ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [นิยายแปล]
ข้อมูลเบื้องต้น
เจ้าของลิขสิทธิ์ต้นฉบับ : Guangzhou Alibaba Literature lnformation TechnologY Co., Ltd
ประพันธ์โดย : 念秋安好
ลิขสิทธิ์ฉบับภาษาไทยถูกต้องโดย : Glory Forever Public Co.,LTD
บรรณาธิการ :วลีรัตน์ แทนคง
แปลภาษาไทยโดย : สุธิดา มีศิริ
คุณหนูรักสบายนอนทอดกายอยู่ดี ๆ ก็ตื่นมาในยุคโบราณเสียอย่างนั้น
แถมยังเป็นยุคสมมติในนิยายน้ำเน่าที่ตัวเองเพิ่งอ่านไปซะด้วยสิ
ทว่าแทนที่จะตื่นตระหนกตกใจ “เสวี่ยจู๋” กลับเร่งตรวจสอบ
“มิติตุนสินค้า” ของตัวเองก่อนเสียอย่างนั้น
เรื่องที่สามีกำลังจะโดนใส่ความว่าเป็นกบฏก็ขอเก็บไว้ก่อน
เรื่องที่ตนจะโดนขับไล่ออกจากตระกูลก็ขอคิดทีหลัง
..มิติของข้าสำคัญที่สุด!..
เมื่อตรวจสอบเรียบร้อยว่าทุกอย่างยังอยู่ดี
คราวนี้นางก็ต้องเริ่มแผนการการเป็นตัวละคร(ประกอบ)ให้แนบเนียน(?)ทันที
โดยการแกล้งเมามายตามบท
แล้วค่อยตลบหลัง.. กวาดเอาทรัพย์สินในท้องพระคลังมาไว้กับตัว
คลังสมบัติจวนโหว - Complete
จวนอ๋อง - Complete
ท้องพระคลังฮ่องเต้ - Complete
คลังสมบัติของฮองเฮา - Complete
ในเมื่อฮ่องเต้หมาเน่าอย่างท่านต้องการจะริบทรัพย์สามีข้า
อย่างนั้นก่อนจะโดนเนรเทศออกจากเมืองหลวงไป
ข้าก็ขอของในท้องพระคลังของท่านเป็นข้อแลกเปลี่ยนหน่อยก็แล้วกันน้า~
คิดจะสู้กับคนที่มีเนื้อเรื่องอยู่ในมืออย่างนั้นหรือ?
ยังเร็วไปร้อยปี!!!
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะ ๆ นะคะ ^^
.
งานหนังสือนี้ ชาว Jinovel มารับของพรีเมียมกลับบ้านด่วน!!
.
ขอแนะนำนิยายสนุกๆ คัดสรรมาเพื่อคุณนักอ่านโดยเฉพาะ
“ย้อนเวลากลับมาเกิดใหม่ครั้งนี้ พี่เบบี๋จะปั้นคนในครอบครัวให้มีชีวิตที่ดีเอง!”
อยากอ่านเรื่องนี้ จิ้มได้เลย >> เกิดใหม่ในยุค 70 คุณหนูฟันน้ำนมขอสั่งลุย
บทที่ 1 แก้ปัญหาให้ตัวโง่งมเจ้าของร่าง
“แย่แล้ว คุณหนูเสวี่ยจู๋ฆ่าตัวตายแล้ว”
หลังจากกล่าวจบก็ตามมาด้วยเสียงกรีดร้อง หลินเสวี่ยจู๋ลืมตาขึ้นอย่างกะทันหัน ก่อนจะส่งจิตสำนึกเข้าไปตรวจสอบมิติของตนเอง
มิติยังอยู่
นางลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ผิดที่ครอบครองหยกแท้ๆ
นางต้องเผชิญกับการถูกไล่สังหารเพราะมิตินี้ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ทำให้ระยะนี้นางเต็มไปด้วยความวิตกกังวล ช่วงหลังนางไม่แม้แต่จะออกไปข้างนอก ทำได้เพียงเล่นเกมและอ่านนิยายเพื่อฆ่าเวลา
ขณะที่นางกำลังยินดี ประตูห้องก็ถูกเปิดออก แม่นางผู้หนึ่งในชุดโบราณเดินเข้ามา
แม่นางผู้นั้นมองนาง ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มเยาะเย้ย ราวกับกำลังมีความสุขบนความทุกข์ของผู้อื่น “น้องหญิงเสวี่ยจู๋ เจ้ายังไม่ตาย”
เมื่อได้ยินชื่อนี้ หลินเสวี่ยจู๋ก็นิ่งงันไปชั่วขณะ
นางพยายามย้อนความทรงจำ จำได้ว่านี่คือชื่อของตัวประกอบหญิงในนิยายน้ำเน่าเรื่อง ‘หลังจากฆ่าพี่ชายเพื่อขึ้นครองบัลลังก์ ทรราชก็ไล่ตามง้องอนชายาอย่างบ้าคลั่ง’ ที่ตนเองกำลังอ่านอยู่
อีกทั้งชื่อนี้ยังเป็นชื่อที่นางส่งเข้าประกวดในกระทู้เกี่ยวกับนิยายเรื่องนี้อีกด้วย จึงมีความประทับใจที่ลึกซึ้งเป็นพิเศษ
นี่หมายความว่านางทะลุมิติเข้ามาในนิยายอย่างนั้นหรือ?
นางจำได้ว่าเนื้อเรื่องในส่วนนี้คือ ฮูหยินผู้เฒ่าบีบบังคับให้หลินเสวี่ยจู๋หย่าร้างกับเซียงอ๋อง หลินเสวี่ยจู๋จึงแสร้งทำเป็นแขวนคอ ทำให้สามารถรักษาสถานะพระชายาเซียงอ๋องเอาไว้ได้
เฮอะ ตอนนี้นางกลับอยู่ในร่างของตัวประกอบที่ชอบทำตัวมีปัญหาเสียแล้ว
“หลินเสวี่ยหลาน?” หลินเสวี่ยจู๋หยั่งเชิง
แม่นางผู้นี้คงจะเป็นคุณหนูใหญ่สกุลหลิน นางเป็นนางเอกในนิยาย ทั้งยังเป็นพี่สาวต่างมารดาของร่างนี้ด้วย
หลินเสวี่ยหลานมองนางอย่างดูแคลน ก่อนจะนั่งลงที่โต๊ะอย่างสบายอารมณ์ แล้วรินชาให้ตนเองถ้วยหนึ่ง
เนิ่นนานก่อนจะเปิดปากพูดด้วยท่าทีสูงส่ง “ท่านย่าให้ข้ามาถ่ายทอดคำพูดแก่เจ้า ตอนนี้เซียงอ๋องถูกกล่าวหาว่าก่อกบฏ ในเมื่อเจ้าไม่เต็มใจที่จะหย่ากับเขา ก็ตัดความสัมพันธ์กับสกุลหลินของข้าเสีย”
บทพูดนี้ไม่ผิดเพี้ยนไปจากในนิยายเลยสักนิด
เพียงแต่หลินเสวี่ยหลานที่ในนิยายเปรียบได้กับดอกบัวขาวแสนบริสุทธิ์จะไม่แสดงท่าทางเช่นนี้ออกมาเป็นอันขาด
หลินเสวี่ยจู๋ยกมุมปากเป็นรอยยิ้มหยัน นางลุกขึ้นนั่งบนเตียง ยื่นมือไปนวดลำคอที่เจ็บจากการแสร้งแขวนคอ ก่อนจะกล่าวด้วยท่าทีหยอกล้อ “หากจะให้ตัดความสัมพันธ์ย่อมเป็นอีกราคาหนึ่ง เจ้ากลับไปหารือกับฮูหยินผู้เฒ่าก่อนดีหรือไม่?”
