โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [นิยายแปล]

นิยาย Dek-D

อัพเดต 06 ต.ค. 2568 เวลา 09.56 น. • เผยแพร่ 02 ม.ค. 2568 เวลา 03.45 น. • Kawebook
คิดจะใส่ร้ายสามีของข้าแถมยังคิดจะยึดทรัพย์กันอีกอย่างนั้นหรือ? ถ้างั้นข้าริบสมบัติในท้องพระคลังนี่.. เข้า “มิติตุนสินค้า” ของข้าเพื่อเป็นข้อแลกเปลี่ยนก็แล้วกัน!

ข้อมูลเบื้องต้น

คิดจะใส่ร้ายสามีของข้าแถมยังคิดจะยึดทรัพย์กันอีกอย่างนั้นหรือ? ถ้างั้นข้าริบสมบัติในท้องพระคลังนี่.. เข้า “มิติตุนสินค้า” ของข้าเพื่อเป็นข้อแลกเปลี่ยนก็แล้วกัน!

เจ้าของลิขสิทธิ์ต้นฉบับ : Guangzhou Alibaba Literature lnformation TechnologY Co., Ltd
ประพันธ์โดย : 念秋安好
ลิขสิทธิ์ฉบับภาษาไทยถูกต้องโดย : Glory Forever Public Co.,LTD
บรรณาธิการ :วลีรัตน์ แทนคง
แปลภาษาไทยโดย : สุธิดา มีศิริ

คุณหนูรักสบายนอนทอดกายอยู่ดี ๆ ก็ตื่นมาในยุคโบราณเสียอย่างนั้น

แถมยังเป็นยุคสมมติในนิยายน้ำเน่าที่ตัวเองเพิ่งอ่านไปซะด้วยสิ

ทว่าแทนที่จะตื่นตระหนกตกใจ “เสวี่ยจู๋” กลับเร่งตรวจสอบ

“มิติตุนสินค้า” ของตัวเองก่อนเสียอย่างนั้น

เรื่องที่สามีกำลังจะโดนใส่ความว่าเป็นกบฏก็ขอเก็บไว้ก่อน

เรื่องที่ตนจะโดนขับไล่ออกจากตระกูลก็ขอคิดทีหลัง

..มิติของข้าสำคัญที่สุด!..

เมื่อตรวจสอบเรียบร้อยว่าทุกอย่างยังอยู่ดี

คราวนี้นางก็ต้องเริ่มแผนการการเป็นตัวละคร(ประกอบ)ให้แนบเนียน(?)ทันที

โดยการแกล้งเมามายตามบท

แล้วค่อยตลบหลัง.. กวาดเอาทรัพย์สินในท้องพระคลังมาไว้กับตัว

คลังสมบัติจวนโหว - Complete

จวนอ๋อง - Complete

ท้องพระคลังฮ่องเต้ - Complete

คลังสมบัติของฮองเฮา - Complete

ในเมื่อฮ่องเต้หมาเน่าอย่างท่านต้องการจะริบทรัพย์สามีข้า

อย่างนั้นก่อนจะโดนเนรเทศออกจากเมืองหลวงไป

ข้าก็ขอของในท้องพระคลังของท่านเป็นข้อแลกเปลี่ยนหน่อยก็แล้วกันน้า~

คิดจะสู้กับคนที่มีเนื้อเรื่องอยู่ในมืออย่างนั้นหรือ?

ยังเร็วไปร้อยปี!!!

หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะ ๆ นะคะ ^^

.
งานหนังสือนี้ ชาว Jinovel มารับของพรีเมียมกลับบ้านด่วน!!

.

ขอแนะนำนิยายสนุกๆ คัดสรรมาเพื่อคุณนักอ่านโดยเฉพาะ

“ย้อนเวลากลับมาเกิดใหม่ครั้งนี้ พี่เบบี๋จะปั้นคนในครอบครัวให้มีชีวิตที่ดีเอง!”

อยากอ่านเรื่องนี้ จิ้มได้เลย >> เกิดใหม่ในยุค 70 คุณหนูฟันน้ำนมขอสั่งลุย

บทที่ 1 แก้ปัญหาให้ตัวโง่งมเจ้าของร่าง

“แย่แล้ว คุณหนูเสวี่ยจู๋ฆ่าตัวตายแล้ว”

หลังจากกล่าวจบก็ตามมาด้วยเสียงกรีดร้อง หลินเสวี่ยจู๋ลืมตาขึ้นอย่างกะทันหัน ก่อนจะส่งจิตสำนึกเข้าไปตรวจสอบมิติของตนเอง

มิติยังอยู่

นางลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก

ผิดที่ครอบครองหยกแท้ๆ

นางต้องเผชิญกับการถูกไล่สังหารเพราะมิตินี้ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ทำให้ระยะนี้นางเต็มไปด้วยความวิตกกังวล ช่วงหลังนางไม่แม้แต่จะออกไปข้างนอก ทำได้เพียงเล่นเกมและอ่านนิยายเพื่อฆ่าเวลา

ขณะที่นางกำลังยินดี ประตูห้องก็ถูกเปิดออก แม่นางผู้หนึ่งในชุดโบราณเดินเข้ามา

แม่นางผู้นั้นมองนาง ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มเยาะเย้ย ราวกับกำลังมีความสุขบนความทุกข์ของผู้อื่น “น้องหญิงเสวี่ยจู๋ เจ้ายังไม่ตาย”

เมื่อได้ยินชื่อนี้ หลินเสวี่ยจู๋ก็นิ่งงันไปชั่วขณะ

นางพยายามย้อนความทรงจำ จำได้ว่านี่คือชื่อของตัวประกอบหญิงในนิยายน้ำเน่าเรื่อง ‘หลังจากฆ่าพี่ชายเพื่อขึ้นครองบัลลังก์ ทรราชก็ไล่ตามง้องอนชายาอย่างบ้าคลั่ง’ ที่ตนเองกำลังอ่านอยู่

อีกทั้งชื่อนี้ยังเป็นชื่อที่นางส่งเข้าประกวดในกระทู้เกี่ยวกับนิยายเรื่องนี้อีกด้วย จึงมีความประทับใจที่ลึกซึ้งเป็นพิเศษ

นี่หมายความว่านางทะลุมิติเข้ามาในนิยายอย่างนั้นหรือ?

