ไม่ท้อ!ขอโทษปชช. นายกฯเยียวยา4.7พันล.วิกฤตนํ้าท่วม
ครม.ทุ่มงบมหาศาลบริหารจัดการน้ำระยะยาว เคาะ 1.6 แสนล้านโครงการชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย เพิ่มช่องทางระบายน้ำ พร้อมกับงบกลางปี 69 วงเงิน 4.7 พันล้านเยียวยาผู้ประสบอุทกภัย ครอบคลุม 24 จังหวัดและ กทม. “อนุทิน” สั่งทุกหน่วยถกแผนฟื้นฟูหลังน้ำลด บอกลงพื้นที่ลุยน้ำท่วมไม่ได้สร้างภาพ ขออภัยหากการช่วยเหลือยังไม่สมบูรณ์ มอบ “รมว.กลาโหม” ดูแลน้ำท่วม กทม. กำชับ "ผู้ว่าฯ" ทุกจังหวัดลงพื้นที่ประสาน “รองนายกฯ-รมต.” แก้น้ำท่วมในพื้นที่ “โฆษกรัฐบาล” การันตีไม่ต้องห่วงเจ้าพระยาช่วง กทม.ยังรับระดับน้ำได้อีก 1.8 เมตร “ปภ.” เผย 30 จว.จมน้ำ ดับแล้ว 22 ราย เตือน “กาญจนบุรี-ราชบุรี-สมุทรสาคร” เสี่ยงน้ำเพิ่มสูง แม่กลองน้ำล้นตลิ่ง “ชัชชาติ” คาด 2 วันถนนสายหลักแห้ง 90% ห่วงฝั่งตะวันออก กทม. เร่งลดน้ำในคลอง “ธรรมนัส” แนะกรมชลฯ ยึดโครงการพระราชดำริในหลวง ร.9 แก้ปัญหาน้ำท่วม
ที่ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 29 ก.ย.2569 เวลา 10.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยก่อนการประชุม ผู้สื่อข่าวถามว่าวันนี้จะลงพื้นที่น้ำท่วมอีกหรือไม่ นายกฯ ตอบสั้นๆ ว่า กระจายกันๆ พร้อมชี้ไปที่ทีมรัฐมนตรีที่เดินมาด้วยกัน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการประชุม ครม.วันนี้ นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข ได้นำยา Doxycycline ซึ่งเป็นยาปฏิชีวนะใช้รักษาโรคติดเชื้อมาแจกให้รัฐมนตรีกินป้องกันโรคฉี่หนู หลังจากลงพื้นที่น้ำท่วมมาอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันมีรัฐมนตรีลาประชุม 2 คน คือ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คมนาคม และนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศึกษาธิการ
มีรายงานว่า ที่ประชุม ครม.เห็นชอบตามความเห็นของสำนักงบประมาณ ที่เสนอให้ความเห็นชอบให้กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นปี 2569 วงเงิน 4,731,666,600 บาท เพื่อจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2569 ในพื้นที่ 24 จังหวัด และกรุงเทพมหานคร ซึ่งสถานการณ์อุทกภัยมีความรุนแรงและส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชนอย่างมาก เข้าข่ายกรณีฉุกเฉินและมีความจำเป็น ประกอบกับ ปภ.ไม่ได้มีการตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีรองรับไว้ และไม่สามารถปรับแผนการปฏิบัติงานหรือแผนการใช้จ่ายงบประมาณเดิมมาดำเนินการได้
นายอนุทินให้สัมภาษณ์หลังประชุม ครม. ถึงมาตรการเยียวยาผลกระทบจากน้ำท่วมว่า เคาะแล้ว โดยยึดตามกฎหมาย วันนี้ (29 ก.ย.) เราใช้งบกลางที่เหลืออยู่มาตั้งสำรองเอาไว้สำหรับการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนประมาณกว่า 4,000 ล้านบาท น่าจะเพียงพอในการเยียวยาและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมทั่วประเทศที่เกิดขึ้นอยู่ ไม่ใช่เฉพาะ กทม.
ถามว่า จะได้ครัวเรือนละ 9,000 บาทใช่หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ต้องยึดตามหลักเกณฑ์กฎหมาย ซึ่งพื้นที่และหน่วยงานต้องเสนอขึ้นมา โดยมีคณะกรรมการ ซึ่งการบริหารสถานการณ์อุทกภัยหรือภัยธรรมชาติ ตอนนี้มีรองนายกฯ และรัฐมนตรีดูแลแต่ละภาค ล่าสุดตั้ง พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม เป็นตัวแทน ครม.ดูแลพื้นที่ กทม.
ซักถึงโครงการชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย ที่จะเป็นช่องทางระบายแบ่งเบาแม่น้ำเจ้าพระยา ผ่านที่ประชุม ครม.หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ผ่านครับ งบประมาณ 1.6 แสนล้านบาท ใช้เวลา 8 ปี ถ้าทำโครงการนี้เรียบร้อยจะทำให้การป้องกันน้ำท่วมทั้งเขตภาคกลาง กทม. ปริมณฑล จะเกิดประสิทธิภาพขึ้นมาอีกมาก และที่สำคัญเราสามารถกักเก็บน้ำได้ เพราะโครงการนี้จะถือเป็นแก้มลิงโดยธรรมชาติได้ระดับหนึ่งด้วย
“วันนี้ นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกฯ ที่กำกับดูแลสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) จะเรียกประชุมในการปรับหลักเกณฑ์ใหม่ ให้แต่ละท้องถิ่นสามารถดำเนินการสร้างแก้มลิงในการเก็บกักน้ำ ผันน้ำ และสามารถเก็บน้ำไว้ใช้ได้ในช่วงฤดูแล้งด้วย ในเมื่อน้ำมาเรากันน้ำไม่ได้ บางทีทำความเสียหายให้กับเรา แต่เราก็ต้องสร้างสิ่งที่ทำให้น้ำเกิดประโยชน์กับเราในวันที่เราต้องการช่วงหน้าแล้ง" นายกฯ กล่าว
นายกฯ สั่งเตรียมแผนฟื้นฟู
ถามว่า งบประมาณโครงการนี้จะใช้งบประมาณส่วนไหน จะมีการกู้เงินด้วยหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ก็มีเงินกู้ด้วย ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง จะหารือกัน เมื่อถามย้ำว่าเป็นการกู้จากในประเทศหรือต่างประเทศ นายอนุทินกล่าวว่า ขอให้รอฟังรายละเอียด
พอถามถึงกรณีลงพื้นที่แล้วเจ้าหน้าที่กู้ภัยโพสต์ข้อความระบุตำรวจไม่ให้เข้าพื้นที่เพื่อไปแจกอาหาร ต้องรอนายกฯ ลงพื้นที่ก่อน นายอนุทินกล่าวว่า ไม่มีครับ ไม่มีนโยบายนี้ แอบอ้างมั่วซั่ว ทุกอย่างมีระบบของมันอยู่แล้ว เป็นเรื่องของการดูแลประชาชน รัฐบาลขอบคุณทุกภาคส่วน รวมทั้งอาสาสมัครกู้ภัยต่างๆ ที่นำเข้ามาเสริม แต่ยืนยันส่วนกลางจัดข้าวสารอาหารแห้ง ในส่วนของรัฐบาลเราระดมทั้งการสั่งซื้อ การตั้งโรงครัว การจัดรถประกอบอาหารเข้าพื้นที่
“วันนี้เรานึกถึงเรื่องฟื้นฟูแล้ว เมื่อสักครู่ผมได้เชิญว่าที่ปลัด กทม.ที่จะเข้ารับหน้าที่ และอธิบดีกรมชลประทานมานั่งวางแผนกันว่าจะประสานเร่งสูบน้ำออกจากพื้นที่เกิดเหตุอย่างไร วันนี้ทุกอย่างน่าจะเป็นใจในการสูบน้ำผันน้ำออกจากพื้นที่ได้ให้มากที่สุด และเราจะใช้เวลาให้เร็วที่สุดในการเปิดพื้นผิวจราจร" นายกฯ กล่าว
ต่อมานายกฯ เดินทางไปประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก่อนการประชุมนายกฯ ชื่นชม พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. และตำรวจทุกนาย จากการปฏิบัติหน้าที่ในช่วงเกิดวิกฤตอุทกภัยในหลายจังหวัด รวมถึงพื้นที่กรุงเทพมหานคร
นายอนุทินให้สัมภาษณ์อีกครั้งว่า สถานการณ์น้ำท่วมแฟลตคลองจั่นเริ่มคลี่คลาย การทำงานของข้าราชการและหน่วยงานที่ดูแลประชาชนไม่ใช่เพียงต้องทนฟังเสียงสะท้อน แต่ต้องรับฟังและนำไปปรับปรุงแก้ไข ซึ่งหลายมาตรการที่นำมาใช้ในขณะนี้ก็เกิดจากคำแนะนำและเสียงสะท้อนของประชาชนที่กำลังประสบภัย