เมื่อเห็นอีกฝ่ายมีท่าทางราวกับหมูตายไม่กลัวน้ำร้อนลวก หลินเสวี่ยหลานก็เดือดดาล นางตบโต๊ะแล้วลุกขึ้นยืน “หลินเสวี่ยจู๋ เจ้าอย่าทำตัวหน้าไม่อายหน่อยเลย! ตอนแรกเพื่อที่จะแย่งข้า เจ้าถึงขั้นปีนขึ้นเตียงของเซียงอ๋อง ตอนนี้เจ้ากรรมตามสนอง ยังต้องให้พวกเราถูกกลบฝังไปกับเจ้าด้วยหรือ?”
“แล้วอย่างไรเล่า?” หลินเสวี่ยจู๋ถามกลับอย่างเย็นชา “ในสกุลนี้คนที่เป็นขุนนางรับเบี้ยหวัดก็คือบิดาข้า พวกเจ้าที่เป็นทายาทสายตรงล้วนพึ่งพาบิดาข้า ทั้งยังไม่ทำอันใด ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายเสมอมา ตอนนี้เซียงอ๋องถูกกล่าวหาว่าก่อกบฏ ฮ่องเต้ตัดสินพระทัยอย่างไรก็ยังไม่ทราบ ทว่าพวกเจ้ากลับรีบร้อนที่จะตัดความสัมพันธ์กับข้า ช่างเป็นการคิดคำนวณที่ดีเสียจริง”
คำพูดของหลินเสวี่ยจู๋ทิ่มแทงความหยิ่งในศักดิ์ศรีของหลินเสวี่ยหลานทันที
บิดานางมีฐานะเป็นบุตรชายคนโตของจวนสกุลหลิน จะไม่โดดเด่นก็แล้วไปเถิด ทว่าบุตรชายที่ท่านปู่เลี้ยงดูไว้ข้างนอกดันก้าวหน้า อายุสามสิบกว่าก็เป็นถึงขุนนางขั้นห้าแล้ว
เมื่อเปรียบเทียบบุตรชายทั้งสองคน ย่อมหมายความว่าผู้ที่เสียหน้าคือทายาทสายตรง
นอกจากนี้ เมื่อปีนั้นเซียงอ๋องประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย รูปลักษณ์ก็หล่อเหลาสง่างาม จึงได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้องค์ก่อนไม่น้อย
เดิมทีท่านย่าคิดที่จะพึ่งพาร่มเงาของท่านปู่ด้วยการให้นางแต่งเข้าจวนเซียงอ๋องเพื่อกอบกู้สถานการณ์ของทายาทสายตรง ไม่คาดคิดว่าจะถูกนางแพศยาหลินเสวี่ยจู๋ตัดหน้า ใช้แผนทำลายความบริสุทธิ์ของตนเองเพื่อที่จะได้แต่งงานกับเซียงอ๋อง
สวรรค์รู้ดีว่านางเกลียดชังอีกฝ่ายมากเพียงใด!
ตอนนี้เกิดเรื่องกับเซียงอ๋องแล้ว นางแพศยาก็ต้องโชคร้ายตามไปด้วย ในที่สุดนางก็จะได้หัวเราะเยาะเสียที แต่นางแพศยาที่ใกล้จะตายผู้นี้ยังกล้ากำเริบเสิบสานต่อหน้านาง!
เมื่อคิดถึงตรงนี้ หลินเสวี่ยหลานก็คว้าถ้วยชาขึ้นมา แล้วสาดน้ำชาร้อนๆ ไปที่ใบหน้าของหลินเสวี่ยจู๋
หลินเสวี่ยจู๋ตอบสนองรวดเร็วอย่างยิ่ง นางเบี่ยงตัวหลบ แล้วคว้าหมอนขว้างออกไป
หลินเสวี่ยหลานถูกหมอนกระแทกจนล้มลงกับพื้น เนิ่นนานกว่าจะได้สติกลับมา
นางกุมใบหน้าที่ปวดแสบปวดร้อน พลางถลึงตาใส่หลินเสวี่ยจู๋อย่างโหดเหี้ยม “ในเมื่อเจ้าฆ่าตัวตาย เหตุใดถึงไม่ตายไปเสีย!”
