โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

สาววัย 31 เกือบตาบอดเพราะ "ลดน้ำหนัก" เปิดสูตรการกินก่อนหมอพบโรคร้าย!

sanook.com

เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Sanook
กินวันละมื้อหวังผอมไว สาววัย 31 เกือบตาบอด! น้ำตาลพุ่งสูง หมอเตือนอย่ามองข้าม

สาววัย 31 ลดน้ำหนักด้วยการกินวันละมื้อ สุดท้ายเกือบตาบอด! หมอตรวจเจอโรคร้ายที่ไม่รู้ตัว

หญิงจีนวัย 31 ปี ลดน้ำหนักด้วยการกินวันละมื้อ ก่อนพบสายตาซ้ายพร่ามัว มองเห็นชัดเพียง 30 ซม. ตรวจพบน้ำตาลในเลือดสูง 25.7 mmol/L และโรคจอประสาทตาจากเบาหวาน แพทย์เตือนอันตรายของการอดอาหารผิดวิธี

ลดน้ำหนักด้วยการกินวันละมื้อ อาจไม่ใช่วิธีที่เหมาะกับทุกคน เรื่องราวของหญิงสาวชาวจีนวัย 31 ปี กลายเป็นอุทาหรณ์ด้านสุขภาพ หลังเธอพยายามลดน้ำหนักอย่างรวดเร็วด้วยการรับประทานอาหารเพียงวันละหนึ่งมื้อต่อเนื่องเป็นเวลานาน ก่อนพบว่าสายตาข้างซ้ายเริ่มพร่ามัวอย่างหนัก จนมองเห็นนิ้วมือได้ชัดในระยะเพียง 30 เซนติเมตร

เมื่อเดินทางไปตรวจที่โรงพยาบาล แพทย์พบว่าระดับน้ำตาลในเลือดของเธอสูงถึง 25.7 มิลลิโมลต่อลิตร หรือประมาณ 463 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงมาก นอกจากนี้ ยังตรวจพบภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวานที่จอประสาทตาทั้งสองข้าง และมีเลือดออกภายในลูกตาข้างซ้าย เสี่ยงต่อการสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรหากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม

กรณีดังกล่าวทำให้เกิดคำถามว่า การอดอาหารเพื่อลดน้ำหนักสามารถทำให้คนเราตาบอดได้จริงหรือไม่ และเหตุใดโรคเบาหวานจึงสามารถทำลายดวงตาได้โดยที่ผู้ป่วยแทบไม่รู้ตัว

สาววัย 31 ปี กินอาหารวันละมื้อหวังลดน้ำหนัก สุดท้ายตามัวจนมองเห็นแค่ 30 เซนติเมตร

สื่อจีนรายงานกรณีของหญิงสาววัย 31 ปี นามสกุลเจียง อาศัยอยู่ในเมืองตงก่วน มณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน ซึ่งต้องการลดน้ำหนักให้ได้อย่างรวดเร็ว จึงตัดสินใจควบคุมอาหารด้วยวิธีรับประทานเพียงวันละหนึ่งมื้อ

เธอใช้วิธีดังกล่าวอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลาหนึ่ง ก่อนเริ่มมีอาการเวียนศีรษะและมองเห็นภาพไม่ชัด โดยเฉพาะดวงตาข้างซ้ายที่มีการมองเห็นลดลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งมองเห็นนิ้วมือได้ชัดเฉพาะเมื่ออยู่ห่างจากดวงตาประมาณ 30 เซนติเมตรเท่านั้น

เมื่ออาการรุนแรงขึ้น เธอจึงตัดสินใจเดินทางไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจหาสาเหตุ และผลการตรวจกลับพบความผิดปกติที่ร้ายแรงกว่าที่คิด

แพทย์ตรวจพบว่าระดับน้ำตาลในเลือดแบบสุ่มของเธอสูงถึง 25.7 mmol/L หรือประมาณ 463 mg/dL ซึ่งเป็นระดับที่สูงผิดปกติอย่างมาก และบ่งชี้ถึงภาวะน้ำตาลในเลือดสูงที่จำเป็นต้องได้รับการประเมินและรักษา

หลังตรวจดวงตาอย่างละเอียด แพทย์วินิจฉัยว่าเธอมีภาวะจอประสาทตาจากเบาหวานระยะรุนแรงในดวงตาทั้งสองข้าง ร่วมกับจุดภาพชัดบวม และมีเลือดออกในน้ำวุ้นตาข้างซ้าย ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้การมองเห็นลดลงอย่างมาก