“ผมไม่ท้อกับเสียงตำหนิหรือวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชน เข้าใจดีว่าสถานการณ์น้ำท่วมสร้างความอึดอัดให้กับประชาชน ไม่มีใครต้องการเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้ หากการช่วยเหลือในส่วนใดยังไม่สมบูรณ์หรือไม่พร้อม ก็ต้องขออภัยประชาชน และเร่งคิดหาวิธีดำเนินการให้ประชาชนได้รับสิ่งที่คาดหวังมากที่สุดเท่าที่รัฐบาลจะสามารถทำได้ กรณีที่ผมลงพื้นที่ ไม่ได้มีเจตนาสร้างภาพ แต่ต้องการลงไปแก้ไขปัญหาให้เกิดความรวดเร็วขึ้น รวมถึงรับรู้และรับทราบความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่โดยตรง” นายอนุทินกล่าว
ขณะที่ นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุม ครม.ว่า ในที่ประชุมนายกฯ มีข้อสั่งการเกี่ยวกับการช่วยเหลือ เยียวยา ฟื้นฟู กรณีน้ำท่วม ที่ผ่านมานายกฯ ได้มีคำสั่งมอบหมายให้รองนายกฯ และ รมต.ประจำสำนักนายกฯ กำกับดูแลพื้นที่เป็นเขตตรวจราชการของแต่ละคน ซึ่งการมอบหมายดังกล่าวไม่ได้มอบหมายให้ดูแลพื้นที่ กทม.โดยเฉพาะ เนื่องจากเป็นพื้นที่เฉพาะและเป็นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีผู้บริหารมาจากการเลือกตั้ง มีกฎหมายเฉพาะ
ตั้ง 'อดุลย์’ คุมแก้น้ำท่วม กทม.
“นายกฯ ได้สั่งการให้ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม นำอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือและกำลังพลจากเหล่าทัพต่างๆ มาช่วยเหลือในพื้นที่ สามารถบรรเทาความเดือดร้อนประชาชนได้เป็นอย่างดี เพื่อให้การแก้ปัญหาใน กทม.เป็นไปอย่างเรียบร้อยและต่อเนื่อง จึงมอบหมายเพิ่มเติมให้ รมว.กลาโหมดูแลเขตพื้นที่ กทม.ในการแก้ปัญหาน้ำท่วมรอบนี้” นายเอกภพกล่าว
นอกจากนี้ นายกฯ ได้สั่งการให้ปลัด มท.กำชับ ผู้ว่าฯ ทุกจังหวัด ร่วมประชุมกับรองนายกฯ กับรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมาย เมื่อรองนายกฯ กับรัฐมนตรีลงพื้นที่ ผู้ว่าฯ ต้องอยู่ในพื้นที่ เพื่อให้สั่งการได้อย่างรวดเร็ว หน่วยงานต่างๆ ที่มาร่วมกันแก้ปัญหาน้ำท่วม หากมีข้อติดขัดในการดำเนินการให้ รองนายกฯ กับรัฐมนตรีทำเรื่องรายงานถึงนายกฯ เพื่อใช้อำนาจนายกฯ ดำเนินการแก้ไขปัญหาต่อไป
โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวถึงสถานการณ์น้ำแม่น้ำเจ้าพระยาว่า เมื่อคืนวันที่ 28 ก.ย. มีฝนตกที่แม่น้ำปิง ทำให้น้ำในแม่น้ำปิงเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เมื่อรวมกับแม่น้ำน่านที่ทรงตัว ทำให้ยังไม่มีปัญหาอะไร เพราะแม่น้ำเจ้าพระยาจะถูกเติมด้วยแม่น้ำสะแกกรังที่ผ่าน จ.อุทัยธานี ทำให้น้ำที่ไหลสู่แม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มมากขึ้น โดยที่ประชุมคณะอนุกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งกลุ่มลุ่มน้ำเจ้าพระยา ที่มีนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธาน ได้มีมติเพิ่มปริมาณการปล่อยน้ำที่เขื่อนเจ้าพระยา จากเดิม 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เป็นการปล่อยน้ำเพิ่มสูงสุดได้ 2,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยให้ปล่อยเป็นระดับขั้นบันไดตามสถานการณ์ ไม่ใช่ปล่อยเพิ่มขึ้นทีเดียว 200 ล้านลูกบาศก์เมตร เพราะหากปล่อยน้ำเพิ่มขึ้นทีเดียว 200 ล้านลูกบาศก์เมตร จะทำให้น้ำใต้เขื่อนมีระดับสูงขึ้นจากเดิม 30 เซนติเมตร