หลินเสวี่ยจู๋เมินคำพูดหยาบคายของนาง แล้วเดินข้ามนางไป เพราะเห็นว่านี่ไม่ใช่เวลาที่จะต่อปากต่อคำ
หากนางจำไม่ผิดละก็ วันนี้คือวันที่เซียงอ๋องจะกลับเมืองหลวง ฮ่องเต้องค์ใหม่จะส่งคนไปรอที่จวนเซียงอ๋องล่วงหน้า แล้วพานางเข้างานเลี้ยงในฐานะตัวประกัน
จากนั้นฮ่องเต้องค์ใหม่จะลงมือสืบสวน แล้วพบอาวุธที่ถูกเตรียมไว้ก่อนหน้านี้ในคลังใต้ดินของจวนเซียงอ๋อง อันเป็นหลักฐานที่ยืนยันถึงการกบฏ
เซียงอ๋องจะถูกจับตัวหลังเข้าวัง ฮ่องเต้องค์ใหม่เลี่ยงที่จะมอบโทษตายแก่เขาเพื่อแสดงความเมตตา จึงตัดสินให้ยึดทรัพย์สินและเนรเทศแทน ซึ่งสกุลหลินก็ติดร่างแหไปด้วย
สำหรับเรื่องที่ว่าอาวุธเข้ามาอยู่ในคลังใต้ดินของจวนเซียงอ๋องได้อย่างไรนั้น นั่นต้องถามหลินเสวี่ยจู๋ผู้ลุ่มหลงมัวเมาในความรักแล้ว
วันที่ตัวโง่งมผู้นี้แต่งงานกับเซียงอ๋อง ตอนนั้นสามีสวมชุดเกราะออกไปทำศึก ไม่ได้ร่วมหอด้วย นางจึงอารมณ์เสียตลอดเวลา กิจภายในจวนเซียงอ๋องนางก็คร้านที่จะดูแล จึงหนีกลับมาที่จวนสกุลหลิน
เมื่อข่าวชัยชนะอย่างยิ่งใหญ่จากชายแดนเหนือส่งมาถึง ฮ่องเต้องค์ใหม่ก็ตกรางวัลให้จวนเซียงอ๋องอย่างหนัก ทว่าข้างในรางวัลเหล่านั้นล้วนซ่อนไว้ด้วยอาวุธ
ตัวโง่งมไม่แม้แต่จะตรวจสอบ สั่งให้คนยกเข้าไปในคลังใต้ดินทันที
ช่างเป็นผู้เชี่ยวชาญในการหาเรื่องให้สามีเสียจริง
ตอนที่หลินเสวี่ยจู๋อ่านเนื้อหาช่วงนี้ นางได้แต่ด่าทอตัวโง่งมผู้นี้อยู่ในใจ ไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าตนเองจะต้องมาแก้ปัญหาให้
หลินเสวี่ยจู๋นั่งรถม้ากลับจวนเซียงอ๋องทันที
เมื่อถึงจวนก็ไล่บ่าวรับใช้ออกไปจนหมด แล้วถือกุญแจไปที่คลังใต้ดินเพียงลำพัง
เซียงอ๋องหยวนซิวทำศึกอยู่ข้างนอกมาหลายปี น้อยครั้งที่จะสานสัมพันธ์กับผู้มีอำนาจในเมืองหลวง ด้วยเหตุนี้ ของส่วนใหญ่ในคลังใต้ดินจึงเป็นรางวัลจากการทำความดีความชอบ
หลินเสวี่ยจู๋เปิดหีบหลายใบที่อยู่ด้านนอกสุด
เมื่อกวาดเอาเพชรนิลจินดาออก ก็เผยให้เห็นดาบ หอก กระบี่ และง้าวที่เปล่งแสงเย็นเยียบ
เป็นอย่างที่คิด ทั้งหมดนี้คือฝีมือของฮ่องเต้องค์ใหม่ ใช้ประโยชน์จากพระอนุชาของตนเองให้ยุติสงครามที่ชายแดนเหนือก่อน จากนั้นค่อยกำจัดเขาด้วยโทษกบฏ ถือเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว ช่างวางแผนได้แยบยลนัก
หลินเสวี่ยจู๋ไม่พูดพร่ำทำเพลง นางย้ายอาวุธทั้งหมดเข้าไปในมิติ
สำหรับของมีค่าอื่นๆ ยังต้องทิ้งไว้ในคลังใต้ดินไปก่อน ทำทีว่าไม่เคยถูกแตะต้อง เช่นนี้ถึงจะทำให้ฮ่องเต้องค์ใหม่น้ำท่วมปากและงุนงง
หลินเสวี่ยจู๋ทำทั้งหมดนี้เสร็จก็หมุนตัวจากไปอย่างไม่เปิดเผยความดีความชอบ
นางกลับไปที่เรือนเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทันทีที่นั่งลงและคิดจะดื่มชาสักถ้วย ก็เห็นว่ามีสาวใช้วิ่งเหยาะๆ มารายงาน
“พระชายาเพคะ คนจากในวังมาแจ้งว่าฝ่าบาททรงคิดที่จะจัดงานเลี้ยงเพื่อเฉลิมฉลองให้ท่านอ๋องของพวกเราที่ได้รับชัยชนะ ฮองเฮาทรงเชิญท่านไปร่วมงานด้วยเพคะ” ใบหน้าของสาวใช้เต็มไปด้วยความยินดี ยิ้มไม่หุบ
“เปลี่ยนเสื้อผ้าเถิด”
หลินเสวี่ยจู๋มีท่าทีเฉยเมย นางเปลี่ยนเป็นชุดฝ่ายในโดยมีสาวใช้คอยปรนนิบัติ จากนั้นก็เดินออกจากจวนเซียงอ๋องอย่างสง่างาม
ผู้ที่มารับนางคือขันทีของตำหนักฮองเฮา เรียกได้ว่าฮ่องเต้และฮองเฮาให้เกียรตินางอยู่หลายส่วน
“พระชายาเซียงอ๋อง เชิญ” ขันทีกล่าวพลางโค้งคำนับ
หลินเสวี่ยจู๋กวาดตามองเขา แล้วมุดเข้าไปในรถม้าอย่างหยิ่งยโสตามนิสัยของตัวละครนี้ในนิยาย
ไร้คำพูดคุยตลอดทาง
จนกระทั่งมาถึงตำหนักเฟิ่งอี๋ของฮองเฮา หลินเสวี่ยจู๋ก็เห็นว่าบรรดาสตรีสูงศักดิ์ในเมืองหลวงมากันหมดแล้ว นางอดไม่ได้ที่จะลอบถอนหายใจ ช่างเอิกเกริกเสียจริง
เมื่อเห็นหลินเสวี่ยจู๋มาแล้ว ทุกคนก็หยุดหัวเราะ พลางทยอยลุกขึ้นพูดแสดงความยินดี
แม้ว่าพวกนางจะรู้ว่าเซียงอ๋องถูกกล่าวหาว่าก่อกบฏ แต่เนื่องจากฮ่องเต้องค์ใหม่ยังไม่ตรัสถึงเรื่องนี้ พวกนางจึงคิดว่าฝ่าบาทมีพระประสงค์ที่จะปกป้องพระอนุชาของตนเอง เช่นนั้นบุคคลที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดในตอนนี้ก็คือเซียงอ๋องที่กำลังเดินทางกลับเมืองหลวง
การที่พวกนางเอาอกเอาใจพระชายาเซียงอ๋องนับว่าเป็นการสานสัมพันธ์ให้สกุลของตนเองด้วย
หลินเสวี่ยจู๋กล่าวทักทายไม่กี่ประโยคอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาวตามนิสัยของตัวละคร แล้วไปนั่งร่วมกับทุกคน
………………………..
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะ ๆ นะคะ
.
