โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

‘เรืองไกร’ มาแล้ว! ยื่น ‘กกต.’ สอบ ‘พีระพันธุ์’ ขัดรัฐธรรมนูญ ม.187 ขาดคุณสมบัติรัฐมนตรี

The Bangkok Insight

อัพเดต 05 พ.ค. 2568 เวลา 07.18 น. • เผยแพร่ 05 พ.ค. 2568 เวลา 07.18 น. • The Bangkok Insight

"เรืองไกร" ยื่น "กกต." สอบ "พีระพันธุ์" ขาดคุณสมบัติรัฐมนตรี ปมขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 187 วรรคหนึ่ง เข้าข่ายเป็น "ลูกจ้าง" ของบุคคลใด

วันนี้ (5 พ.ค.) นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตสมาชิกวุฒิสภา ส่งคำร้องทางไปรษณีย์ถึงประธานกรรมการ สำนักงานคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) ขอให้ตรวจสอบนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานว่า ความเป็นรัฐมนตรีมีเหตุสิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา170 (5) ประกอบมาตรา 187 วรรคหนึ่ง

พีระพันธุ์

เพราะในระหว่างเป็นรัฐมนตรี ยังคงเป็นกรรมการอยู่ใน 3 บริษัท จึงอาจเข้าข่ายการเป็นลูกจ้างของบุคคลใด ตามความในรัฐธรรมนูญ มาตรา 187 วรรคหนึ่ง หรือไม่ ดังต่อไปนี้

มาตรา 187 รัฐมนตรีต้องไม่เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือ บริษัทหรือไม่ คงไว้ซึ่งความเป็นหุ้นส่วน หรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วน หรือบริษัทต่อไปตามจำนวนที่ กฎหมายบัญญัติ และต้องไม่เป็นลูกลูกจ้างของบุคคลใด

นายพีระพันธุ์ ได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ตั้งแต่วันที่ 3 กันยายน 2567 มาจนถึงปัจจุบัน ในรัฐบาลที่มีนางสาวแพทองธาร ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี

เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2567 นายพีระพันธุ์ ในฐานะรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ทำสัญญาจัดการหุ้นส่วน หรือหุ้นของรัฐมนตรี ไว้กับบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนเอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) รวมจำนวน 4 บริษัท คือ

  • หุ้นบริษัทวีพี แอโร่เทค จำกัด จำนวน 588,500 หุ้น
  • หุ้นบริษัท พี แอนด์ เอส แอนด์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด จำนวน 46,500 หุ้น
  • หุ้นบริษัท รฟิโสภาค จำกัด จำนวน 22,000 หุ้น
  • หุ้นบริษัท โสภา คอลเล็คชั่นส์ จำกัด จำนวนวน 1,000 หุ้น

เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2568 จากการขอข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้ามาตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่าในช่วงระหว่างดำรงตำแหน่ง เป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายพีระพันธุ์ ยังคงเป็นกรรมการอยู่ 3 บริษัท ก่อนที่จะมีการลาออกในภายหลัง จำนวน 2 บริษัท ดังนี้

  • เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2567 บริษัท โสภา คอลเล็คชั่นส์ จำกัด ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนว่า มีกรรมการออก 2 คน คือ นายพีระพันธุ์ สาลีรัวิภาค และ นางสาว…
  • เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2567 บริษัท วีพี แอโร่เทค จำกัด ได้ยื่นคำขอจจจดทะเบียนว่า มีกรรมการออก 3 คน คือ 1. นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค 2. นางสาว… 3. นางสาว… (โดยมีข้อสังเกตว่า นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เป็นผู้ลงลายมือชื่อในฐานะกรรมการผู้ขอจดทะเบียนตามแบบ บอจ.1 เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2567 และมีแบบ บอจ.4 แนบด้วย)
  • เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2568 กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ออกหนังสือรับรองว่าบริษัท รพีโสภาค จำกัด ยังมีกรรมการอยู่ 2 คน คือ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค และนางโสภาพรรณ สาลีรัฐวิภาค โดยระบุว่า จำนวนหรือชื่อกรรมการ ซึ่งลงลายมือชื่อผูกพันบริษัทได้คือ กรรมการหนึ่งคนลงลายมือชื่อ และประทับตราสำคัญของบริษัท

จากเอกสารของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า อาจเห็นได้ว่า หลังจากที่นายพีระพันธุ์ ได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ตั้งแต่วันที่ 3 กันยายน 2567 นั้น นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ยังคงเป็นกรรมการบริษัททั้ง 3 แห่งอยู่ หลังจากเป็นรัฐมนตรีแล้ว

เห็นได้จากการจดแจ้งชื่อนายพีระพันธุ์ ออกจากกรรมการบริษัท โสภา คอลเล็คชั่นส์ จำกัด และบริษัท วีพี แอโร่เทค จำกัด ตามคำขอลงวันที่ 30 ตุลาคม 2567 และตามหนังสือรับรองของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2568 ก็ยังรับรองว่า บริษัท รพีโสภาค จำกัด ยังคงมีกรรมการอยู่ 2 คน คือ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค และนางโสภาพรรณ สาลีรัฐวิภาค

จากการย้อนไปดูบัญชีทรัพย์สินของนายพีระพันธุ์ ที่ยื่นต่อ ป.ป.ช. กรณีเข้ารับตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2562 นายพีระพันธุ์ แจ้งว่า มารดาชื่อ นางโสภาพรรณ สาลีรัฐวิภาค โดยไม่ได้ระบุอายุ ไม่ได้ระบุอาชีพ และทำเครื่องหมายขีดไว้ในช่อง ตาย ไว้ด้วย

แต่ตามหนังสือรับรองของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2568 ยังปรากฏชื่อนางโสภาพรรณ เป็นกรรมการของบริษัท รพีโสภาค จำกัด อยู่ด้วย

จึงมีเหตุอันควรสงสัย และควรตรวจสอบเพิ่มเติมว่า นางโสภาพรรณ ที่เคยแจ้งว่าตายแล้ว กับนางโสภาพรรณ ที่เป็นกรรมการของบริษัท รพีโสภาค จำกัด อยู่เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2568 เป็นบุคคลเดียวกันหรือไม่

เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ

จากข้อเท็จจริงที่กล่าวมาข้างต้น ประกอบกับเอกสารจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและ จาก ป.ป.ช. จึงมีเหตุอันควรขอให้ กกต. ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย และมีคำพิพากษาว่า

กรณีที่นายพีระพันธุ์ เคยเป็น หรือยังคงเป็นกรรมการทั้ง 3 บริษัทข้างต้น ในช่วงที่ดำรงตำแหน่งเป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน หลังจากวันที่ 3 กันยายน 2567 นั้น จะเข้าข่ายเป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ มาดรา 187 และเป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 หรือไม่

ทั้งนี้ ขอให้นำข้อมูลการลาออกจากกรรมการบริษัทต่าง ๆ ของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2567 ที่ได้แจ้งต่อ ป.ป.ช. ก่อนเป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2567 ประกอบกับหนังสือที่ นร 0503/ว(ร)157 ลงวันที่ 5 เมษายน 2560 มาประกอบการพิจารณาด้

จึงเรียนมาเพื่อขอให้ กกต. ตรวจสอบนายพีระพันธุ์ว่า ความเป็นรัฐมนตรีมีเหตุสิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 (5) ประกอบมาตรา 187 วรรคหนึ่ง เพราะในระหว่างเป็นรัฐมนตรียังคงเป็นกรรมการอยู่ใน 3 บริษัท จึงอาจเข้าข่ายการเป็นลูกจ้างของบุคคลใด ตามความในรัฐธรรมนูญ มาตรา 187 วรรคหนึ่ง หรือไม่

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

เว็บไซต์ : https://www.thebangkokinsight.com/
Facebook: https://www.facebook.com/TheBangkokInsight
X: https://twitter.com/BangkokInsight
Instagram: https://www.instagram.com/thebangkokinsight/
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCYmFfMznVRzgh5ntwCz2Yxg

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...