“หากมีการปรับระดับน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาแล้วอาจส่งผลให้เกิดผลกระทบต่อพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง สิงห์บุรี แต่ช่วงที่น้ำจะผ่าน กทม. ขอเน้นย้ำว่า น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาที่ผ่าน กทม. ยังมีระดับน้ำที่รองรับได้อยู่ถึง 1.8 เมตร ตรงนี้เป็นสิ่งที่คน กทม.ไม่ต้องเป็นห่วง และมีการสูบน้ำออกทางฝั่งอ่าวไทย โดยกรมชลประทานมีการติดเครื่องสูบน้ำเพิ่มเติม ทำให้การระบายน้ำออกได้อย่างรวดเร็ว” โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าว
ถามถึงกรณี ครม.อนุมัติโครงการคลองระบายน้ำหลากชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย แก้ไขปัญหาน้ำท่วมในระยะยาวและน้ำแล้ง นายเอกภพกล่าวว่า โครงการนี้จะเริ่มต้นในปี 2570 ใช้เวลา 8 ปี เสร็จสิ้นในปี 2577 ซึ่งข้อมูลทางเศรษฐศาสตร์พบความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ สามารถลดความเสียหายตีเป็นประมาณได้ 16,930 ล้านบาทต่อปี ลดพื้นที่น้ำท่วมได้ 3.48 ล้านไร่ โดยเฉพาะพื้นที่ภาคกลาง นอกจากนี้ยังมีระบบคลองส่งน้ำที่สามารถเก็บกักน้ำในหน้าแล้งได้ประมาณ 1,555 ล้านลูกบาศก์เมตร รวมทั้งยังมีคลองระบายน้ำที่สามารถเป็นช่องทางขนส่งสินค้าเกษตรได้อีกด้วย โดยต้องมีการเตรียมพื้นที่เป็นอย่างมาก โดยในส่วนของปี 2570 มีการตั้งงบประมาณเริ่มต้นดำเนินการที่ชัยนาทแล้ว
“ยังมีโครงการก่อสร้างคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร โครงการนี้จะเชื่อมโยง 2 ระบบเข้าด้วยกันเพื่อลดน้ำท่วมในภาคกลางของประเทศไทย ซึ่งสัญญาเดิมจะต้องแล้วเสร็จในปี 2569- 2570 แต่เนื่องจากมีความล่าช้าในการส่งมอบพื้นที่ จึงต้องขอขยายเวลาไปปี 2572 โดย ครม.เห็นควรดำเนินการให้เสร็จโดยเร็วและไม่ควรขยายเวลาอีก ซึ่งกรมชลประทานระบุว่าจะเสร็จได้ในปี 2571 โดยมติ ครม.จะไม่ให้ขยายระยะเวลาไปมากกว่านี้อีกแล้ว” โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าว
ด้านนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวถึงกรณีนายกฯ ให้กรมอุตุนิยมวิทยาสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจง่ายว่า เบื้องต้นสิ่งที่กรมอุตุฯ ปรับเปลี่ยนคือแนวทางการโพสต์ ซึ่งฟีดแบ็กดีขึ้น แต่ตนอยากให้ดีขึ้นกว่านี้ และไม่ใช่แค่เรื่องของระยะเวลาที่ถี่ขึ้นตามสถานการณ์วิกฤต
“สิ่งที่กรมอุตุฯ ต้องพิสูจน์ตัวเอง แต่ยืนยันว่าข้อมูลของทุกเพจที่เผยแพร่นำมาจากข้อมูลของกรมอุตุฯ หลังจากนี้สิ่งที่กรมอุตุฯ ต้องทำคือต้องกล้าสื่อสารกับประชาชน รวมถึงปรับแนวทางการสื่อสารให้ละเอียดขึ้น พร้อมยกระดับบุคลากรและเทคโนโลยี ซึ่งไม่ว่าจะเกิดวิกฤตหรือไม่เกิดวิกฤต” นายไชยชนกกล่าว