นางจำได้ว่าเนื้อเรื่องในส่วนนี้คือ ฮูหยินผู้เฒ่าบีบบังคับให้หลินเสวี่ยจู๋หย่าร้างกับเซียงอ๋อง หลินเสวี่ยจู๋จึงแสร้งทำเป็นแขวนคอ ทำให้สามารถรักษาสถานะพระชายาเซียงอ๋องเอาไว้ได้

เฮอะ ตอนนี้นางกลับอยู่ในร่างของตัวประกอบที่ชอบทำตัวมีปัญหาเสียแล้ว

“หลินเสวี่ยหลาน?” หลินเสวี่ยจู๋หยั่งเชิง

แม่นางผู้นี้คงจะเป็นคุณหนูใหญ่สกุลหลิน นางเป็นนางเอกในนิยาย ทั้งยังเป็นพี่สาวต่างมารดาของร่างนี้ด้วย

หลินเสวี่ยหลานมองนางอย่างดูแคลน ก่อนจะนั่งลงที่โต๊ะอย่างสบายอารมณ์ แล้วรินชาให้ตนเองถ้วยหนึ่ง

เนิ่นนานก่อนจะเปิดปากพูดด้วยท่าทีสูงส่ง “ท่านย่าให้ข้ามาถ่ายทอดคำพูดแก่เจ้า ตอนนี้เซียงอ๋องถูกกล่าวหาว่าก่อกบฏ ในเมื่อเจ้าไม่เต็มใจที่จะหย่ากับเขา ก็ตัดความสัมพันธ์กับสกุลหลินของข้าเสีย”

บทพูดนี้ไม่ผิดเพี้ยนไปจากในนิยายเลยสักนิด

เพียงแต่หลินเสวี่ยหลานที่ในนิยายเปรียบได้กับดอกบัวขาวแสนบริสุทธิ์จะไม่แสดงท่าทางเช่นนี้ออกมาเป็นอันขาด

หลินเสวี่ยจู๋ยกมุมปากเป็นรอยยิ้มหยัน นางลุกขึ้นนั่งบนเตียง ยื่นมือไปนวดลำคอที่เจ็บจากการแสร้งแขวนคอ ก่อนจะกล่าวด้วยท่าทีหยอกล้อ “หากจะให้ตัดความสัมพันธ์ย่อมเป็นอีกราคาหนึ่ง เจ้ากลับไปหารือกับฮูหยินผู้เฒ่าก่อนดีหรือไม่?”

เมื่อเห็นอีกฝ่ายมีท่าทางราวกับหมูตายไม่กลัวน้ำร้อนลวก หลินเสวี่ยหลานก็เดือดดาล นางตบโต๊ะแล้วลุกขึ้นยืน “หลินเสวี่ยจู๋ เจ้าอย่าทำตัวหน้าไม่อายหน่อยเลย! ตอนแรกเพื่อที่จะแย่งข้า เจ้าถึงขั้นปีนขึ้นเตียงของเซียงอ๋อง ตอนนี้เจ้ากรรมตามสนอง ยังต้องให้พวกเราถูกกลบฝังไปกับเจ้าด้วยหรือ?”

“แล้วอย่างไรเล่า?” หลินเสวี่ยจู๋ถามกลับอย่างเย็นชา “ในสกุลนี้คนที่เป็นขุนนางรับเบี้ยหวัดก็คือบิดาข้า พวกเจ้าที่เป็นทายาทสายตรงล้วนพึ่งพาบิดาข้า ทั้งยังไม่ทำอันใด ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายเสมอมา ตอนนี้เซียงอ๋องถูกกล่าวหาว่าก่อกบฏ ฮ่องเต้ตัดสินพระทัยอย่างไรก็ยังไม่ทราบ ทว่าพวกเจ้ากลับรีบร้อนที่จะตัดความสัมพันธ์กับข้า ช่างเป็นการคิดคำนวณที่ดีเสียจริง”

คำพูดของหลินเสวี่ยจู๋ทิ่มแทงความหยิ่งในศักดิ์ศรีของหลินเสวี่ยหลานทันที

บิดานางมีฐานะเป็นบุตรชายคนโตของจวนสกุลหลิน จะไม่โดดเด่นก็แล้วไปเถิด ทว่าบุตรชายที่ท่านปู่เลี้ยงดูไว้ข้างนอกดันก้าวหน้า อายุสามสิบกว่าก็เป็นถึงขุนนางขั้นห้าแล้ว

เมื่อเปรียบเทียบบุตรชายทั้งสองคน ย่อมหมายความว่าผู้ที่เสียหน้าคือทายาทสายตรง

นอกจากนี้ เมื่อปีนั้นเซียงอ๋องประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย รูปลักษณ์ก็หล่อเหลาสง่างาม จึงได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้องค์ก่อนไม่น้อย

เดิมทีท่านย่าคิดที่จะพึ่งพาร่มเงาของท่านปู่ด้วยการให้นางแต่งเข้าจวนเซียงอ๋องเพื่อกอบกู้สถานการณ์ของทายาทสายตรง ไม่คาดคิดว่าจะถูกนางแพศยาหลินเสวี่ยจู๋ตัดหน้า ใช้แผนทำลายความบริสุทธิ์ของตนเองเพื่อที่จะได้แต่งงานกับเซียงอ๋อง

สวรรค์รู้ดีว่านางเกลียดชังอีกฝ่ายมากเพียงใด!