ตรวจพบโรคจอประสาทตาจากเบาหวานระยะรุนแรง เสี่ยงสูญเสียการมองเห็น

โรคที่หญิงสาวรายนี้ได้รับการวินิจฉัยเรียกว่า โรคจอประสาทตาจากเบาหวานชนิดมีหลอดเลือดงอกใหม่ (Proliferative Diabetic Retinopathy) ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนทางตาที่รุนแรงของโรคเบาหวาน

ภาวะดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานาน จนทำให้หลอดเลือดขนาดเล็กที่จอประสาทตาได้รับความเสียหาย เมื่อโรคดำเนินไป ร่างกายอาจสร้างหลอดเลือดใหม่ขึ้นมาทดแทน แต่หลอดเลือดเหล่านี้มีผนังเปราะบางและแตกได้ง่าย จึงทำให้เกิดเลือดออกภายในลูกตา

ในกรณีของหญิงสาววัย 31 ปี แพทย์ยังพบความผิดปกติสำคัญอีก 2 ประการ ได้แก่

  • ภาวะจุดภาพชัดบวม (Macular Edema): เกิดจากของเหลวรั่วออกจากหลอดเลือดและสะสมบริเวณจุดภาพชัด ซึ่งมีหน้าที่ช่วยให้มองเห็นรายละเอียดของภาพ ส่งผลให้ผู้ป่วยมองเห็นภาพพร่ามัวหรือบิดเบี้ยว
  • ภาวะเลือดออกในน้ำวุ้นตา (Vitreous Hemorrhage): เกิดจากหลอดเลือดภายในดวงตาแตก ทำให้เลือดไหลเข้าสู่ช่องน้ำวุ้นตา ผู้ป่วยอาจเห็นจุดดำ เงาคล้ายหยากไย่ หรือมีม่านดำบดบังการมองเห็น

หากโรคดำเนินต่อไปโดยไม่ได้รับการรักษา อาจเกิดภาวะเลือดออกซ้ำ พังผืดดึงรั้งจอประสาทตาจนหลุดลอก และสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรได้

หมอเผย สาววัย 31 อาจมีภาวะน้ำตาลผิดปกติมานาน แต่ไม่เคยรู้ตัว

สิ่งที่น่าสนใจในกรณีนี้คือ ผู้ป่วยอาจมีความผิดปกติของระบบเผาผลาญน้ำตาลอยู่ก่อนแล้ว แต่ไม่เคยได้รับการตรวจพบ เนื่องจากโรคเบาหวานบางรายอาจไม่มีอาการชัดเจนในระยะแรก

นพ.กัวเผยเซิน แพทย์และนักโภชนาการคลินิกจากโรงพยาบาลประชาชนแห่งที่ 3 นครเฉิงตู อธิบายผ่านสื่อจีนว่า ผู้ป่วยโรคเบาหวานไม่ได้มีอาการปัสสาวะบ่อย กระหายน้ำ หิวบ่อย หรือน้ำหนักลดทุกราย บางคนอาจมีระดับน้ำตาลสูงโดยไม่รู้ตัวเป็นเวลานาน

สำหรับหญิงสาวรายนี้ แพทย์มองว่าอาจมีภาวะการเผาผลาญน้ำตาลผิดปกติที่ยังไม่ได้รับการวินิจฉัยมาก่อน และการรับประทานอาหารด้วยวิธีที่เข้มงวดเป็นเวลานาน อาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดยิ่งไม่สมดุล

อย่างไรก็ตาม ไม่สามารถสรุปได้ว่าการกินอาหารวันละมื้อเพียงไม่กี่เดือนเป็นสาเหตุที่ทำให้จอประสาทตาเสียหายทั้งหมด เนื่องจากโรคจอประสาทตาจากเบาหวานระยะรุนแรงมักเกี่ยวข้องกับระดับน้ำตาลในเลือดสูงเรื้อรัง ซึ่งทำลายหลอดเลือดในดวงตาสะสมเป็นเวลานาน

เรื่องนี้จึงสะท้อนให้เห็นถึงอันตรายของโรคเบาหวานที่อาจดำเนินไปโดยไม่แสดงอาการ และความสำคัญของการตรวจสุขภาพก่อนเริ่มลดน้ำหนักด้วยวิธีที่เข้มงวด โดยเฉพาะในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงด้านการเผาผลาญ

ทำไมน้ำตาลในเลือดสูง จึงทำให้ตาพร่ามัวจนถึงขั้นตาบอดได้?

จอประสาทตาเป็นเนื้อเยื่อที่อยู่ด้านหลังลูกตา มีหน้าที่รับแสงและส่งสัญญาณภาพผ่านเส้นประสาทตาไปยังสมอง โดยอาศัยหลอดเลือดขนาดเล็กจำนวนมากในการนำออกซิเจนและสารอาหารมาเลี้ยง

เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูงต่อเนื่อง หลอดเลือดเหล่านี้อาจได้รับความเสียหาย ทำให้เกิดการรั่วซึมของของเหลว เลือดออก และการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงเนื้อเยื่อลดลง

ในระยะที่รุนแรง จอประสาทตาจะขาดออกซิเจนบางส่วน ส่งผลให้เกิดการสร้างหลอดเลือดใหม่ที่ผิดปกติ ซึ่งเปราะบางและแตกง่าย เมื่อมีเลือดออกภายในลูกตา การมองเห็นจึงอาจลดลงอย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ หากของเหลวสะสมบริเวณจุดภาพชัด ซึ่งเป็นส่วนที่ช่วยให้เรามองเห็นภาพตรงกลางได้ชัดเจน ผู้ป่วยอาจมีอาการมองภาพเบลอ เห็นเส้นตรงบิดเบี้ยว หรืออ่านตัวหนังสือได้ลำบาก

ข้อมูลจาก National Eye Institute สหรัฐอเมริกา ระบุว่า โรคจอประสาทตาจากเบาหวานอาจไม่มีอาการในระยะแรก แต่เมื่อโรครุนแรงขึ้น ผู้ป่วยอาจเริ่มมองเห็นจุดดำลอยไปมา ภาพพร่ามัว หรือสูญเสียการมองเห็นได้

5 สัญญาณเตือนโรคจอประสาทตาจากเบาหวาน ที่ไม่ควรมองข้าม

โรคจอประสาทตาจากเบาหวานในระยะแรกอาจไม่ทำให้เกิดอาการเจ็บปวดหรือความผิดปกติที่สังเกตได้ชัดเจน แต่หากเริ่มมีอาการต่อไปนี้ ควรเข้ารับการตรวจจากจักษุแพทย์โดยเร็ว

  • มองเห็นภาพพร่ามัว: ภาพไม่คมชัด อ่านหนังสือหรือมองสิ่งของได้ลำบากขึ้น
  • เห็นจุดดำหรือเงาลอยในตา: อาจมีลักษณะเป็นจุด เส้น หรือเงาคล้ายหยากไย่ลอยอยู่ในภาพ
  • มองเห็นภาพบิดเบี้ยว: เส้นตรงดูคดงอ หรือวัตถุมีรูปร่างผิดไปจากปกติ
  • มีเงาดำบดบังสายตา: รู้สึกเหมือนมีม่านหรือเงามาบังบางส่วนของภาพที่มองเห็น
  • การมองเห็นลดลงอย่างรวดเร็ว: มองไม่ชัดเฉียบพลัน หรือสูญเสียการมองเห็นบางส่วน

หากมีอาการมองเห็นลดลงอย่างฉับพลัน เห็นจุดดำจำนวนมากเกิดขึ้นใหม่ เห็นแสงวาบ หรือมีม่านดำบังสายตา ควรไปโรงพยาบาลที่มีจักษุแพทย์ทันที เพราะอาการเหล่านี้อาจเกี่ยวข้องกับภาวะเลือดออกในลูกตาหรือจอประสาทตาหลุดลอก ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการประเมินอย่างเร่งด่วน

สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน แม้ยังไม่มีอาการทางสายตา ก็ควรรับการตรวจจอประสาทตาตามคำแนะนำของแพทย์ โดยทั่วไปผู้ป่วยหลายรายจำเป็นต้องตรวจอย่างน้อยปีละครั้ง เพื่อค้นหาความผิดปกติตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

ลดน้ำหนักด้วยการกินวันละมื้อ อันตรายจริงหรือไม่?

การรับประทานอาหารเพียงวันละหนึ่งมื้อ หรือ One Meal a Day (OMAD) เป็นรูปแบบหนึ่งของการจำกัดช่วงเวลารับประทานอาหาร ซึ่งมีความเข้มงวดมากกว่าการทำ Intermittent Fasting (IF) บางรูปแบบ

แม้การจำกัดช่วงเวลารับประทานอาหารอาจช่วยให้บางคนควบคุมพลังงานและลดน้ำหนักได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าการกินวันละมื้อจะเหมาะกับทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาสุขภาพหรือความผิดปกติของระดับน้ำตาลในเลือด