เมื่อยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน
จะแจกตอนฟรีเพิ่มเป็นวันละ 3 ตอน เป็นเวลา 5 วันเต็มๆค่ะ ^^
บทที่ 2 หรี่ตาลงเล็กน้อย รู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ง่ายดายนัก
ฮองเฮาทรงอยู่ในวัยกลางคน พระพักตร์ดูอ่อนโยนและมีเมตตา นางเป็นฝ่ายทักทายหลินเสวี่ยจู๋ก่อนสองสามประโยค จากนั้นก็มีรับสั่งให้นางกำนัลนำอุปกรณ์ในการเล่นตีกลองส่งดอกไม้[1]มามอบให้
หากอิงตามลักษณะนิสัยในนิยาย เจ้าของร่างนี้ไม่เพียงเป็นคนลุ่มหลงมัวเมาในความรักเท่านั้น ยังเป็นกระเป๋าฟาง[2]ใบใหญ่อีกด้วย
ในนิยาย ฮองเฮาจะจงใจโกงด้วยการทำให้ดอกไม้หยุดอยู่ที่นาง และในเมื่อนางแต่งกลอนไม่เป็น ก็ทำได้เพียงดื่มสุราเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ นางจึงเมามายเสียจนนอนเหยียดแข้งเหยียดขา และถูกฮองเฮารั้งให้อยู่ค้างคืนในวังไปตามระเบียบ
หลินเสวี่ยจู๋ไม่ต้องการให้เรื่องราวเป็นไปตามนิยาย นางต้องการเล่น และนางจะเล่นด้วยการส่งดอกไม้อย่างรวดเร็ว
ดังนั้น ในรอบแรกที่คนข้างๆ ส่งดอกไม้มาให้นาง นางก็โยนมันให้คนถัดไปด้วยความเร็วดุจสายฟ้า เสียงกลองหยุดลงในจังหวะที่ดอกไม้หล่นอยู่บนตักของคนถัดไปพอดี
การเคลื่อนไหวที่รวดเร็วของหลินเสวี่ยจู๋ทำให้บรรดาสตรีสูงศักดิ์ล้วนตกตะลึง
หลินเสวี่ยจู๋แย้มยิ้มจอมปลอมด้วยสีหน้าราวกับต้องการจะบอกว่า ‘ออมมือแล้ว’
ฮองเฮาลอบมองไปทางนางกำนัลสองคนที่ทำหน้าที่ตีกลองและให้สัญญาณหยุดกลอง สายตาเต็มไปด้วยความตำหนิอย่างชัดเจน
รอบที่สอง เพื่อป้องกันไม่ให้หลินเสวี่ยจู๋โยนดอกไม้ให้คนถัดไปด้วยความรวดเร็วจนเกินไป นางกำนัลที่ทำหน้าที่ตีกลองจึงรีบหยุดตี
ผลลัพธ์คือ คนก่อนหน้าหลินเสวี่ยจู๋ยังไม่ทันได้ส่งดอกไม้ออกไป จึงจำต้องรับบทลงโทษ
รอบที่สาม นางกำนัลสองคนกัดฟันร่วมมือกัน ท้ายที่สุดก็ทำให้ดอกไม้หยุดอยู่ในมือของหลินเสวี่ยจู๋จนได้ หลินเสวี่ยจู๋จึงท่องบทกวีในสมัยราชวงศ์ถังออกมาอย่างส่งๆ สร้างความตกตะลึงให้กับทุกคนในห้องโถง
เฮอะ ผู้ใดใช้ให้ราชวงศ์ในนิยายเรื่องนี้เป็นเพียงราชวงศ์ที่ถูกสมมติขึ้นกันเล่า? ในที่นี้จึงมีนางเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่ท่องบทกวีในสมัยราชวงศ์ถังได้
หลังจากเล่นไปสิบกว่ารอบ หลินเสวี่ยจู๋ก็ท่องบทกวีไปบทแล้วบทเล่า ทำให้นางไม่ต้องแตะสุราสักหยด ส่วนทุกคนคิดเพียงว่าฮองเฮาทรงตั้งใจที่จะทำให้พระชายาเซียงอ๋องแสดงความสามารถอันโดดเด่นของตนเองออกมาเท่านั้น
ฮองเฮาข่มอารมณ์ต่อไปไม่ไหว นางตรัสออกมาด้วยรอยยิ้ม “วันนี้เซียงอ๋องได้รับชัยชนะและกำลังเดินทางกลับเมืองหลวง ย่อมเป็นที่จับตามอง ส่วนพระชายาเซียงอ๋องก็ครองอันดับหนึ่งในวังหลังแห่งนี้ได้ พวกเจ้าสามีภรรยาช่างกลมเกลียวและเหมาะสมกันมากจริงๆ”
หลินเสวี่ยจู๋ฟังถ้อยคำเสแสร้งของฮองเฮาก็พลันยิ้มหยันในใจ พยายามใช้วาจาทิ่มแทงนางใช่หรือไม่? คิดว่าการศึกษาภาคบังคับเก้าปีของนางเป็นเรื่องสูญเปล่าอย่างนั้นหรือ?
นางรีบยกจอกสุราขึ้นแล้วเอ่ย “หม่อมฉันฝีมืออ่อนด้อยเพคะ เทียบกับหม่อมฉันแล้ว ฮองเฮาที่เป็นมารดาของแผ่นดิน รูปโฉมงดงามอย่างหาที่เปรียบมิได้ ทั้งยังมีกิริยามารยาทพรั่งพร้อมต่างหากที่เป็นคู่รักที่สมบูรณ์แบบอย่างหาได้ยากกับฝ่าบาทเพคะ”
เมื่อฮองเฮาได้ฟังถ้อยคำนี้ก็ชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็แย้มสรวลอย่างอ่อนโยน “พระชายาเซียงอ๋องพูดจาเป็นจริงๆ”
ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดนางถึงได้รู้สึกว่าพระชายาเซียงอ๋องผู้นี้มีบางอย่างผิดไป ราวกับไม่ใช่เศษสวะเหมือนที่นางได้ยินมา
เมื่อแผนการแรกไม่สำเร็จ ฮองเฮาก็ผุดแผนการขึ้นมาอีกอย่าง
นางยกจอกสุราขึ้น ก่อนจะตรัสด้วยรอยยิ้ม “เซียงอ๋องสร้างคุณูปการยิ่งใหญ่ต่อทั้งประชาชนและแคว้น จะขาดการสนับสนุนของภรรยาที่เก่งกาจอย่างพระชายาเซียงอ๋องไปไม่ได้ เปิ่นกง[3]ขอคารวะพระชายาเซียงอ๋อง”
เมื่อฮองเฮาเป็นฝ่ายเริ่ม ทุกคนก็ทำตาม พวกเขาทยอยยกจอกสุราขึ้นแล้วคารวะไปทางหลินเสวี่ยจู๋
กลยุทธ์ใช้ประโยชน์จากคนหมู่มากอย่างนั้นหรือ?
หลินเสวี่ยจู๋ยิ้มน้อยๆ นางยกจอกสุราขึ้น ใช้แขนเสื้อปิดปาก ก่อนจะเทสุราเข้าไปในมิติทันที มิติของคนอื่นใช้เก็บสมบัติ ส่วนมิติของนางใช้เก็บขยะเสียนี่!
เมื่อคนอื่นคารวะเสร็จแล้ว นางที่เป็นแขกก็รับหน้าที่เป็นเจ้าบ้านด้วยการยกจอกสุราขึ้นเพื่อคารวะฮองเฮาอีกสิบกว่าจอก
ทันทีที่ฮองเฮาดื่ม ทุกคนย่อมไม่กล้าที่จะไม่ดื่มตาม
ไม่นานหลินเสวี่ยจู๋ก็แสร้งล้มลงไปนอนเหยียดแข้งเหยียดขา
เมื่อเห็นนางหมดสติเพราะความเมามาย ก็มีคนเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มเหยียดหยาม “ได้ยินว่าบิดาของพระชายาเซียงอ๋องเป็นขุนนางชั้นผู้น้อยขั้นห้า การกระทำของนางแสดงให้เห็นว่าครอบครัวที่ยากจนย่อมไม่อาจผลิตสตรีสูงศักดิ์ออกมาได้จริงๆ”
“พระชายาเหยี่ยนอ๋องระวังคำพูดด้วย” ฮองเฮาส่งเสียงปราม
พระชายาเหยี่ยนอ๋อง?
