โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สิ่งที่ไทยเราต้องรู้และเข้าใจก่อนตัดสินใจเลือกเทคโนโลยี SMR

ไทยโพสต์

อัพเดต 8 พฤศจิกายน 2569 เวลา 7.23 น. • เผยแพร่ 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ในวันที่โลกต้องการไฟฟ้าสะอาดที่มีความเสถียรสูงเพื่อรองรับการขยายตัวของเทคโนโลยี AI และ Data Center ทำให้เทคโนโลยีโรงไฟฟ้า SMR (Small Modular Reactor) หรือโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก กลายเป็นหนึ่งในทางเลือกพลังงานสะอาดที่หลายประเทศให้ความสนใจ เพราะสามารถจ่ายไฟได้ต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และมีต้นทุนค่าไฟฟ้าที่แข่งขันได้

โรงไฟฟ้า SMR เป็นเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์รูปแบบใหม่ มีกำลังการผลิตไฟฟ้าประมาณ 300 เมกะวัตต์ ได้รับการพัฒนาออกแบบเครื่องปฏิกรณ์ให้มีขนาดเล็กลง แต่มีความปลอดภัยสูงขึ้น โดยลดความซับซ้อนของระบบ ออกแบบอุปกรณ์หลักไว้ในรูปแบบโมดูลที่ประกอบเบ็ดเสร็จจากโรงงานจึงสามารถควบคุมคุณภาพการผลิตได้ตามมาตรฐาน รวมถึงมีระบบความปลอดภัยแบบ Passive Safety สามารถหยุดการทำงานได้เองอัตโนมัติิโดยอาศัยหลักการทางธรรมชาติ ไม่ต้องอาศัยไฟฟ้าหรือมนุษย์ควบคุม ทั้งนี้ ปัจจุบันมีการออกแบบเทคโนโลยี SMR ทั่วโลกมากกว่า 80 แบบ ใน 18 ประเทศ ซึ่งแตกต่างกันทั้งชนิดเครื่องปฏิกรณ์ สารหล่อเย็น กำลังผลิต รวมถึงระดับความพร้อมใช้งาน สะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวและศักยภาพของเทคโนโลยีนี้ในการเป็นอนาคตแห่งความมั่นคงทางพลังงาน

ส่องของจริง! เทคโนโลยี SMR ที่เดินเครื่องแล้ว

โรงไฟฟ้า Akademik Lomonosov (ที่มา: https://fnpp.info/)

สำหรับโรงไฟฟ้า SMR ที่เปิดใช้งานผลิตไฟฟ้าแล้วจำนวน 2 แห่ง คือ โรงไฟฟ้า Akademik Lomonosov เป็นโรงไฟฟ้า SMR แบบลอยน้ำขนาด 70 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ที่เมืองเปเวก (Pevek) ทางตอนเหนือของสหพันธรัฐรัสเซีย โดยใช้เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบน้ำอัดความดัน (PWR : Pressurized Water Reactor) ซึ่งใช้น้ำเป็นทั้งสารหล่อเย็นและสารหน่วงนิวตรอน จุดเด่นคือสามารถติดตั้งในพื้นที่ห่างไกลได้ สามารถผลิตไฟฟ้าให้กับประชาชนกว่า 1 แสนคน โดยเริ่มจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ตั้งแต่ปลายปี 2562 และทำการเปลี่ยนเชื้อเพลิงครั้งแรกเมื่อปลายปี 2566

โรงไฟฟ้า HTR-PM (ที่มา: China Huaneng)

ส่วนโรงไฟฟ้า HTR-PM ตั้งอยู่ที่มณฑลซานตง สาธารณรัฐประชาชนจีน ขนาด 210 เมกะวัตต์ ใช้เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบระบายความร้อนด้วยก๊าซอุณหภูมิสูง (HTGR : High-Temperature Gas-Cooled Reactor) ซึ่งใช้ก๊าซฮีเลียมเป็นสารหล่อเย็นและแกรไฟต์เป็นตัวหน่วงนิวตรอน จุดเด่นคือ สามารถผลิตได้ทั้งไฟฟ้าและไอน้ำอุณหภูมิสูง (co-generation) จึงเหมาะกับการใช้งานในภาคอุตสาหกรรม โดยเริ่มจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ในปี 2564