ตอนนี้เกิดเรื่องกับเซียงอ๋องแล้ว นางแพศยาก็ต้องโชคร้ายตามไปด้วย ในที่สุดนางก็จะได้หัวเราะเยาะเสียที แต่นางแพศยาที่ใกล้จะตายผู้นี้ยังกล้ากำเริบเสิบสานต่อหน้านาง!

เมื่อคิดถึงตรงนี้ หลินเสวี่ยหลานก็คว้าถ้วยชาขึ้นมา แล้วสาดน้ำชาร้อนๆ ไปที่ใบหน้าของหลินเสวี่ยจู๋

หลินเสวี่ยจู๋ตอบสนองรวดเร็วอย่างยิ่ง นางเบี่ยงตัวหลบ แล้วคว้าหมอนขว้างออกไป

หลินเสวี่ยหลานถูกหมอนกระแทกจนล้มลงกับพื้น เนิ่นนานกว่าจะได้สติกลับมา

นางกุมใบหน้าที่ปวดแสบปวดร้อน พลางถลึงตาใส่หลินเสวี่ยจู๋อย่างโหดเหี้ยม “ในเมื่อเจ้าฆ่าตัวตาย เหตุใดถึงไม่ตายไปเสีย!”

หลินเสวี่ยจู๋เมินคำพูดหยาบคายของนาง แล้วเดินข้ามนางไป เพราะเห็นว่านี่ไม่ใช่เวลาที่จะต่อปากต่อคำ

หากนางจำไม่ผิดละก็ วันนี้คือวันที่เซียงอ๋องจะกลับเมืองหลวง ฮ่องเต้องค์ใหม่จะส่งคนไปรอที่จวนเซียงอ๋องล่วงหน้า แล้วพานางเข้างานเลี้ยงในฐานะตัวประกัน

จากนั้นฮ่องเต้องค์ใหม่จะลงมือสืบสวน แล้วพบอาวุธที่ถูกเตรียมไว้ก่อนหน้านี้ในคลังใต้ดินของจวนเซียงอ๋อง อันเป็นหลักฐานที่ยืนยันถึงการกบฏ

เซียงอ๋องจะถูกจับตัวหลังเข้าวัง ฮ่องเต้องค์ใหม่เลี่ยงที่จะมอบโทษตายแก่เขาเพื่อแสดงความเมตตา จึงตัดสินให้ยึดทรัพย์สินและเนรเทศแทน ซึ่งสกุลหลินก็ติดร่างแหไปด้วย

สำหรับเรื่องที่ว่าอาวุธเข้ามาอยู่ในคลังใต้ดินของจวนเซียงอ๋องได้อย่างไรนั้น นั่นต้องถามหลินเสวี่ยจู๋ผู้ลุ่มหลงมัวเมาในความรักแล้ว

วันที่ตัวโง่งมผู้นี้แต่งงานกับเซียงอ๋อง ตอนนั้นสามีสวมชุดเกราะออกไปทำศึก ไม่ได้ร่วมหอด้วย นางจึงอารมณ์เสียตลอดเวลา กิจภายในจวนเซียงอ๋องนางก็คร้านที่จะดูแล จึงหนีกลับมาที่จวนสกุลหลิน

เมื่อข่าวชัยชนะอย่างยิ่งใหญ่จากชายแดนเหนือส่งมาถึง ฮ่องเต้องค์ใหม่ก็ตกรางวัลให้จวนเซียงอ๋องอย่างหนัก ทว่าข้างในรางวัลเหล่านั้นล้วนซ่อนไว้ด้วยอาวุธ

ตัวโง่งมไม่แม้แต่จะตรวจสอบ สั่งให้คนยกเข้าไปในคลังใต้ดินทันที

ช่างเป็นผู้เชี่ยวชาญในการหาเรื่องให้สามีเสียจริง

ตอนที่หลินเสวี่ยจู๋อ่านเนื้อหาช่วงนี้ นางได้แต่ด่าทอตัวโง่งมผู้นี้อยู่ในใจ ไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าตนเองจะต้องมาแก้ปัญหาให้

หลินเสวี่ยจู๋นั่งรถม้ากลับจวนเซียงอ๋องทันที

เมื่อถึงจวนก็ไล่บ่าวรับใช้ออกไปจนหมด แล้วถือกุญแจไปที่คลังใต้ดินเพียงลำพัง

เซียงอ๋องหยวนซิวทำศึกอยู่ข้างนอกมาหลายปี น้อยครั้งที่จะสานสัมพันธ์กับผู้มีอำนาจในเมืองหลวง ด้วยเหตุนี้ ของส่วนใหญ่ในคลังใต้ดินจึงเป็นรางวัลจากการทำความดีความชอบ

หลินเสวี่ยจู๋เปิดหีบหลายใบที่อยู่ด้านนอกสุด

เมื่อกวาดเอาเพชรนิลจินดาออก ก็เผยให้เห็นดาบ หอก กระบี่ และง้าวที่เปล่งแสงเย็นเยียบ

เป็นอย่างที่คิด ทั้งหมดนี้คือฝีมือของฮ่องเต้องค์ใหม่ ใช้ประโยชน์จากพระอนุชาของตนเองให้ยุติสงครามที่ชายแดนเหนือก่อน จากนั้นค่อยกำจัดเขาด้วยโทษกบฏ ถือเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว ช่างวางแผนได้แยบยลนัก