เหยี่ยนอ๋องที่เป็นฝาแฝดร่วมอุทรของฮ่องเต้องค์ใหม่ที่ทุ่มเทกำลังไปไม่น้อยเพื่อใส่ร้ายป้ายสีเซียงอ๋องน่ะหรือ?
มิน่าเล่า
นอกจากฮองเฮาแล้ว เกรงว่ามีเพียงพระชายาเหยี่ยนอ๋องเท่านั้นที่รู้ว่านี่คืองานเลี้ยงที่หงเหมิน[4]
หลินเสวี่ยจู๋แสร้งเอ่ยวาจาออกมาด้วยน้ำเสียงเมามาย “ท่านอ๋องจะกลับมาเมื่อไร? หม่อมฉันคิดถึงท่านอ๋อง หม่อมฉันคิดถึงท่านอ๋องจะตายอยู่แล้ว”
เมื่อทุกคนได้ยินคำพูดที่แสดงออกถึงความรักอย่างเปิดเผยนี้ต่างก็ลอบยิ้มเหยียดหยาม
ฮองเฮาขมวดคิ้วเล็กน้อย จากนั้นรีบปิดบังความรังเกียจในแววตาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะรับสั่ง “ประคองพระชายาเซียงอ๋องไปที่ตำหนักปีกข้าง แล้วรับใช้นางให้ดี”
“เพคะ”
นางกำนัลสองคนรีบเข้ามาแบกหลินเสวี่ยจู๋คนละข้าง
หลินเสวี่ยจู๋ราวกับไม่มีกระดูก ตัวอ่อนและยืนโงนเงนไปมาด้วยความเมามาย
เมื่อออกจากตำหนักใหญ่ก็ได้ยินนางกำนัลคนหนึ่งเอ่ยเสียงเบา “ฮองเฮารับสั่งมานานแล้วว่าคืนนี้ฝ่าบาทจะกระทำการใหญ่ พวกเราต้องจับตาดูพระชายาเซียงอ๋องอย่างใกล้ชิด”
นางกำนัลอีกคนรีบห้ามปราม “พี่หญิงรีบหยุดพูดเสีย ระวังจะถูกคนได้ยินเข้า”
“กลัวอันใด? นางเข้ามาในวังหลวงแล้ว ต่อให้ติดปีกก็ยากที่จะบินหนี หรือต่อให้ได้ยิน สตรีอย่างนางจะทำอันใดได้?”
“ใช่แล้วๆ พี่หญิง พวกเรารีบไปกันเถิด”
ทั้งสองคนไม่พูดมากอีก
ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นว่าในตอนนี้มุมปากของหลินเสวี่ยจู๋ได้ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่ยากจะสังเกต
ติดปีกก็ยากที่จะบินหนีอย่างนั้นหรือ?
นางไม่จำเป็นต้องติดปีก!
เมื่อมาถึงตำหนักปีกข้าง นางกำนัลสองคนก็โยนหลินเสวี่ยจู๋ลงบนตั่งอย่างลวกๆ ไม่แม้แต่จะห่มผ้าให้ จากนั้นก็เดินออกไปเฝ้าด้านนอกโดยไม่ลืมที่จะปิดประตู ไม่นานนางก็ได้ยินเสียงขันทีข้างกายฮ่องเต้องค์ใหม่กำชับอะไรบางอย่างแก่นางกำนัลทั้งสองคน
หลินเสวี่ยจู๋ไม่สนใจการเคลื่อนไหวเล็กน้อยของพวกเขา
ตอนนี้ยังไม่ดึกนัก นางสามารถงีบหลับได้สักตื่น สั่งสมพลังเอาไว้แล้วค่อยจัดการธุระ เมื่อนึกถึงตรงนี้นางก็พลิกตัว พยายามเสาะหาท่าที่สบายที่สุด ก่อนจะนอนหลับอย่างสบายใจ
ตกดึก นอกประตูตำหนักมีเสียงฝีเท้าสวบสาบดังแว่วมา
หลินเสวี่ยจู๋ตื่นเต็มตาทันที นางเงี่ยหูฟังเสียงการเคลื่อนไหว
“เซียงอ๋องถูกจับตัวในงานเลี้ยง ฝ่าบาททรงเริ่มทำการใหญ่แล้ว พวกเจ้าผ่อนคลายได้”
เสียงที่ดังแว่วมายังคงเป็นเสียงขันทีข้างกายฮ่องเต้องค์ใหม่
หลินเสวี่ยจู๋กลอกตา
ฮ่องเต้สุนัขผู้นี้ไร้มนุษยธรรมอย่างแท้จริง! เซียงอ๋องเดินทางมากว่าหนึ่งเดือน พอถึงบ้านแม้แต่ข้าวร้อนๆ ยังไม่ให้กินก็ถูกจับตัวแล้ว
กลัวคนอื่นจะมองไม่ออกหรือว่าตนเองทนรอไม่ไหวแล้ว?
นางกำนัลทั้งสองเอ่ยขอบคุณ เมื่อขันทีเดินจากไปไกลแล้ว พวกนางก็นั่งลงบนพื้นหน้าประตู เพียงครู่เดียวก็ผล็อยหลับไป
เมื่อไม่ได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวจากด้านนอกแล้ว หลินเสวี่ยจู๋จึงลุกขึ้น เขย่งปลายเท้าเปิดหน้าต่าง แล้วกระโดดออกไป
ในนิยายเขียนไว้ว่าวังหลวงมีทางลับทางหนึ่งที่เชื่อมไปข้างนอก ทั้งยังเชื่อมกับตำหนักฉินเจิ้งของฮ่องเต้ ตำหนักเฟิ่งอี๋ของฮองเฮา และตำหนักเซวียนเต๋อขององค์รัชทายาท
ไม่เพียงเท่านี้ ทางลับนี้ยังเชื่อมกับท้องพระคลัง ช่วยอำนวยความสะดวกให้ฮ่องเต้สามารถฉกฉวยเงินและทรัพย์สินต่างๆ ในระหว่างที่หลบหนี ความลับเรื่องทางลับนี้ถูกส่งต่อให้ฮ่องเต้แต่ละสมัย แม้แต่ฮองเฮายังไม่รู้
น่าเสียดายที่หลินเสวี่ยจู๋เป็นสตรีที่ครอบครองมิติและเคยอ่านนิยายเรื่องนี้มาก่อน
ในเมื่อฮ่องเต้สุนัขต้องการทำร้ายสามีของนางและเนรเทศนาง ดังนั้นนางก็จะก่อกวนเมืองหลวงและจิตใจของเขา!