เกาะติดเทคโนโลยี SMR ในอนาคตอันใกล้

โรงไฟฟ้า Linglong One (ที่มา: CNNC)

ขณะที่โรงไฟฟ้า Linglong One (ACP100) ตั้งอยู่ที่มณฑลไห่หนาน ทางตอนใต้ของสาธารณรัฐประชาชนจีน ขนาด 125 เมกะวัตต์ ใช้เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบ Integral PWR ช่วยลดความจำเป็นในการใช้ท่อขนาดใหญ่บางส่วนของระบบหล่อเย็น ถือเป็นโรงไฟฟ้า SMR แบบแรกที่ผ่านการพิจารณาโดยทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ปัจจุบันอยู่ระหว่าง Hot Functional Testing เป็นการทดสอบระบบโรงไฟฟ้าภายใต้สภาวะอุณหภูมิและความดันใกล้เคียงกับการเดินเครื่องจริง โดยยังไม่มีเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ในแกนปฏิกรณ์ เพื่อตรวจสอบการทำงานของวงจรหล่อเย็น วาล์ว เครื่องมือวัด และระบบที่เกี่ยวข้อง เพื่อยืนยันว่าระบบต่าง ๆ ทำงานได้ตามข้อกำหนดก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการบรรจุเชื้อเพลิงนิวเคลียร์และการทดสอบเพื่อเดินเครื่องจริง ทั้งนี้คาดว่าจะเริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ภายในปี 2569

โรงไฟฟ้า BREST-OD-300 (ที่มา : Rosatom)

โรงไฟฟ้า BREST-OD-300 ตั้งอยู่ที่เมืองเซเวอสค์ (Seversk) ทางตะวันตกในเขตไซบีเรีย สหพันธรัฐรัสเซีย กำลังการผลิต 300 เมกะวัตต์ ใช้เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบนิวตรอนซึ่งใช้ตะกั่วเป็นสารหล่อเย็น (lead-cooled fast neutron reactor) ถือเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Generation IV คาดจะเริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ประมาณปี 2571

แล้วไทยควรเลือกเทคโนโลยีแบบใด

เมื่อเทคโนโลยี SMR มีมากกว่า 80 แบบ คำถามสำคัญคือเทคโนโลยีใดที่เหมาะสมกับประเทศไทย ต้องเข้าใจก่อนว่า ปัจจุบันมีโรงไฟฟ้า SMR เดินเครื่องเชิงพาณิชย์ในประเทศรัสเซียและประเทศจีน หลายเทคโนโลยีกำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง โดยมีเป้าหมายใช้งานเชิงพาณิชย์ประมาณปี 2573 ประเทศไทยในฐานะผู้เริ่มต้นสนใจพัฒนาโครงการเพื่อตอบโจทย์พลังงานสะอาดและเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ จึงต้องศึกษาหลากหลายเทคโนโลยี SMR โดยยังไม่จำเป็นต้องเลือกใช้เทคโนโลยีใดเป็นการเฉพาะในห้วงเวลานี้ ปัจจุบันการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) อยู่ระหว่างการศึกษาเทคโนโลยี SMR จากหลายประเทศ โดยการพิจารณายึดหลักดังนี้

  • ความปลอดภัย ต้องเป็นเทคโนโลยีที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว มีประสบการณ์ในการเดินเครื่องจริง และเป็นที่ยอมรับจากหน่วยงานกำกับดูแลในหลายประเทศ
  • ความเหมาะสมกับระบบไฟฟ้าไทย กำลังผลิตไฟฟ้าต้องสอดคล้องกับโครงสร้างพื้นฐานและความต้องการใช้ไฟฟ้าภายในประเทศ
  • ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อต้นทุนค่าไฟฟ้าและเสถียรภาพของประเทศในระยะยาว

การยึดถือมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นเทคโนโลยีที่ปลอดภัย มีประสบการณ์การเดินเครื่องจริง และได้รับการยอมรับจากหน่วยงานกำกับดูแลในหลายประเทศ จะเป็นหัวใจสำคัญในการช่วยลดความเสี่ยง พร้อมทั้งสร้างความเชื่อมั่นให้กับทุกภาคส่วนในสังคมไทย ก่อนที่ก้าวสำคัญทางพลังงานนี้จะเกิดขึ้นจริงในอนาคตอันใกล้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...