หลินเสวี่ยจู๋ไม่พูดพร่ำทำเพลง นางย้ายอาวุธทั้งหมดเข้าไปในมิติ

สำหรับของมีค่าอื่นๆ ยังต้องทิ้งไว้ในคลังใต้ดินไปก่อน ทำทีว่าไม่เคยถูกแตะต้อง เช่นนี้ถึงจะทำให้ฮ่องเต้องค์ใหม่น้ำท่วมปากและงุนงง

หลินเสวี่ยจู๋ทำทั้งหมดนี้เสร็จก็หมุนตัวจากไปอย่างไม่เปิดเผยความดีความชอบ

นางกลับไปที่เรือนเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทันทีที่นั่งลงและคิดจะดื่มชาสักถ้วย ก็เห็นว่ามีสาวใช้วิ่งเหยาะๆ มารายงาน

“พระชายาเพคะ คนจากในวังมาแจ้งว่าฝ่าบาททรงคิดที่จะจัดงานเลี้ยงเพื่อเฉลิมฉลองให้ท่านอ๋องของพวกเราที่ได้รับชัยชนะ ฮองเฮาทรงเชิญท่านไปร่วมงานด้วยเพคะ” ใบหน้าของสาวใช้เต็มไปด้วยความยินดี ยิ้มไม่หุบ

“เปลี่ยนเสื้อผ้าเถิด”

หลินเสวี่ยจู๋มีท่าทีเฉยเมย นางเปลี่ยนเป็นชุดฝ่ายในโดยมีสาวใช้คอยปรนนิบัติ จากนั้นก็เดินออกจากจวนเซียงอ๋องอย่างสง่างาม

ผู้ที่มารับนางคือขันทีของตำหนักฮองเฮา เรียกได้ว่าฮ่องเต้และฮองเฮาให้เกียรตินางอยู่หลายส่วน

“พระชายาเซียงอ๋อง เชิญ” ขันทีกล่าวพลางโค้งคำนับ

หลินเสวี่ยจู๋กวาดตามองเขา แล้วมุดเข้าไปในรถม้าอย่างหยิ่งยโสตามนิสัยของตัวละครนี้ในนิยาย

ไร้คำพูดคุยตลอดทาง

จนกระทั่งมาถึงตำหนักเฟิ่งอี๋ของฮองเฮา หลินเสวี่ยจู๋ก็เห็นว่าบรรดาสตรีสูงศักดิ์ในเมืองหลวงมากันหมดแล้ว นางอดไม่ได้ที่จะลอบถอนหายใจ ช่างเอิกเกริกเสียจริง

เมื่อเห็นหลินเสวี่ยจู๋มาแล้ว ทุกคนก็หยุดหัวเราะ พลางทยอยลุกขึ้นพูดแสดงความยินดี

แม้ว่าพวกนางจะรู้ว่าเซียงอ๋องถูกกล่าวหาว่าก่อกบฏ แต่เนื่องจากฮ่องเต้องค์ใหม่ยังไม่ตรัสถึงเรื่องนี้ พวกนางจึงคิดว่าฝ่าบาทมีพระประสงค์ที่จะปกป้องพระอนุชาของตนเอง เช่นนั้นบุคคลที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดในตอนนี้ก็คือเซียงอ๋องที่กำลังเดินทางกลับเมืองหลวง

การที่พวกนางเอาอกเอาใจพระชายาเซียงอ๋องนับว่าเป็นการสานสัมพันธ์ให้สกุลของตนเองด้วย

หลินเสวี่ยจู๋กล่าวทักทายไม่กี่ประโยคอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาวตามนิสัยของตัวละคร แล้วไปนั่งร่วมกับทุกคน

………………………..

หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะ ๆ นะคะ

.

เมื่อยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน

จะแจกตอนฟรีเพิ่มเป็นวันละ 3 ตอน เป็นเวลา 5 วันเต็มๆค่ะ ^^

บทที่ 2 หรี่ตาลงเล็กน้อย รู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ง่ายดายนัก

ฮองเฮาทรงอยู่ในวัยกลางคน พระพักตร์ดูอ่อนโยนและมีเมตตา นางเป็นฝ่ายทักทายหลินเสวี่ยจู๋ก่อนสองสามประโยค จากนั้นก็มีรับสั่งให้นางกำนัลนำอุปกรณ์ในการเล่นตีกลองส่งดอกไม้[1]มามอบให้

หากอิงตามลักษณะนิสัยในนิยาย เจ้าของร่างนี้ไม่เพียงเป็นคนลุ่มหลงมัวเมาในความรักเท่านั้น ยังเป็นกระเป๋าฟาง[2]ใบใหญ่อีกด้วย

ในนิยาย ฮองเฮาจะจงใจโกงด้วยการทำให้ดอกไม้หยุดอยู่ที่นาง และในเมื่อนางแต่งกลอนไม่เป็น ก็ทำได้เพียงดื่มสุราเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ นางจึงเมามายเสียจนนอนเหยียดแข้งเหยียดขา และถูกฮองเฮารั้งให้อยู่ค้างคืนในวังไปตามระเบียบ

หลินเสวี่ยจู๋ไม่ต้องการให้เรื่องราวเป็นไปตามนิยาย นางต้องการเล่น และนางจะเล่นด้วยการส่งดอกไม้อย่างรวดเร็ว

ดังนั้น ในรอบแรกที่คนข้างๆ ส่งดอกไม้มาให้นาง นางก็โยนมันให้คนถัดไปด้วยความเร็วดุจสายฟ้า เสียงกลองหยุดลงในจังหวะที่ดอกไม้หล่นอยู่บนตักของคนถัดไปพอดี