หลินเสวี่ยจู๋อาศัยคำบรรยายในนิยายจนหาสวนดอกไม้หลังตำหนักเฟิ่งอี๋พบอย่างรวดเร็ว นางมุดเข้าไปในภูเขาจำลอง สลับกลไก แล้วเข้าไปในทางลับได้สำเร็จ
หากอิงตามเนื้อเรื่องในนิยาย หลังจากเซียงอ๋องเข้าวัง เหยี่ยนอ๋องจะแบ่งทหารในจวนและองครักษ์ไปตรวจสอบจวนสกุลหลินและจวนเซียงอ๋อง ทุกสิ่งที่พวกเขาเคยได้รับจะถูกส่งกลับคืนท้องพระคลัง
หากคำนวณเวลาให้ดี ตอนนี้คงจะตรวจสอบเกือบเสร็จแล้ว
หลินเสวี่ยจู๋ใช้ทางลับที่มุ่งออกนอกวัง ทางออกของทางลับอยู่ใต้โต๊ะบูชาหน้ารูปปั้นเทพเซียนของวัดไฉเสินทางทิศตะวันออกของเมือง
หลินเสวี่ยจู๋ก้าวออกมาจากทางลับด้วยท่าทีเบิกบานใจ
เมื่อไม่เห็นคนอยู่รอบๆ นางก็เดินหายไปในความมืดอย่างคล่องแคล่ว
นางเดินไปตามถนนสักครู่แล้วเลี้ยวตรงหัวมุม ก็เห็นรถม้าหรูหราคันหนึ่งจอดอยู่หน้าจวนหลังหนึ่งที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก รถม้าคันนี้แขวนธงผืนเล็กที่ปักตัวอักษร ‘เหยี่ยน’ เอาไว้
หลินเสวี่ยจู๋มองไปทางประตูใหญ่ของจวนหลังนั้น เห็นเพียงว่าบนป้ายมีอักษรตัวใหญ่สี่ตัวเขียนไว้ว่า ‘จวนเหวินจงโหว’
นี่คือจวนสกุลเดิมของฮองเฮา
หลินเสวี่ยจู๋หรี่ตาลงเล็กน้อย รู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ง่ายดายนัก
นางตัดสินใจอ้อมไปข้างๆ จวนเหวินจงโหว ก่อนจะปีนต้นไม้แล้วกระโจนข้ามกำแพงจวนเข้าไปด้านใน
………………………..
[1] ตีกลองส่งดอกไม้ หมายถึง การละเล่นในวงเหล้าสมัยจีนโบราณ วิธีเล่นคือส่งดอกไม้ให้คนถัดไปจนกว่าเสียงกลองจะหยุด ดอกไม้หยุดที่ผู้ใด ผู้นั้นต้องแต่งกลอนหรือไม่ก็ดื่มเหล้าเป็นการลงโทษ
[2] กระเป๋าฟาง หมายถึง คนที่ไม่มีความสามารถ
[3] เปิ่นกง หมายถึง สรรพนามแทนตัวเองของฮองเฮา
[4] งานเลี้ยงที่หงเหมิน หมายถึง งานเลี้ยงที่จัดขึ้นเพื่อเป็นเครื่องมือในการทำร้ายคน
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะ ๆ นะคะ
.
เมื่อยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน
จะแจกตอนฟรีเพิ่มเป็นวันละ 3 ตอน เป็นเวลา 5 วันเต็มๆค่ะ ^^
บทที่ 3 กวาดจนเกลี้ยง
จุดที่หลินเสวี่ยจู๋อยู่คือนอกศาลาที่ตั้งอยู่ใจกลางทะเลสาบที่อยู่ลึกเข้าไปในจวนเหวินจงโหว โชคดีที่บริเวณนั้นมีต้นไม้ขึ้นหนาแน่น นางที่เป็นแขกไม่ได้รับเชิญจึงไม่ถูกค้นพบโดยสามคนในศาลา
หลินเสวี่ยจู๋แหวกกิ่งไม้แล้วมองออกไป เห็นว่าฝั่งตรงข้ามพระชายาเหยี่ยนอ๋องมีชายชราคนหนึ่งที่แต่งกายหรูหรายืนอยู่
นางได้ยินพระชายาเหยี่ยนอ๋องกล่าวว่า “หลักฐานกระทำผิดในจวนเซียงอ๋องหายไปโดยไม่ทราบสาเหตุ ฝ่าบาทจับตัวเซียงอ๋องไว้แล้ว ตอนนี้กลับไม่อาจอธิบายได้ว่าเหตุใดถึงต้องจับตัวเขาไว้ ฮองเฮารับสั่งให้ข้านำทรัพย์สินของเซียงอ๋องเข้าไปในวัง อีกทั้งให้ท่านโหวตามข้าไปกราบทูลฝ่าบาทว่าเซียงอ๋องต้องการติดสินบนท่านโหวเพื่อปลงพระชนม์ฝ่าบาท เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันว่าเซียงอ๋องคิดก่อกบฏ”
หลินเสวี่ยจู๋ตกตะลึง ฮ่องเต้สุนัขผู้นี้ทำเรื่องชั่วช้า ทั้งยังปรารถนาที่จะลากคนอื่นให้เดือดร้อนตามไปด้วยเสียจริงๆ เหวินจงโหวที่เป็นพ่อตาของเขาก็อายุมากแล้ว จะให้อีกฝ่ายสั่งสมความดีเอาไว้บ้างไม่ได้เชียวหรือ?
ทว่าเมื่อเหวินจงโหวเปิดปาก หลินเสวี่ยจู๋ก็รู้ทันทีว่าตนเองกังวลเกินไป
เขากล่าวว่า “ทำการใหญ่ถึงเพียงนี้ แค่ทรัพย์สินของเซียงอ๋องเพียงอย่างเดียวย่อมไม่พอ เอาอย่างนี้ ข้าจะนำทรัพย์สินบางส่วนจากในจวนไปด้วย เพื่อเป็นหลักฐานแสดงความผิด”
พระชายาเหยี่ยนอ๋องพยักหน้า “เรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นอย่างกะหันหัน โชคดีที่ท่านโหวคิดรอบคอบ”
เหวินจงโหวเอ่ย “พระชายาเหยี่ยนอ๋องไปรอข้าในรถม้าก่อนเถิด ข้าจัดการเสร็จก็จะออกเดินทางทันที”
พระชายาเหยี่ยนอ๋องทำความเคารพเล็กน้อย แล้วจากไปอย่างคนที่รู้ทิศทางในจวนเป็นอย่างดี
ส่วนเหวินจงโหวรีบรุดไปยังทิศทางตรงกันข้าม
เนื่องจากพระชายาเหยี่ยนอ๋องมาหารือเรื่องลับ บ่าวไพร่ในจวนจึงได้รับคำสั่งจากเหวินจงโหวให้กลับห้องพักของตนเอง ทำให้ตอนนี้ทุกคนล้วนอยู่ในห้องพัก
หลินเสวี่ยจู๋ติดตามเหวินจงโหวไปอย่างเงียบงันและไร้ซึ่งแรงกดดัน
นางเห็นเขาเข้าไปหยิบกุญแจที่ห้องหนังสือ จากนั้นก็ตรงไปที่คลังสมบัติ
ไม่นานชายชราก็เดินถือตั๋วเงินปึกหนาออกมา เขาไม่สนใจแม้แต่จะลงกลอนประตูก็รีบร้อนออกจากจวนไป
หลินเสวี่ยจู๋เบิกบานใจยิ่งนัก นี่คือพ่อตาที่เปรียบได้กับเทพเซียนใช่หรือไม่? เพื่อที่จะช่วยเหลือลูกเขยทำเรื่องชั่วช้า แม้แต่ทรัพย์สินของตนเองยังไม่สนใจ
เช่นนี้นางก็จะไม่เกรงใจแล้ว
เมื่อเข้าไปในคลังสมบัติของเหวินจงโหว หลินเสวี่ยจู๋ก็ตกตะลึงไปชั่วครู่กับทรัพย์สินจำนวนมหาศาล
แม้ว่าจะมีการกล่าวถึงในนิยายว่าเหวินจงโหวเก็บภาษีสูงลิ่ว จึงทำให้มีทรัพย์สินมหาศาล
แต่นางไม่คาดคิดว่าจะมากมายถึงเพียงนี้!