หากรับประทานอาหารเพียงมื้อเดียวโดยไม่ได้วางแผนอย่างเหมาะสม อาจทำให้ได้รับพลังงาน โปรตีน วิตามิน และแร่ธาตุไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย รวมถึงอาจมีอาการอ่อนเพลีย เวียนศีรษะ หรือหิวมากจนรับประทานอาหารปริมาณมากในมื้อถัดไป

สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน การเปลี่ยนเวลารับประทานอาหารโดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์อาจกระทบต่อการควบคุมระดับน้ำตาล โดยเฉพาะผู้ที่ใช้อินซูลินหรือยาบางชนิดที่มีผลลดระดับน้ำตาลในเลือด ซึ่งเสี่ยงเกิดภาวะน้ำตาลต่ำเมื่ออดอาหาร

ขณะเดียวกัน ผู้ป่วยบางรายอาจเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูงได้เช่นกัน โดยขึ้นอยู่กับปริมาณและชนิดอาหารที่รับประทาน ยาที่ใช้ และสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล

ดังนั้น การกินวันละมื้อไม่ได้ทำให้ทุกคนเป็นเบาหวานหรือเกิดโรคทางตา แต่ก็ไม่ควรนำมาใช้ลดน้ำหนักอย่างหักโหมโดยขาดการประเมินสุขภาพ โดยเฉพาะหากมีโรคประจำตัวหรือมีความเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน

อยากลดน้ำหนักอย่างปลอดภัย ควรทำอย่างไร?

สำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก สิ่งสำคัญไม่ใช่การอดอาหารให้ได้นานที่สุด แต่เป็นการเลือกวิธีที่เหมาะสมกับสุขภาพและสามารถปฏิบัติได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว

แนวทางที่สามารถนำมาปรับใช้ได้ ได้แก่

  • ควบคุมปริมาณพลังงานอย่างเหมาะสม: ลดพลังงานจากอาหารอย่างพอเหมาะ แทนการอดอาหารอย่างรุนแรง
  • รับประทานอาหารให้ครบหมู่: เน้นโปรตีนที่เหมาะสม ผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี และไขมันที่มีประโยชน์
  • ลดเครื่องดื่มหวานและอาหารแปรรูป: ช่วยลดการได้รับพลังงานและน้ำตาลส่วนเกิน
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ: เลือกกิจกรรมที่เหมาะกับอายุ สุขภาพ และสมรรถภาพร่างกาย
  • พักผ่อนให้เพียงพอ: การนอนหลับและการจัดการความเครียดมีส่วนช่วยในการดูแลสุขภาพและควบคุมน้ำหนัก
  • ตรวจสุขภาพเมื่อมีปัจจัยเสี่ยง: โดยเฉพาะผู้ที่มีน้ำหนักเกิน มีประวัติครอบครัวเป็นเบาหวาน หรือเคยตรวจพบระดับน้ำตาลผิดปกติ

ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานหรือใช้ยาควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ควรปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหารก่อนเริ่มทำ IF หรือเปลี่ยนรูปแบบการรับประทานอาหาร เพราะอาจจำเป็นต้องปรับแผนการรักษาและติดตามระดับน้ำตาลอย่างใกล้ชิด

สรุป สาววัย 31 เกือบตาบอดหลังลดน้ำหนักด้วยการกินวันละมื้อ เกิดจากอะไร?

กรณีหญิงสาวชาวจีนวัย 31 ปี ที่รับประทานอาหารเพียงวันละหนึ่งมื้อเพื่อลดน้ำหนัก ก่อนพบว่าสายตาข้างซ้ายพร่ามัวอย่างรุนแรง เป็นตัวอย่างของผู้ป่วยที่ตรวจพบระดับน้ำตาลในเลือดสูงถึง 25.7 mmol/L พร้อมโรคจอประสาทตาจากเบาหวานระยะรุนแรง

อย่างไรก็ตาม สาเหตุสำคัญของโรคจอประสาทตาจากเบาหวานคือความเสียหายของหลอดเลือดจากระดับน้ำตาลในเลือดสูงสะสมเป็นเวลานาน ไม่สามารถสรุปได้ว่าการกินวันละมื้อเพียงอย่างเดียวทำให้เธอเกือบตาบอด

บทเรียนสำคัญจากเรื่องนี้คือ การลดน้ำหนักไม่ควรทำโดยมุ่งหวังผลลัพธ์รวดเร็วจนละเลยสุขภาพ และไม่ควรมองข้ามอาการผิดปกติของร่างกาย โดยเฉพาะอาการตามัวหรือการมองเห็นลดลง เพราะอาจเป็นสัญญาณของโรคที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...