การเคลื่อนไหวที่รวดเร็วของหลินเสวี่ยจู๋ทำให้บรรดาสตรีสูงศักดิ์ล้วนตกตะลึง

หลินเสวี่ยจู๋แย้มยิ้มจอมปลอมด้วยสีหน้าราวกับต้องการจะบอกว่า ‘ออมมือแล้ว’

ฮองเฮาลอบมองไปทางนางกำนัลสองคนที่ทำหน้าที่ตีกลองและให้สัญญาณหยุดกลอง สายตาเต็มไปด้วยความตำหนิอย่างชัดเจน

รอบที่สอง เพื่อป้องกันไม่ให้หลินเสวี่ยจู๋โยนดอกไม้ให้คนถัดไปด้วยความรวดเร็วจนเกินไป นางกำนัลที่ทำหน้าที่ตีกลองจึงรีบหยุดตี

ผลลัพธ์คือ คนก่อนหน้าหลินเสวี่ยจู๋ยังไม่ทันได้ส่งดอกไม้ออกไป จึงจำต้องรับบทลงโทษ

รอบที่สาม นางกำนัลสองคนกัดฟันร่วมมือกัน ท้ายที่สุดก็ทำให้ดอกไม้หยุดอยู่ในมือของหลินเสวี่ยจู๋จนได้ หลินเสวี่ยจู๋จึงท่องบทกวีในสมัยราชวงศ์ถังออกมาอย่างส่งๆ สร้างความตกตะลึงให้กับทุกคนในห้องโถง

เฮอะ ผู้ใดใช้ให้ราชวงศ์ในนิยายเรื่องนี้เป็นเพียงราชวงศ์ที่ถูกสมมติขึ้นกันเล่า? ในที่นี้จึงมีนางเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่ท่องบทกวีในสมัยราชวงศ์ถังได้

หลังจากเล่นไปสิบกว่ารอบ หลินเสวี่ยจู๋ก็ท่องบทกวีไปบทแล้วบทเล่า ทำให้นางไม่ต้องแตะสุราสักหยด ส่วนทุกคนคิดเพียงว่าฮองเฮาทรงตั้งใจที่จะทำให้พระชายาเซียงอ๋องแสดงความสามารถอันโดดเด่นของตนเองออกมาเท่านั้น

ฮองเฮาข่มอารมณ์ต่อไปไม่ไหว นางตรัสออกมาด้วยรอยยิ้ม “วันนี้เซียงอ๋องได้รับชัยชนะและกำลังเดินทางกลับเมืองหลวง ย่อมเป็นที่จับตามอง ส่วนพระชายาเซียงอ๋องก็ครองอันดับหนึ่งในวังหลังแห่งนี้ได้ พวกเจ้าสามีภรรยาช่างกลมเกลียวและเหมาะสมกันมากจริงๆ”

หลินเสวี่ยจู๋ฟังถ้อยคำเสแสร้งของฮองเฮาก็พลันยิ้มหยันในใจ พยายามใช้วาจาทิ่มแทงนางใช่หรือไม่? คิดว่าการศึกษาภาคบังคับเก้าปีของนางเป็นเรื่องสูญเปล่าอย่างนั้นหรือ?

นางรีบยกจอกสุราขึ้นแล้วเอ่ย “หม่อมฉันฝีมืออ่อนด้อยเพคะ เทียบกับหม่อมฉันแล้ว ฮองเฮาที่เป็นมารดาของแผ่นดิน รูปโฉมงดงามอย่างหาที่เปรียบมิได้ ทั้งยังมีกิริยามารยาทพรั่งพร้อมต่างหากที่เป็นคู่รักที่สมบูรณ์แบบอย่างหาได้ยากกับฝ่าบาทเพคะ”

เมื่อฮองเฮาได้ฟังถ้อยคำนี้ก็ชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็แย้มสรวลอย่างอ่อนโยน “พระชายาเซียงอ๋องพูดจาเป็นจริงๆ”

ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดนางถึงได้รู้สึกว่าพระชายาเซียงอ๋องผู้นี้มีบางอย่างผิดไป ราวกับไม่ใช่เศษสวะเหมือนที่นางได้ยินมา

เมื่อแผนการแรกไม่สำเร็จ ฮองเฮาก็ผุดแผนการขึ้นมาอีกอย่าง

นางยกจอกสุราขึ้น ก่อนจะตรัสด้วยรอยยิ้ม “เซียงอ๋องสร้างคุณูปการยิ่งใหญ่ต่อทั้งประชาชนและแคว้น จะขาดการสนับสนุนของภรรยาที่เก่งกาจอย่างพระชายาเซียงอ๋องไปไม่ได้ เปิ่นกง[3]ขอคารวะพระชายาเซียงอ๋อง”

เมื่อฮองเฮาเป็นฝ่ายเริ่ม ทุกคนก็ทำตาม พวกเขาทยอยยกจอกสุราขึ้นแล้วคารวะไปทางหลินเสวี่ยจู๋

กลยุทธ์ใช้ประโยชน์จากคนหมู่มากอย่างนั้นหรือ?

หลินเสวี่ยจู๋ยิ้มน้อยๆ นางยกจอกสุราขึ้น ใช้แขนเสื้อปิดปาก ก่อนจะเทสุราเข้าไปในมิติทันที มิติของคนอื่นใช้เก็บสมบัติ ส่วนมิติของนางใช้เก็บขยะเสียนี่!