นางเก็บทรัพย์สินทั้งหมดเข้าไปในมิติโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง
หลินเสวี่ยจู๋ใช้เวลาเพียงชั่วครู่ก็จัดการเสร็จ จากนั้นนางก็ออกมาจากคลังสมบัติอย่างเบิกบาน
เมื่อเดินผ่านห้องอื่นๆ ก็ถือโอกาสกวาดทรัพย์สินในห้องนั้นจนเกลี้ยง
ขอเพียงสิ่งนั้นเคลื่อนย้ายได้ นางจะไม่ปล่อยไว้เป็นอันขาด รวมถึงหินฮวงจุ้ยในสวนดอกไม้หลังเรือนที่ได้รับการปลุกเสกจากมหาปุโรหิตด้วย
หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจ นางก็เดินกลับทางเดิม และกระโจนข้ามกำแพงออกจากจวนเหวินจงโหว
เป้าหมายถัดไปคือจวนเหยี่ยนอ๋อง
เนื่องจากองครักษ์ทุกคนในจวนถูกเหยี่ยนอ๋องพาไปตรวจสอบจวนสกุลหลินและจวนเซียงอ๋อง ตอนนี้จวนเหยี่ยนอ๋องจึงราวกับเมืองที่ว่างเปล่า
พอเจ้านายไม่อยู่ พวกบ่าวไพร่ก็เกียจคร้าน ไม่มีผู้ใดออกมาเดินตรวจตรา
เมื่อเป็นเช่นนี้หลินเสวี่ยจู๋ย่อมไม่เกรงใจ ขณะที่ปล้นทรัพย์สินในเรือนต่างๆ ก็มองหาคลังสมบัติของเหยี่ยนอ๋องไปด้วย
แผนผังของจวนที่ร่ำรวยเหล่านี้มีความคล้ายคลึงกันยิ่งนัก เนื่องจากตอนสร้างมักคำนึงถึงฮวงจุ้ย
เพียงครู่เดียวนางก็ค้นพบคลังสมบัติ ต้องขอบคุณที่นางเคยเรียนรู้ทักษะพิเศษหลายอย่างเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกไล่สังหารในชีวิตก่อน
ตอนนี้นางกำลังใช้เข็มที่ต่างหูแง้มบานประตู เมื่อสำเร็จก็เดินเข้าไปด้านในโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
คลังสมบัติของเหยี่ยนอ๋องไม่ได้มีเพียงทรัพย์สินธรรมดาๆ เท่านั้น ยังมีสิ่งของมากมายที่ไม่เหมาะจะให้ผู้อื่นเห็นอีกด้วย
หลินเสวี่ยจู๋ไม่มีเวลาตรวจสอบ จึงทำได้เพียงเก็บทุกอย่างเข้ามิติ แล้วค่อยหยิบออกมาดูแก้เบื่อทีหลัง
หลังออกจากจวนเหยี่ยนอ๋อง หลินเสวี่ยจู๋คาดการณ์ว่าน่าจะใกล้ได้เวลาแล้ว จึงตรงไปที่วัดไฉเสิน
ตอนนี้เป็นยามวิกาล บนถนนจึงไร้ผู้คน
หลินเสวี่ยจู๋ไปถึงวัดไฉเสินอย่างราบรื่น นางทิ้งแท่งทองคำไว้บนโต๊ะบูชาแล้วมุดเข้าไปในทางลับ
นางตรงไปที่ตำหนักฉินเจิ้งก่อน ทางออกของทางลับซ่อนอยู่ใต้บัลลังก์มังกรของฮ่องเต้สุนัข
ในเวลานี้เหวินจงโหวกำลังกล่าวหาเซียงอ๋องว่าก่อกบฏ แม้แต่รายละเอียดก็ปั้นแต่งขึ้นมาอย่างสมจริง ฟังดูไหลลื่นยิ่งนัก คนที่ไม่รู้ยังคิดว่าเขาเป็นคนก่อกบฏเสียเอง
เมื่อฟังจบ ฮ่องเต้สุนัขแสร้งทอดถอนใจเพราะเห็นแก่ความสัมพันธ์ฉันพี่น้อง
ท้ายที่สุดเขาจะแสดงออกว่าตนเองเป็นผู้ใหญ่ จึงไม่ถือสาผู้น้อย แล้วแสร้งทำเป็นมีเมตตาด้วยการลงโทษสถานเบาอย่างยึดทรัพย์สินและเนรเทศเท่านั้น
ทางฝั่งเซียงอ๋อง ท่านน้าที่เป็นหม้ายซึ่งเป็นญาติเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ในสกุลมารดาย่อมติดร่างแหไปด้วย
ส่วนสกุลหลินของพระชายาเซียงอ๋องซึ่งเป็นบ้านเดิมของหลินเสวี่ยจู๋ก็ติดร่างแหไปด้วยเช่นกัน
เช่นนี้จึงนับว่าบรรเทาความเกลียดชังอันยิ่งใหญ่ในใจของฮ่องเต้สุนัขไปได้ เขาจึงกลับไปนอนในตำหนักบรรทมด้วยความพึงพอใจ
หลินเสวี่ยจู๋มุดออกมาจากใต้บัลลังก์มังกร นางพบกุญแจซ่อนอยู่ในกลไกของที่วางแขน จากนั้นก็ตรงไปที่ท้องพระคลัง
ถึงช่วงเวลาสำคัญของค่ำคืนนี้แล้ว นางตื่นเต้นเสียจนฝีเท้าล่องลอยเล็กน้อย
เมื่อเปิดประตูท้องพระคลังออก นางก็ต้องตกตะลึง
ท้องพระคลังกว้างเสียจนมองปราดเดียวไม่เห็นกำแพง ทางเดินตรงกลางกว้างขวาง สะดวกต่อการเคลื่อนย้ายสิ่งของ
ท้องพระคลังเต็มไปด้วยทรัพย์สินหายากจำนวนนับไม่ถ้วน โดยแบ่งออกเป็นหมวดหมู่ต่างๆ
หยิบมาอย่างส่งๆ เพียงชิ้นเดียวก็เพียงพอที่จะสร้างความปั่นป่วนให้กับหอประมูลแล้ว
หลินเสวี่ยจู๋ถูมือด้วยความตื่นเต้น นางสามารถครอบครองทรัพย์สินเหล่านี้ได้จริงๆ น่ะหรือ?
