“อนุทิน” แก้ปากท้องไม่เข้าตา ศรัทธาเสื่อม ม็อบเริ่มเคลื่อน!!
เมืองไทย 360 องศา
รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล เข้ามาบริหารบ้านเมืองยังไม่ถึงปี แต่ระยะเวลาผ่านมา 8-9 เดือน ถือว่าเป็นช่วงที่พอได้เห็นผลงานหรือพอมองเห็นแนวโน้มออกมาให้เห็นในทุกเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่อง “ปากท้อง” ที่ชาวบ้านยังสัมผัสโดยตรงไม่ได้ ยังมองว่ารัฐบาลยังแก้ปัญหาค่าครองชีพ ยังไม่เป็นชิ้นเป็นอันนัก
แม้ว่าที่ผ่านมา รัฐบาล และนายอนุทิน มักจะอ้างผลงานมากมาย เช่น ตัวเลขการลงทุนของภาคเอกชนที่มีปริมาณสูงทำลายสถิติในรอบหลายเดือน เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว รวมไปถึงการส่งออกที่ยังสูงต่อเนื่องกัน โดย กระทรวงพาณิชย์ ออกแถลงตัวเลขส่งออกของไทยช่วงเดือน ก.ย.69 ที่ผ่านมา ซึ่งพบว่ามีมูลค่าประมาณ 38,438.9 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็น 1,254,965 ล้านบาท ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 27 ในอัตรา 24.0% และส่งผลให้การส่งออกในงวด 9 เดือนแรกของปี 69 (ม.ค.-ก.ย.69) มีมูลค่า 304,588 ล้านดอลลาร์ หรือขยายตัว 19.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ขณะเดียวกัน ล่าสุดนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เพิ่งจะยืนยันอีกว่า โดยมั่นใจในปีนี้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยจะโตเกินกว่า ร้อยละ 2.1 อย่างแน่นอน แม้ว่าจะไม่บอกตัวเลขแน่ชัด แต่น่าจะเกินร้อยละ 2.3
อย่างไรก็ดี เมื่อสอบถามชาวบ้านส่วนใหญ่กลับมองในเรื่องใกล้ตัว เช่น ค่าครองชีพ “ข้าวของแพง” ทุกอย่าง แม้ว่าหากพิจาณากันอย่างเป็นธรรม ส่วนสำคัญมีสาเหตุมาจากสงครามตะวันออกกลาง ทำให้ราคาพลังงานพุ่งสูง แต่ก็นั่นแหละทุกอย่างมันอยู่ที่ผลลัพธ์ที่ออกมาให้สัมผัสได้เท่านั้น
ขณะเดียวกันเมื่อพิจารณาจากผลงานในด้านอื่นๆ ที่สำคัญเช่น เรื่องปัญหา “คอร์รัปชัน” ความไม่เป็นธรรม ที่ส่วนใหญ่เชื่อมโยงกับกลุ่มการเมืองคนใกล้ตัว กรณี “ฮั้ว สว.” กรณี “เขากระโดง” เรื่องเว็บพนันที่เชื่อมโยงกับ สส.ภายในพรรคภูมิใจไทย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นสรุปรวมความแล้วก็ทำให้เห็นว่า ชาวบ้านยังมองไม่เห็นผลงานของรัฐบาลชุดนี้ได้อย่างเป็นรูปธรรม หรือเป็นที่ติดหูติดตาชาวบ้าน
ทั้งที่จะว่าไปแล้ว เมื่อพิจารณากันอีกฟากหนึ่งคือ ด้าน“ฝ่ายค้าน” ก็ต้องถือว่ายังฝากผีฝากไข้ไม่ได้เลยด้วยซ้ำ ทั้งในเรื่องเครดิต ความเป็นเอกภาพ ที่ต้องบอกว่าในยุคนี้ความน่าเชื่อถือของฝ่ายค้านไม่ได้โดดเด่นอะไรเลย แม้ว่าจะพยายามผลักดันเอาใจช่วยกันมากแค่ไหนก็ตาม
เพราะเมื่อพิจารณาจากการยื่นญัตติซักฟอกคราวนี้ก็เช่นกัน ที่นอกจากยื่นรายชื่อรัฐมนตรีไปพวงใหญ่มากถึง 18 คน ทั้งที่จะว่าไป ประเด็นที่จะนำมาซักฟอกนั้นมันมีน้ำหนักไม่ถึง ทำให้จำนวนคนมากเกินไป “จนเฝือ” แทนที่จะเอาแบบเน้นๆเนื้อๆ เช่น นายอนุทิน กับ นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมหรือดีดี หรืออาจพ่วงรัฐมนตรี ที่มีน้ำหนักอีกสักสองสามคนก็น่าจะพอแล้ว อีกทั้งเมื่อมาเจอกับเกมต่อรองวันอภิปราย ที่ตอนแรกยืนกรานว่าต้องได้เวลา 5 วัน แต่จู่ๆ ก็กลับลำยอมถอยกลับมาได้แค่ 4 วัน แล้วเลื่อนไปต้นเดือนธันวาคม ทำให้ชาวบ้านที่มองดูอยู่เกิดอารมณ์ค้างไปตามๆ กัน ถึงตอนนั้นหากยังเน้น “ซักฟอก” เรื่องเดิมๆ โดยไม่มีประเด็นใหม่มาเติม มันก็ยิ่งไม่น่าสนใจลงไปอีก