เมื่อคนอื่นคารวะเสร็จแล้ว นางที่เป็นแขกก็รับหน้าที่เป็นเจ้าบ้านด้วยการยกจอกสุราขึ้นเพื่อคารวะฮองเฮาอีกสิบกว่าจอก

ทันทีที่ฮองเฮาดื่ม ทุกคนย่อมไม่กล้าที่จะไม่ดื่มตาม

ไม่นานหลินเสวี่ยจู๋ก็แสร้งล้มลงไปนอนเหยียดแข้งเหยียดขา

เมื่อเห็นนางหมดสติเพราะความเมามาย ก็มีคนเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มเหยียดหยาม “ได้ยินว่าบิดาของพระชายาเซียงอ๋องเป็นขุนนางชั้นผู้น้อยขั้นห้า การกระทำของนางแสดงให้เห็นว่าครอบครัวที่ยากจนย่อมไม่อาจผลิตสตรีสูงศักดิ์ออกมาได้จริงๆ”

“พระชายาเหยี่ยนอ๋องระวังคำพูดด้วย” ฮองเฮาส่งเสียงปราม

พระชายาเหยี่ยนอ๋อง?

เหยี่ยนอ๋องที่เป็นฝาแฝดร่วมอุทรของฮ่องเต้องค์ใหม่ที่ทุ่มเทกำลังไปไม่น้อยเพื่อใส่ร้ายป้ายสีเซียงอ๋องน่ะหรือ?

มิน่าเล่า

นอกจากฮองเฮาแล้ว เกรงว่ามีเพียงพระชายาเหยี่ยนอ๋องเท่านั้นที่รู้ว่านี่คืองานเลี้ยงที่หงเหมิน[4]

หลินเสวี่ยจู๋แสร้งเอ่ยวาจาออกมาด้วยน้ำเสียงเมามาย “ท่านอ๋องจะกลับมาเมื่อไร? หม่อมฉันคิดถึงท่านอ๋อง หม่อมฉันคิดถึงท่านอ๋องจะตายอยู่แล้ว”

เมื่อทุกคนได้ยินคำพูดที่แสดงออกถึงความรักอย่างเปิดเผยนี้ต่างก็ลอบยิ้มเหยียดหยาม

ฮองเฮาขมวดคิ้วเล็กน้อย จากนั้นรีบปิดบังความรังเกียจในแววตาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะรับสั่ง “ประคองพระชายาเซียงอ๋องไปที่ตำหนักปีกข้าง แล้วรับใช้นางให้ดี”

“เพคะ”

นางกำนัลสองคนรีบเข้ามาแบกหลินเสวี่ยจู๋คนละข้าง

หลินเสวี่ยจู๋ราวกับไม่มีกระดูก ตัวอ่อนและยืนโงนเงนไปมาด้วยความเมามาย

เมื่อออกจากตำหนักใหญ่ก็ได้ยินนางกำนัลคนหนึ่งเอ่ยเสียงเบา “ฮองเฮารับสั่งมานานแล้วว่าคืนนี้ฝ่าบาทจะกระทำการใหญ่ พวกเราต้องจับตาดูพระชายาเซียงอ๋องอย่างใกล้ชิด”

นางกำนัลอีกคนรีบห้ามปราม “พี่หญิงรีบหยุดพูดเสีย ระวังจะถูกคนได้ยินเข้า”

“กลัวอันใด? นางเข้ามาในวังหลวงแล้ว ต่อให้ติดปีกก็ยากที่จะบินหนี หรือต่อให้ได้ยิน สตรีอย่างนางจะทำอันใดได้?”

“ใช่แล้วๆ พี่หญิง พวกเรารีบไปกันเถิด”

ทั้งสองคนไม่พูดมากอีก

ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นว่าในตอนนี้มุมปากของหลินเสวี่ยจู๋ได้ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่ยากจะสังเกต

ติดปีกก็ยากที่จะบินหนีอย่างนั้นหรือ?

นางไม่จำเป็นต้องติดปีก!

เมื่อมาถึงตำหนักปีกข้าง นางกำนัลสองคนก็โยนหลินเสวี่ยจู๋ลงบนตั่งอย่างลวกๆ ไม่แม้แต่จะห่มผ้าให้ จากนั้นก็เดินออกไปเฝ้าด้านนอกโดยไม่ลืมที่จะปิดประตู ไม่นานนางก็ได้ยินเสียงขันทีข้างกายฮ่องเต้องค์ใหม่กำชับอะไรบางอย่างแก่นางกำนัลทั้งสองคน

หลินเสวี่ยจู๋ไม่สนใจการเคลื่อนไหวเล็กน้อยของพวกเขา

ตอนนี้ยังไม่ดึกนัก นางสามารถงีบหลับได้สักตื่น สั่งสมพลังเอาไว้แล้วค่อยจัดการธุระ เมื่อนึกถึงตรงนี้นางก็พลิกตัว พยายามเสาะหาท่าที่สบายที่สุด ก่อนจะนอนหลับอย่างสบายใจ

ตกดึก นอกประตูตำหนักมีเสียงฝีเท้าสวบสาบดังแว่วมา

หลินเสวี่ยจู๋ตื่นเต็มตาทันที นางเงี่ยหูฟังเสียงการเคลื่อนไหว

“เซียงอ๋องถูกจับตัวในงานเลี้ยง ฝ่าบาททรงเริ่มทำการใหญ่แล้ว พวกเจ้าผ่อนคลายได้”

เสียงที่ดังแว่วมายังคงเป็นเสียงขันทีข้างกายฮ่องเต้องค์ใหม่

หลินเสวี่ยจู๋กลอกตา

ฮ่องเต้สุนัขผู้นี้ไร้มนุษยธรรมอย่างแท้จริง! เซียงอ๋องเดินทางมากว่าหนึ่งเดือน พอถึงบ้านแม้แต่ข้าวร้อนๆ ยังไม่ให้กินก็ถูกจับตัวแล้ว

กลัวคนอื่นจะมองไม่ออกหรือว่าตนเองทนรอไม่ไหวแล้ว?