ทว่าหลังจากตื่นเต้นได้สักพัก อารมณ์ของนางก็ค่อยๆ สงบลง ถึงอย่างไรเมื่อมีเงินมากจนถึงระดับหนึ่ง มันก็จะเป็นเพียงตัวเลขเท่านั้น
ทรัพย์สินก็เช่นกัน เมื่อมีมากจนถึงระดับหนึ่ง มันก็จะเป็นเพียงสิ่งของที่มีไว้สำหรับชื่นชมเท่านั้น
ไม่ว่าจะใช้ชีวิตอย่างหรูหราเพียงใด ก็กินข้าวได้แค่วันละสามมื้อไปชั่วชีวิต เมื่อเห็นอะไรบางอย่างมากเกินไป จิตใจของผู้คนก็จะเริ่มด้านชา
ดังนั้น นางจึงปล้นท้องพระคลังด้วยอารมณ์ปกติ
เมื่อก้าวข้ามประตูบานหนึ่งไป ก็จะพบกับทรัพย์สินอีกหมวดหมู่
สิ่งที่ถูกเก็บในนั้นเป็นสิ่งของจำเป็นในชีวิตประจำวัน ดูเข้าถึงง่ายและใช้พื้นที่ในการจัดเก็บมากกว่า
โชคดีที่มิติของหลินเสวี่ยจู๋เป็นมิติสำหรับตุนสินค้า ยิ่งยัดสิ่งของเข้าไปมากเท่าไร มิติก็จะใหญ่มากเท่านั้น
นอกจากนี้ เมื่อเพิ่มระดับมิติไปจนถึงระดับหนึ่ง ก็จะสามารถเปิดใช้งานคุณสมบัติอื่นๆ ที่นางไม่รู้จักได้อีกด้วย
เพราะฉะนั้นนางจึงชื่นชอบสิ่งของที่กินพื้นที่ ยิ่งมีขนาดใหญ่เท่าไรก็ยิ่งดี
หลินเสวี่ยจู๋มัวแต่จดจ่ออยู่กับการเก็บทรัพย์สินจนเดินมาถึงทางเข้าท้องพระคลังหลักโดยไม่รู้ตัว
บริเวณมุมทางเดิน นางเห็นทรัพย์สินกองเล็กๆ ที่นางไม่มีเวลาจะเก็บเข้ามิติ
เมื่อพิจารณาให้ดีนางก็รู้สึกหน่วงที่หัวใจ เพราะนั่นคือทรัพย์สินที่ยึดมาจากจวนสกุลหลิน
บิดาของนางเป็นขุนนางน้ำดี จึงมีทรัพย์สินเพียงเท่านี้
ฮ่องเต้สุนัขไร้มนุษยธรรม แม้แต่ทรัพย์สินอันน้อยนิดก็ยังไม่ปล่อยผ่าน!
ส่วนทรัพย์สินที่ยึดมาจากจวนเซียงอ๋องนั้นถูกปฏิบัติดีหน่อย โดยกองไว้ในท้องพระคลังหลัก
หลินเสวี่ยจู๋พยายามระงับน้ำตาที่กำลังคลอหน่วย จากนั้นดีดนิ้วหนึ่งที ทำให้ท้องพระคลังว่างเปล่า แล้วหมุนตัวจากไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อกลับมาถึงตำหนักฉินเจิ้ง นางก็มองไปที่บัลลังก์มังกรสีทองอร่าม มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มหยัน
หลินเสวี่ยจู๋โบกมือ ตำหนักฉินเจิ้งก็กลายเป็นห้องที่ปราศจากของตกแต่งทันที ทั้งตำหนักว่างเปล่า เหลือเพียงเสาสี่ต้นเท่านั้น จากนั้นนางก็โยนกุญแจท้องพระคลังลงพื้น
แน่นอนว่าการกระทำเช่นนี้ย่อมก่อให้เกิดความเจ็บปวด แต่ถือเป็นการดูหมิ่นมากกว่า พรุ่งนี้เช้าเมื่อฮ่องเต้สุนัขตื่นมาเห็นฉากนี้จะไม่โมโหจนควันออกหูได้หรือ?
หลินเสวี่ยจู๋มองผลงานชิ้นเอกของตนเองด้วยความพึงพอใจ แล้วเดินไปที่ตำหนักปีกข้าง
นางจำได้ว่าที่ตำหนักปีกข้างมีกลไกเชื่อมไปยังห้องลับ ด้านในจัดเก็บพระราชลัญจกรของฮ่องเต้ทุกสมัยเอาไว้
หากของเล่นเหล่านี้หายไป หลังตายไปฮ่องเต้สุนัขย่อมไม่มีหน้าไปพบบรรพชนเป็นแน่
หลินเสวี่ยจู๋ไม่พูดพร่ำทำเพลง หลังจากกวาดพระราชลัญจกรทั้งหมดลงในมิติ ก็กวาดทรัพย์สินในตำหนักปีกข้างต่อ
จากนั้นจึงใช้ทางลับกลับไปที่ตำหนักเฟิ่งอี๋
นางรู้ว่าในตำหนักเฟิ่งอี๋มีคลังสมบัติของฮองเฮาอยู่ โดยปกติจะถูกลงกลอนไว้สองชั้น ไม่อนุญาตให้คนอื่นเข้าใกล้
นางอาศัยที่ค่ำคืนนี้แสงจันทร์มืดสลัวและลมพัดแรง กวาดทรัพย์สินจนเกลี้ยง
เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้วนางก็กลับตำหนักตามเส้นทางเดิม ก่อนจะปีนหน้าต่างเข้าไปในห้อง แล้วนอนหงายบนตั่งอย่างหมดรูป
เด็กน้อยเหนื่อยแทบตายแล้ว คืนนี้นางก่อเรื่องไปมากมาย
คำนวณเวลาแล้วน่าจะมีเวลานอนต่อ
หลินเสวี่ยจู๋หาวหวอด ก่อนจะสอดตัวเข้าไปในผ้าห่มแล้วนอนหลับอย่างมีความสุข
………………………..
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะ ๆ นะคะ
.
เมื่อยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน
จะแจกตอนฟรีเพิ่มเป็นวันละ 3 ตอน เป็นเวลา 5 วันเต็มๆค่ะ ^^