ถามถึงข่าวการผลักดันความร่วมมือระหว่าง Tomorrow.io กับกรมอุตุนิยมวิทยา ที่จะเข้าสู่การพิจารณาของ ครม.ขออนุมัติงบประมาณวงเงิน 497 ล้านบาท ในการพัฒนาระบบพยากรณ์อากาศด้วยเทคโนโลยีเทียบเท่า NASA นั้น นายไชยชนกกล่าวว่า โครงการนี้เป็นเพียงการทำ POC (การวิเคราะห์ความเป็นไปได้) ที่ได้มีการแถลงและศึกษาประโยชน์จากดาวเทียมต่ำและวงโคจรต่ำที่มีเทคโนโลยี AI ที่ช่วยวิเคราะห์และเชื่อมข้อมูล ซึ่งทำตั้งแต่รัฐบาลสมัยที่แล้ว และมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นจริง แต่ปัจจุบันยังไม่ถึงขั้นตอนการจัดทำงบประมาณหรือดำเนินโครงการใดๆ ยังอยู่ระหว่างการศึกษาเพิ่มเติม เพื่อหาแนวทางอื่นมาเปรียบเทียบ ทั้งประสิทธิภาพสูงสุดและงบประมาณที่คุ้มค่ามากที่สุด
“ข่าวที่มีการเผยแพร่ก่อนหน้านั้นเป็นข่าวปลอม และขอให้ใช้วิจารณญาณ ยืนยันกระทรวงดีอีให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีเข้ามาพัฒนาระบบ” นายไชยชนกกล่าว
29 จว.จมน้ำดับแล้ว 22 ราย
นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) สรุปภาพรวมสถานการณ์อุทกภัยว่า ปัจจุบันมีพื้นที่อุทกภัย 29 จังหวัด ได้แก่ ตาก พิษณุโลก เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ อุทัยธานี ลพบุรี สิงห์บุรี ชัยนาท สุพรรณบุรี กาญจนบุรี อ่างทอง สระบุรี พระนครศรีอยุธยา สมุทรปราการ ปทุมธานี นนทบุรี นครปฐม นครนายก ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา สระแก้ว ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด บุรีรัมย์ ชัยภูมิ นครราชสีมา และสุรินทร์ รวม 167 อำเภอ 890 ตำบล 5,077 หมู่บ้าน 940,300 ครัวเรือน 2,602,309 คน และกรุงเทพมหานคร 50 เขต
ทั้งนี้ มีรายงานผู้เสียชีวิตรวม 22 ราย ได้แก่ สมุทรปราการ 8 ราย, สระแก้ว 6 ราย, กรุงเทพมหานคร 4 ราย, จันทบุรี 2 ราย, สระบุรี 1 ราย และพระนครศรีอยุธยา 1 ราย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปภ.ยังได้ส่งข้อความแจ้งเตือนภัยผ่านระบบ Cell Broadcast Service (CBS) ต่อเนื่อง ไปยังโทรศัพท์มือถือของประชาชนในพื้นที่เสี่ยง 3 จังหวัด ได้แก่ กาญจนบุรี ราชบุรี และสมุทรสาคร เพื่อแจ้งเตือนสถานการณ์ระดับน้ำเพิ่มสูงและแม่น้ำแม่กลองล้นตลิ่ง
โดย จ.กาญจนบุรี เตือนประชาชนในพื้นที่ อ.ไทรโยค อ.ด่านมะขามเตี้ย อ.เมืองกาญจนบุรี อ.ท่าม่วง และ อ.ท่ามะกา ให้ผู้ที่อาศัยอยู่ริมน้ำและพื้นที่ลุ่มต่ำยกสิ่งของขึ้นที่สูง และเคลื่อนย้ายรถไปยังพื้นที่ปลอดภัย จ.ราชบุรี เตือนแม่น้ำแม่กลองล้นตลิ่ง ครอบคลุม อ.บ้านโป่ง อ.โพธาราม อ.เมืองราชบุรี อ.บางแพ อ.ดำเนินสะดวก อ.วัดเพลง และ อ.ปากท่อ พร้อมขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำแม่กลองและริมคลองสาขาอพยพออกจากบ้านเรือนทันที ยกสิ่งของขึ้นที่สูง และตัดกระแสไฟฟ้าในจุดที่อยู่ต่ำ และขณะที่ จ.สมุทรสาคร เตือนพื้นที่ อ.เมืองสมุทรสาคร และ อ.บ้านแพ้ว เนื่องจากเขื่อนแม่กลองเพิ่มการระบายน้ำเป็น 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และอาจเพิ่มขึ้นอีก พร้อมแจ้งให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำแม่กลอง คลองดำเนินสะดวก และคลองสาขา อพยพออกจากบ้านเรือนทันที
ด้าน น.ส.พิศมัย เรืองศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักการศึกษา ลงนามในประกาศสำนักการศึกษา เรื่อง ปิดสถานศึกษาชั่วคราวเนื่องจากเหตุพิเศษ ระบุว่า เพื่อให้เกิดความปลอดภัยแก่นักเรียน ผู้ปกครอง ข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษากรุงเทพมหานคร รวมทั้งให้มีการตรวจสอบทรัพย์สินของโรงเรียนในสังกัด กทม. ที่อาจได้รับความเสียหาย ให้สามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัย นักเรียนสามารถเดินทางไปโรงเรียนได้อย่างสะดวกและปลอดภัย และโรงเรียนมีความพร้อมในการจัดการเรียนการสอนและการสอบปลายภาคเรียนที่ 1/2569 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงให้ปิดโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานครที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เขตที่ได้รับผลกระทบระดับสูง จำนวน 15 เขต เป็นเวลา 3 วัน ตั้งแต่วันที่ 30 ก.ย.-2 ต.ค.2569 และให้จัดการเรียนการสอนชดเชยในภายหลัง
สำหรับ 15 เขต ประกอบด้วย เขตคลองสามวา เขตคันนายาว เขตจตุจักร เขตบางเขน เขตบางกะปิ เขตบึงกุ่ม เขตประเวศ เขตมีนบุรี เขตลาดกระบัง เขตวังทองหลาง เขตสวนหลวง เขตสะพานสูง เขตสายไหม เขตหนองจอก และเขตหลักสี่ โดยให้โรงเรียนแจ้งผู้ปกครองทราบอย่างเร่งด่วน
ส่วนโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานครที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ได้รับผลกระทบระดับปานกลาง จำนวน 14 เขต ประกอบด้วย เขตดอนเมือง เขตดินแดง เขตดุสิต เขตทวีวัฒนา เขตทุ่งครุ เขตบางซื่อ เขตบางนา เขตบางบอน เขตบางพลัด เขตพญาไท เขตพระโขนง เขตราชเทวี เขตวัฒนา และเขตห้วยขวาง รวมทั้งโรงเรียนในพื้นที่ 21 เขตที่ไม่ได้รับผลกระทบ ให้เป็นดุลพินิจของผู้อำนวยการเขตในการพิจารณาสั่งปิดสถานศึกษาเพิ่มเติม
ชัชชาติห่วงน้ำฝั่งตะวันออก
ขณะที่ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า ภาพรวมสถานการณ์น้ำท่วมใน กทม.เริ่มคลี่คลาย หลังฝนหยุดตกและหลายพื้นที่มีระดับน้ำลดลง พื้นที่หมู่บ้านชินเขตเริ่มแห้งแล้ว เช่นเดียวกับบริเวณคลองเปรมประชากร ส่วนใหญ่แทบไม่พบปัญหา ส่วนย่านลาดพร้าวสถานการณ์ดีขึ้น แม้ยังมีน้ำขังบางจุด เช่น รามอินทราซอย 5 และบริเวณราบ 11 ส่วนระดับน้ำในคลองแสนแสบเริ่มลดลง โดยเฉพาะช่วงต้นคลองไปจนถึงบริเวณใกล้วัดเทพลีลา ทำให้ กทม.สามารถเร่งระบายน้ำจากพื้นที่โดยรอบได้มากขึ้น และคาดว่าพื้นที่คลองจั่นจะทยอยดีขึ้นตามลำดับ
“พื้นที่ที่ยังน่าเป็นห่วงคือกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก โดยเฉพาะลาดกระบัง เนื่องจากคลองประเวศบุรีรมย์มีระยะทางยาวและคดเคี้ยว ทำให้การระบายน้ำต้องใช้เวลา ส่วนสายไหมต้องติดตามน้ำจากพื้นที่รอยต่อจังหวัดปทุมธานีอย่างใกล้ชิด” นายชัชชาติกล่าว
ผู้ว่าฯ กทม.กล่าวว่า ประเมินหากไม่มีฝนตกเพิ่มเติมภายใน 2 วัน คาดว่าถนนจะแห้งประมาณ 90% และกลับมาสัญจรได้ตามปกติ แต่ถนนสายรอง ซอย และหมู่บ้าน จะใช้เวลามากกว่า เพราะบางแห่งเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำและมีน้ำท่วมขังอยู่ โดยถนนที่ยังต้องเฝ้าระวัง ได้แก่ รามคำแหง เสรีไทย นวมินทร์ และหลวงแพ่ง