นางกำนัลทั้งสองเอ่ยขอบคุณ เมื่อขันทีเดินจากไปไกลแล้ว พวกนางก็นั่งลงบนพื้นหน้าประตู เพียงครู่เดียวก็ผล็อยหลับไป

เมื่อไม่ได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวจากด้านนอกแล้ว หลินเสวี่ยจู๋จึงลุกขึ้น เขย่งปลายเท้าเปิดหน้าต่าง แล้วกระโดดออกไป

ในนิยายเขียนไว้ว่าวังหลวงมีทางลับทางหนึ่งที่เชื่อมไปข้างนอก ทั้งยังเชื่อมกับตำหนักฉินเจิ้งของฮ่องเต้ ตำหนักเฟิ่งอี๋ของฮองเฮา และตำหนักเซวียนเต๋อขององค์รัชทายาท

ไม่เพียงเท่านี้ ทางลับนี้ยังเชื่อมกับท้องพระคลัง ช่วยอำนวยความสะดวกให้ฮ่องเต้สามารถฉกฉวยเงินและทรัพย์สินต่างๆ ในระหว่างที่หลบหนี ความลับเรื่องทางลับนี้ถูกส่งต่อให้ฮ่องเต้แต่ละสมัย แม้แต่ฮองเฮายังไม่รู้

น่าเสียดายที่หลินเสวี่ยจู๋เป็นสตรีที่ครอบครองมิติและเคยอ่านนิยายเรื่องนี้มาก่อน

ในเมื่อฮ่องเต้สุนัขต้องการทำร้ายสามีของนางและเนรเทศนาง ดังนั้นนางก็จะก่อกวนเมืองหลวงและจิตใจของเขา!

หลินเสวี่ยจู๋อาศัยคำบรรยายในนิยายจนหาสวนดอกไม้หลังตำหนักเฟิ่งอี๋พบอย่างรวดเร็ว นางมุดเข้าไปในภูเขาจำลอง สลับกลไก แล้วเข้าไปในทางลับได้สำเร็จ

หากอิงตามเนื้อเรื่องในนิยาย หลังจากเซียงอ๋องเข้าวัง เหยี่ยนอ๋องจะแบ่งทหารในจวนและองครักษ์ไปตรวจสอบจวนสกุลหลินและจวนเซียงอ๋อง ทุกสิ่งที่พวกเขาเคยได้รับจะถูกส่งกลับคืนท้องพระคลัง

หากคำนวณเวลาให้ดี ตอนนี้คงจะตรวจสอบเกือบเสร็จแล้ว

หลินเสวี่ยจู๋ใช้ทางลับที่มุ่งออกนอกวัง ทางออกของทางลับอยู่ใต้โต๊ะบูชาหน้ารูปปั้นเทพเซียนของวัดไฉเสินทางทิศตะวันออกของเมือง

หลินเสวี่ยจู๋ก้าวออกมาจากทางลับด้วยท่าทีเบิกบานใจ

เมื่อไม่เห็นคนอยู่รอบๆ นางก็เดินหายไปในความมืดอย่างคล่องแคล่ว

นางเดินไปตามถนนสักครู่แล้วเลี้ยวตรงหัวมุม ก็เห็นรถม้าหรูหราคันหนึ่งจอดอยู่หน้าจวนหลังหนึ่งที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก รถม้าคันนี้แขวนธงผืนเล็กที่ปักตัวอักษร ‘เหยี่ยน’ เอาไว้

หลินเสวี่ยจู๋มองไปทางประตูใหญ่ของจวนหลังนั้น เห็นเพียงว่าบนป้ายมีอักษรตัวใหญ่สี่ตัวเขียนไว้ว่า ‘จวนเหวินจงโหว’

นี่คือจวนสกุลเดิมของฮองเฮา

หลินเสวี่ยจู๋หรี่ตาลงเล็กน้อย รู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ง่ายดายนัก

นางตัดสินใจอ้อมไปข้างๆ จวนเหวินจงโหว ก่อนจะปีนต้นไม้แล้วกระโจนข้ามกำแพงจวนเข้าไปด้านใน

………………………..

[1] ตีกลองส่งดอกไม้ หมายถึง การละเล่นในวงเหล้าสมัยจีนโบราณ วิธีเล่นคือส่งดอกไม้ให้คนถัดไปจนกว่าเสียงกลองจะหยุด ดอกไม้หยุดที่ผู้ใด ผู้นั้นต้องแต่งกลอนหรือไม่ก็ดื่มเหล้าเป็นการลงโทษ

[2] กระเป๋าฟาง หมายถึง คนที่ไม่มีความสามารถ

[3] เปิ่นกง หมายถึง สรรพนามแทนตัวเองของฮองเฮา

[4] งานเลี้ยงที่หงเหมิน หมายถึง งานเลี้ยงที่จัดขึ้นเพื่อเป็นเครื่องมือในการทำร้ายคน

หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะ ๆ นะคะ

.

