดยมีเป้าหมายยกระดับศักยภาพบุคลากร และเปิดโอกาสทางธุรกิจให้บริษัทเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนวิจัยได้อย่างเต็มรูปแบบ

แก้ระเบียบเงินวิจัยทางคลินิก

นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงการขับเคลื่อนให้โรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข(รพ.สธ.)สามารถรองรับโครงการวิจัยทางคลินิก (Clinical Trial)มากขึ้นว่า เดิมทีเมื่อมีโครงการวิจัยเข้ามาสู่ รพ.สธ. เงินจะเข้าสู่เงินบำรุงของรพ.ทำให้มีการใช้จ่ายยาก จึงแก้ปัญหาโดยหารือร่วมกับกรมบัญชีกลางและปรับแก้ระเบียบที่เกี่ยวข้องในลักษณะเดียวกับมหาวิทยาลัยที่มีการดำเนินการรับโครงการวิจัยอยู่แล้ว ทำให้มีความคล่องตัวในการใช้เงินวิจัยมากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาจุดนี้ถือเป็นข้อด้อยของสธ.ที่แข่งกับต่างประเทศไม่ได้ แม้รพ.สธ.จะมีคนไข้ เตียง และแพทย์มาก แต่ระเบียบไม่รองรับ

เตรียมตั้งคกก.จริยธรรมการวิจัยกลาง

อีกทั้ง จะต้องดำเนินการ เรื่อง คณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยกลาง(Ethics Committee) ที่เดิมแต่ละคนต่างมีของแต่ละโรงพยาบาล ดังนั้น หากจะทำวิจัยในหลายไซส์ในรพ.สธ. จึงต้องมีคณะกรรมการกลาง ตอนนี้กำลังทำอยู่ เมื่อมีคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยกลาง ก็จะคอยดูกระบวนการทำทั้งหมด หากกระบวนการเกิดความเสี่ยงกับคนไข้ ก็จะไม่ให้ทำ แต่บางอันจำเป็นต้องให้คนหนึ่งได้และอีกคนไม่ได้ในคนป่วยแบบเดียวกัน โดยจะมอนิเตอร์ว่าเกิดผลกระทบเมื่อไร หากมีผลกระทบต้องสั่งหยุดทำวิจัยทันที

“หากมี 2 สิ่งนี้ ก็จะทำให้ระบบการวิจัยในรพ.สธ.จะคล่องตัวขึ้น โดยเป้าหมายที่รมว.สาธารณสุขวางไว้ คือ การยกระดับศักยภาพของเราให้เท่าเทียมต่างประเทศ และเงินที่มาจากโครงการวิจัยทางคลินิกก็จะเข้ารพ.นั้นๆ โดยคิดเป็นโปรเจกต์ไป” นพ.สมฤกษ์กล่าว

ทำวิจัยไม่เบียดเวลารักษาคนไข้ แพทย์ยังทำน้อยแค่ 1-2 %

นพ.สมฤกษ์ กล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมาได้ดำเนินการให้โรงพยาบาลจังหวัดทุกแห่งสามารถเปิดรับโครงการวิจัยทางคลินิกได้ อาจจะยังไม่ค่อยฟังก์ชันเท่าไรด้วยเรื่องระเบียบ แต่ตนได้มอบหมายให้ผู้อำนวยการรพ.จังหวัดทุกแห่งแต่งตั้งทีมวิจัยให้เป็นระบบ โดยมีผู้บริหารกำกับ จากนี้ระบบก็จะเริ่มดีขึ้น จะไม่เหมือนเมื่อก่อนที่ปล่อยแล้วแต่แพทย์จะทำหรือไม่ทำ

“การวิจัยส่วนมากไม่เบียดเบียนเวลาตรวจรักษาคนไข้ แต่ก็มีบ้างถ้าทำวิจัยเยอะๆ ก็กินเวลา แต่โดยทั่วไปตอนนี้คิดว่าทำได้เพราะรพ.สธ.ยังทำวิจัยน้อยมาก ถ้าทำมากแล้วค่อยมาดูว่าจะกระทบหรือไม่ ซึ่งตอนนี้เปอร์เซ็นต์ที่ใช้ทำวิจัยเทียบกับเวลาปกติน้อยมาก เชื่อว่าน้อยมากๆในโรงพยาบาลมีแพทย์ทำวิจัยไม่ถึง 1-2% ของแพทย์ทั้งหมด และแพทย์คนนั้นก็ไม่ได้ทำเต็มเวลา หากวันข้างหน้ามีแพทย์ทำวิจัย 30-40% ของแพทย์ทั้งหมด ถึงตอนนั้นค่อยมาพิจารณา”นพ.สมฤกษ์กล่าว

ดึงเงินลงทุนเข้ารพ.สธ.ไทย แข่งมาเลเซีย-สิงคโปร์

ในส่วนของการดึงบริษัทเอกชนให้เข้ามาลงทุนทำโครงการวิจัยทางคลินิกในรพ.สธ.นั้น นพ.สมฤกษ์ กล่าวว่า ปกติบริษัทเอกชนจะมีงบประมาณในการวิจัยอยู่แล้ว และจะเลือกเข้าไปดำเนินการในจุดที่มีศักยภาพทุกที่อยู่แล้ว ที่ผ่านมาที่ไปมากคือโรงเรียนแพทย์ เพราะเวลาจะนำยามาใช้กับคนไทย ต้องมีการวิจัยเพื่อขึ้นทะเบียน แต่ตอนนี้บริษัทจะไปทำกับต่างประเทศมาก

ส่วนในไทยยังต่ำกว่ามาเลเซียและสิงคโปร์มาก ทั้งๆ ที่โรงพยาบาลมีระบบ สาเหตุก็เพราะเรื่องความคล่องตัวในการทำงาน ขณะเดียวกันการทำวิจัยแบบนี้เป็นการเปิดโอกาสในการใช้ยาและทำให้เกิดการแข่งขัน ส่วนที่มวิจัยก็จะได้ความรู้ การพัฒนาตนเอง และรายได้เพิ่มขึ้น

“เรื่องการต่อรองเชิงธุรกิจกับบริษัทต่างๆที่จะเข้ามาทำโครงการวิจัยกับรพ.สธ.เป็นเรื่องที่ท่านรมว.ถนัด ที่ผ่านมาแพทย์หรืออาจารย์ทั่วไปมักไม่ได้คิดเรื่องนี้ แต่คิดว่าตรงนี้ท่านรัฐมนตรีจะตอบโจทย์บริษัทและทำให้บริษัทอยากมา สมัยก่อนจะคิดแค่ว่า วิจัยนี้ควรทำไหม ถูกหลักจริยธรรม หรือไม่แค่นี้เอง ไม่ได้คิดผลตอบแทนทางธุรกิจ แต่รอบนี้ท่านรัฐมนตรีมองเรื่องนี้ และให้โอกาสทางธุรกิจแก่บริษัท”นพ.สมฤกษ์กล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...