ซักถึงกรอบเวลา 7 วันที่เคยระบุไว้ ผู้ว่าฯ กทม.กล่าวว่า เป็นเป้าหมายในการเร่งแก้ปัญหาพื้นที่ที่ท่วมหนัก ไม่ใช่การยืนยันว่าน้ำจะลดลงทุกจุดภายใน 7 วัน เนื่องจากยังต้องดูปริมาณฝนและระดับน้ำในคลองประกอบกัน ขณะที่บางพื้นที่ท่วมเข้าสู่วันที่ 3-4 แล้ว กทม.จะเร่งจัดการน้ำบนถนนก่อน จากนั้นจึงระดมเครื่องสูบน้ำเข้าช่วยชุมชนและหมู่บ้านที่ยังมีน้ำขัง ซึ่งแม้ระดับน้ำหลายพื้นที่ลดลง แต่คลองหลักบางแห่งยังมีระดับน้ำสูง โดยมีจุดที่ต้องติดตามมากกว่า 40 จุด โดยเฉพาะคลองประเวศบุรีรมย์และคลองแสนแสบตอนบน ช่วงแรกของการสูบน้ำ ระดับน้ำในคลองอาจลดลงช้า เพราะมีน้ำจากพื้นที่ข้างเคียงไหลมาเติมต่อเนื่อง แต่เมื่อระดับน้ำในคลองลดลงมากพอ จะช่วยให้การสูบน้ำออกจากชุมชนทำได้รวดเร็วขึ้น
วันเดียวกัน พรรคการเมืองต่างๆ ยังคงลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนที่ประสบปัญหาน้ำท่วม โดยนางมนพร เจริญศรี สส.นครพนม รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย นางเทียบจุฑา ขาวขำ สส.อุดรธานี, น.ส.ชญาภา สินธุไพร สส.ร้อยเอ็ด รองโฆษกพรรคเพื่อไทย, น.ส.จิรัชยา สัพโส สส.สกลนคร ลงพื้นที่ชุมชนท่าอากาศยานด้านใต้ เขตดอนเมือง กทม. ติดตามสถานการณ์และให้กำลังใจประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม พร้อมมอบสิ่งของที่จำเป็นเพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น
พรรคประชาชน (ปชน.) นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรค ปชน. ลงพื้นที่ประตูระบายน้ำคลองบางตลาด จ.นนทบุรี ติดตามการระบายน้ำ
นายณัฐพงษ์กล่าวว่า ตอนนี้ต้องเริ่มมองในภาพรวมของการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ รวมถึงเฟสการเยียวยาประชาชนก็ต้องดำเนินการไป แต่สิ่งหนึ่งที่มองว่าประชาชนอาจจะอยากรับฟังจากรัฐบาลคือการวางแผนการจัดการน้ำ ในการป้องกันในปีต่อๆ ไปเป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งจากที่ลงพื้นที่ดังกล่าวจะเป็นการออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ก็พบว่าเครื่องสูบน้ำอาจจะทำงานยังได้ไม่เต็มประสิทธิภาพมากนัก
ถามว่า ให้คะแนนในการจัดการสถานการณ์น้ำท่วมอย่างไร นายณัฐพงษ์กล่าวว่า การให้คะแนนในการดำเนินการของภาครัฐ ขอให้เป็นความเห็นของประชาชน ตนในฐานะที่เป็นตัวแทนของประชาชน เรามีหน้าที่เติมเต็ม สนับสนุนการทำงานทุกอย่าง ตรงไหนที่ยังขาด หน่วยงานรัฐยังเข้าไม่ถึง เราก็มีหน้าที่ให้ตัวแทนประชาชนส่งเสียงสะท้อนมา แล้วเราเป็นตัวกลางหลักในการประสานเอาสิ่งของความช่วยเหลือเข้าไปช่วยเหลือประชาชน
แนะกรมชลฯ ยึดโครงการ ร.9
"สิ่งสำคัญมากกว่าการมานั่งตอบว่าเป็นมหาอุทกภัยใหญ่หรือไม่ ผมมองว่าควรโฟกัสไปที่ปัญหาที่ประชาชนได้รับ ตอนนี้รัฐบาลต้องยอมรับความจริงว่าประชาชนได้รับผลกระทบเป็นวงกว้างมากจริงๆ ต้องเร่งเข้าไปแก้ไขปัญหาอะไรในพื้นที่เพื่อให้สอดคล้องกับปัญหาหน้างาน ไม่ควรพูดในภาพรวมอย่างเดียว การแถลงภาพรวมจำเป็น แต่สิ่งที่ผมมองว่าจำเป็นมากกว่าคือการลงพื้นที่หน้างานในแต่ละจุด แล้วสั่งการให้ถูกต้องในการแก้ไขปัญหาตามแต่ละจุดไป" นายณัฐพงษ์กล่าว