นักวิเคราะห์บางคนถึงกับมองว่า เบื้องหลังการเลื่อนอภิปรายครั้งนี้ จะมีดีลใหญ่อะไรหรือเปล่า เหมือนตอนที่พรรคประชาชน โหวตให้พรรคภูมิใจไทยเป็นรัฐบาลฟรีๆ โดยตัวเองไม่เข้าร่วม
นี่ยังไม่นับกรณีเกิดปัญหาภายในพรรคส้มที่ “เด็กรุ่นหลัง” มาปีนเกลียวรุ่นใหญ่ อาจเป็นเพราะ “เด่น ดังกว่า” จนเริ่มไม่เห็นหัว ซึ่งนับวันปัญหาภายในที่มีลักษณะอารมณ์แบบนี้ แบบการปะทะกันระหว่างคนสองรุ่น จะมีให้เห็นเรื่อยๆ
เมื่อวกมาที่ผลงานของรัฐบาล และเชื่อมโยงกับความศรัทธาต่อรัฐบาล และต่อตัวนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรี ที่เสื่อมทรุดลงไปเรื่อยๆ และเร็วกว่าเดิม ล่าสุดผลสำรวจของ “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ดัชนีการเมืองไทย ประจำเดือนตุลาคม 2569” พบว่า กลุ่มตัวอย่างให้คะแนนภาพรวมดัชนีการเมืองไทย ประจำเดือนตุลาคม เฉลี่ย 3.52 คะแนน ลดลงจากเดือนกันยายน 2569 ที่ได้ 3.56 คะแนน ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนสูงสุด คือ ผลงานของฝ่ายค้าน เฉลี่ย 4.30 คะแนน ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนต่ำสุดคือ การแก้ปัญหายาเสพติด และผู้มีอิทธิพล เฉลี่ย 2.88 คะแนน
ด้านนักการเมืองที่มีบทบาทโดดเด่น พบว่า ฝ่ายรัฐบาลยังไม่มีใครผลงานโดดเด่น ร้อยละ 33.18 รองลงมาคือ อนุทิน ชาญวีรกูล ร้อยละ 20.12 ด้านฝ่ายค้านคือ รักชนก ศรีนอก ร้อยละ 28.93 รองลงมาคือ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ร้อยละ 21.64 ผลงานฝ่ายรัฐบาลที่ชื่นชอบประจำเดือน คือ ไทยช่วยไทย พลัส ร้อยละ 50.30 ผลงานฝ่ายค้านที่ชื่นชอบประจำเดือน คือ ตรวจสอบการทำงานและใช้งบของรัฐบาล ร้อยละ 39.32
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ดังนภสร ณ ป้อมเพชร อาจารย์สังกัดหลักสูตรรัฐศาสตรบัณฑิต โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า การเมืองไทยเผชิญปัญหาสะสมมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเห็นได้จากความเดือดร้อนของประชาชนที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม ขณะที่ฝ่ายการเมืองดูเหมือนจะให้ความสำคัญกับการรักษาอำนาจมากกว่าการแก้ปัญหา ประชาชนจึงเผชิญปัญหาเดิมซ้ำ ๆ ยิ่งนโยบายที่ประกาศไว้ยังไม่เกิดผลชัดเจนในชีวิตจริง ความเชื่อมั่นต่อความสามารถและความจริงใจของรัฐบาลก็ยิ่งลดลง
นั่นคือผลสะท้อนผ่านผลสำรวจหนึ่ง แสดงถึงความไม่เชื่อมั่น ความไม่พอใจต่อรัฐบาล ต่อนายกรัฐมนตรี ขณะเดียวกันสิ่งที่เริ่มสังเกตเห็นก็คือ “ม็อบ” ต่อต้านรัฐบาลที่นับจากนี้ไปจะออกมาให้เห็นเรื่อยๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นภาพสะท้อนความไม่พอใจออกมา แม้ว่าม็อบกำลังออกมาในอีกไม่กี่วันข้างหน้า อาจยังไม่ถึงขั้นทำลายศรัทธารัฐบาลได้หนักหน่วงรุนแรงนัก แต่อีกด้านหนึ่งก็เชื่อว่า จะสร้าง “แรงกระเพื่อม” ให้กับรัฐบาลมากขึ้นเรื่อยๆแน่นอน !!
website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO