โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

"ไทย–ภูฏาน" ลงนาม "MOU สาธารณสุข" ฉบับที่ 3 เดินหน้าส่งต่อผู้ป่วยรัฐต่อรัฐ–อำนวยความสะดวกวีซ่า

สยามรัฐ

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ความร่วมมือครอบคลุม 15 สาขาใน 5 กลุ่มหลัก เตรียมจัดทำข้อตกลงส่งต่อผู้ป่วย พร้อมใช้เทเลเมดิซีนดูแลต่อเนื่องและฝึกอบรมแพทย์เฉพาะทาง
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขไทย-ภูฏาน ลงนาม MOU ความร่วมมือด้านสาธารณสุขฉบับที่ 3 ในโอกาส "นายกฯ อนุทิน" เยือนภูฏาน ลุยยกระดับเชิงระบบครอบคลุม 15 สาขา 5 กลุ่มหลัก พร้อมเตรียมจัดทำความตกลงเฉพาะด้านการส่งต่อผู้ป่วยแบบรัฐต่อรัฐ อำนวยความสะดวกด้านวีซ่า การดูแลต่อเนื่องหลังรักษาผ่านเทเลเมดิซีน ควบคู่ฝึกอบรมแพทย์เฉพาะทาง

1793431088293

วันที่ 31 ตุลาคม 2569 ที่โรงแรม Pemako กรุงทิมพู ราชอาณาจักรภูฏาน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรไทย และดาโช เชริง โตบเกย์ นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรภูฏาน ร่วมเป็นสักขีพยานบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านสาธารณสุข ระหว่างนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และ ฯพณฯ ลียงโป แทนดิน วังชุก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขแห่งราชอาณาจักรภูฏาน ในโอกาสการเยือนราชอาณาจักรภูฏานอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี ระหว่างวันที่ 30 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน 2569

โดยนายพัฒนากล่าวว่า บันทึกความเข้าใจฉบับนี้เป็นฉบับที่ 3 ต่อยอดจากฉบับแรกเมื่อปี 2530 ซึ่งวางรากฐานความร่วมมือด้านบุคลากร แพทย์เฉพาะทาง การแพทย์ดั้งเดิม และการศึกษาวิจัย และฉบับที่ 2 เมื่อปี 2561 ซึ่งขยายสู่ด้านคุณภาพและความปลอดภัย ส่วนฉบับใหม่มีผล 5 ปีนับแต่วันลงนาม ได้ยกระดับสู่ความร่วมมือเชิงระบบ ครอบคลุม 15 สาขา ใน 5 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1) ระบบสุขภาพและความเป็นธรรม 2) บริการรักษาและการส่งต่อ 3) บุคลากร องค์ความรู้ และการแพทย์ดั้งเดิม

4) สุขภาพดิจิทัล คุณภาพ และความปลอดภัย และ 5) ความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยเพิ่มประเด็นใหม่ เช่น หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า สุขภาพดิจิทัล การส่งต่อผู้ป่วย การทูตด้านสุขภาพโลก และความร่วมมือใต้–ใต้ เน้นคำนึงถึงความต้องการของทั้งสองประเทศและกฎหมายของแต่ละประเทศ

1793431090684

นายพัฒนากล่าวต่อว่า ในการหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขภูฏานนั้น ทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนบันทึกความเข้าใจให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว โดยเริ่มจากการส่งต่อผู้ป่วย ซึ่งฝ่ายไทยเสนอให้จัดทำความตกลงเฉพาะด้านการส่งต่อผู้ป่วย (Specific Referral Agreement) แบบรัฐต่อรัฐ ผ่านคณะทำงานร่วม ครอบคลุมคุณสมบัติผู้ป่วย ขอบเขตการรักษาและชุดสิทธิประโยชน์ รูปแบบความคุ้มครองค่าใช้จ่าย และระบบส่งต่อจากโรงพยาบาลส่งต่อแห่งชาติจิกมี ดอร์จี วังชุก ไปยังโรงพยาบาลรัฐของไทย พร้อมอำนวยความสะดวกด้านการตรวจลงตรา (วีซ่า) และการดูแลผู้ป่วยต่อเนื่องหลังการรักษาผ่านระบบการแพทย์ทางไกล

สำหรับขั้นตอนต่อไป ฝ่ายไทยเสนอให้แต่ละฝ่ายแต่งตั้งผู้ประสานงานหลักภายใน 1 เดือน จัดประชุมคณะทำงานร่วมครั้งแรกภายในปี 2569 และเสนอร่างความตกลงต่อรัฐมนตรีทั้งสองฝ่ายภายใน 6 เดือน ควบคู่กับการฝึกอบรมแพทย์เฉพาะทางชาวภูฏานอย่างต่อเนื่อง ในโอกาสนี้ ตนยังได้แสดงความยินดีที่ ฯพณฯ ลียงโป แทนดิน วังชุก ที่ได้ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการบริหารองค์การอนามัยโลก (WHO Executive Board) และได้เชิญ ฯพณฯ ลียงโป แทนดิน วังชุก เยือนประเทศไทยและเยี่ยมชมโรงพยาบาลเครือข่ายในโอกาสต่อไปด้วย

1793431093493
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...