ถามถึงการที่นายกฯ ลงพื้นที่แล้วโดนด่า หัวหน้าพรรค ปชน.มองว่า นายกฯ ได้แสดงความเห็นไปแล้วว่าอย่างไรก็ต้องรับ เป็นบทบาทในฐานะนายกฯ ส่วนพวกเราในฐานะพรรคฝ่ายค้านนอกจากการทำหน้าที่เติมเต็มสนับสนุนในพื้นที่ก็จะรับเอาเสียงสะท้อนทุกอย่างไปขับเคลื่อนในสภา ขับเคลื่อนผ่านเวทีกรรมาธิการต่างๆ โดยสัปดาห์นี้ต้องมีญัตติด่วนเรื่องน้ำท่วมอยู่แล้ว เป็นสิ่งที่พวกเราจะต้องเอาปัญหาต่างๆ เข้าไปสะท้อนเสียงในสภาอยู่แล้ว
“การอภิปรายไม่ไว้วางใจเราเก็บเกี่ยวมาอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว ไม่ใช่เฉพาะกรณีน้ำท่วม การบริหารจัดการน้ำอย่างที่พวกเราได้เห็นว่าปัญหาต่างๆ มีเยอะ สิ่งที่รัฐบาลควรทำคือการส่งตัวแทนของรัฐหรือพรรคการเมืองลงมาในพื้นที่ เพื่อเข้าใจประชาชนมากที่สุด เพื่อจะแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด” หัวหน้าพรรค ปชน.กล่าว
พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ปชป. พร้อมด้วยนายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อและอดีตนายกฯ พร้อมคณะ ลงพื้นที่ไปเยี่ยมเยียนและให้กำลังใจพี่น้องประชาชนผู้ประสบอุทกภัย ณ ศูนย์พักพิงชั่วคราว วิทยาลัยศิลปหัตถกรรมกรุงเทพ เขตบางกะปิ และมอบถุงยังชีพจากมูลนิธิ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช มาสมทบเพื่อแจกจ่ายช่วยเหลือประชาชน
นอกจากนี้ คณะพรรค ปชป.เดินทางต่อไปยังซอยลาดพร้าว 101 แฮปปี้แลนด์ และหมู่บ้านสินธร ซึ่งจากการลงพื้นที่ดังกล่าวพบว่า มีลักษณะเป็นซอยลึกและมีเส้นทางสัญจรที่ยากลำบาก รถขนาดใหญ่ไม่สามารถเข้าไปได้ นายอภิสิทธิ์ได้ขออภัยที่ไม่สามารถขนถุงยังชีพมาได้มากกว่านี้ เนื่องจากข้อจำกัดด้านการเดินทาง
ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคกล้าธรรม (กธ.) ในฐานะอดีต รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงการบริหารจัดการน้ำขณะนี้ว่า การบริหารจัดการน้ำของกรมชลประทาน ทั้งน้ำในลำน้ำสาขา สาขาหลัก และสาขารอง จำเป็นต้องมีการวางแผนและสั่งการอย่างเป็นระบบ เพื่อให้สามารถบริหารปริมาณน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนในพื้นที่เสี่ยง สิ่งที่ตนเน้นย้ำมาตลอดเวลาคือ การใส่ใจและการช่วยเหลือประชาชนถือเป็นเรื่องสำคัญ การบริหารจัดการและการสั่งการต้องเป็นระบบ
“ฝากไปยังกรมชลฯ อยากให้สานต่อแนวทางและแผนงานที่เคยมีการวางเอาไว้ โดยเฉพาะการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ กทม. ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรปราการ และพื้นที่โดยรอบ ที่ผ่านมาได้จัดทำแผนรองรับสถานการณ์น้ำเอาไว้อย่างชัดเจนแล้ว สิ่งสำคัญคือไม่ควรปล่อยให้แผนงานที่เคยจัดทำไว้ต้องสูญหายหรือหยุดชะงักเพียงเพราะมีการเปลี่ยนแปลงตัวบุคคล แผนที่เคยวางไว้ควรนำมาดำเนินการต่อ เพราะเป็นแนวทางที่สามารถช่วยแก้ไขปัญหาน้ำได้จริง ไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากการคิดโครงการใหม่ทั้งหมด โครงการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ท่านได้ศึกษาและมีโครงการพระราชดำริจำนวนมาก โดยเฉพาะโครงการเกี่ยวกับน้ำหลายโครงการสามารถนำมาดำเนินการให้ครบถ้วนได้" ร.อ.ธรรมนัสกล่าว.