เมื่อยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน

จะแจกตอนฟรีเพิ่มเป็นวันละ 3 ตอน เป็นเวลา 5 วันเต็มๆค่ะ ^^

บทที่ 3 กวาดจนเกลี้ยง

จุดที่หลินเสวี่ยจู๋อยู่คือนอกศาลาที่ตั้งอยู่ใจกลางทะเลสาบที่อยู่ลึกเข้าไปในจวนเหวินจงโหว โชคดีที่บริเวณนั้นมีต้นไม้ขึ้นหนาแน่น นางที่เป็นแขกไม่ได้รับเชิญจึงไม่ถูกค้นพบโดยสามคนในศาลา

หลินเสวี่ยจู๋แหวกกิ่งไม้แล้วมองออกไป เห็นว่าฝั่งตรงข้ามพระชายาเหยี่ยนอ๋องมีชายชราคนหนึ่งที่แต่งกายหรูหรายืนอยู่

นางได้ยินพระชายาเหยี่ยนอ๋องกล่าวว่า “หลักฐานกระทำผิดในจวนเซียงอ๋องหายไปโดยไม่ทราบสาเหตุ ฝ่าบาทจับตัวเซียงอ๋องไว้แล้ว ตอนนี้กลับไม่อาจอธิบายได้ว่าเหตุใดถึงต้องจับตัวเขาไว้ ฮองเฮารับสั่งให้ข้านำทรัพย์สินของเซียงอ๋องเข้าไปในวัง อีกทั้งให้ท่านโหวตามข้าไปกราบทูลฝ่าบาทว่าเซียงอ๋องต้องการติดสินบนท่านโหวเพื่อปลงพระชนม์ฝ่าบาท เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันว่าเซียงอ๋องคิดก่อกบฏ”

หลินเสวี่ยจู๋ตกตะลึง ฮ่องเต้สุนัขผู้นี้ทำเรื่องชั่วช้า ทั้งยังปรารถนาที่จะลากคนอื่นให้เดือดร้อนตามไปด้วยเสียจริงๆ เหวินจงโหวที่เป็นพ่อตาของเขาก็อายุมากแล้ว จะให้อีกฝ่ายสั่งสมความดีเอาไว้บ้างไม่ได้เชียวหรือ?

ทว่าเมื่อเหวินจงโหวเปิดปาก หลินเสวี่ยจู๋ก็รู้ทันทีว่าตนเองกังวลเกินไป

เขากล่าวว่า “ทำการใหญ่ถึงเพียงนี้ แค่ทรัพย์สินของเซียงอ๋องเพียงอย่างเดียวย่อมไม่พอ เอาอย่างนี้ ข้าจะนำทรัพย์สินบางส่วนจากในจวนไปด้วย เพื่อเป็นหลักฐานแสดงความผิด”

พระชายาเหยี่ยนอ๋องพยักหน้า “เรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นอย่างกะหันหัน โชคดีที่ท่านโหวคิดรอบคอบ”

เหวินจงโหวเอ่ย “พระชายาเหยี่ยนอ๋องไปรอข้าในรถม้าก่อนเถิด ข้าจัดการเสร็จก็จะออกเดินทางทันที”

พระชายาเหยี่ยนอ๋องทำความเคารพเล็กน้อย แล้วจากไปอย่างคนที่รู้ทิศทางในจวนเป็นอย่างดี

ส่วนเหวินจงโหวรีบรุดไปยังทิศทางตรงกันข้าม

เนื่องจากพระชายาเหยี่ยนอ๋องมาหารือเรื่องลับ บ่าวไพร่ในจวนจึงได้รับคำสั่งจากเหวินจงโหวให้กลับห้องพักของตนเอง ทำให้ตอนนี้ทุกคนล้วนอยู่ในห้องพัก

หลินเสวี่ยจู๋ติดตามเหวินจงโหวไปอย่างเงียบงันและไร้ซึ่งแรงกดดัน

นางเห็นเขาเข้าไปหยิบกุญแจที่ห้องหนังสือ จากนั้นก็ตรงไปที่คลังสมบัติ

ไม่นานชายชราก็เดินถือตั๋วเงินปึกหนาออกมา เขาไม่สนใจแม้แต่จะลงกลอนประตูก็รีบร้อนออกจากจวนไป

หลินเสวี่ยจู๋เบิกบานใจยิ่งนัก นี่คือพ่อตาที่เปรียบได้กับเทพเซียนใช่หรือไม่? เพื่อที่จะช่วยเหลือลูกเขยทำเรื่องชั่วช้า แม้แต่ทรัพย์สินของตนเองยังไม่สนใจ

เช่นนี้นางก็จะไม่เกรงใจแล้ว

เมื่อเข้าไปในคลังสมบัติของเหวินจงโหว หลินเสวี่ยจู๋ก็ตกตะลึงไปชั่วครู่กับทรัพย์สินจำนวนมหาศาล

แม้ว่าจะมีการกล่าวถึงในนิยายว่าเหวินจงโหวเก็บภาษีสูงลิ่ว จึงทำให้มีทรัพย์สินมหาศาล

แต่นางไม่คาดคิดว่าจะมากมายถึงเพียงนี้!

นางเก็บทรัพย์สินทั้งหมดเข้าไปในมิติโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง

หลินเสวี่ยจู๋ใช้เวลาเพียงชั่วครู่ก็จัดการเสร็จ จากนั้นนางก็ออกมาจากคลังสมบัติอย่างเบิกบาน

เมื่อเดินผ่านห้องอื่นๆ ก็ถือโอกาสกวาดทรัพย์สินในห้องนั้นจนเกลี้ยง

ขอเพียงสิ่งนั้นเคลื่อนย้ายได้ นางจะไม่ปล่อยไว้เป็นอันขาด รวมถึงหินฮวงจุ้ยในสวนดอกไม้หลังเรือนที่ได้รับการปลุกเสกจากมหาปุโรหิตด้วย

หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจ นางก็เดินกลับทางเดิม และกระโจนข้ามกำแพงออกจากจวนเหวินจงโหว

เป้าหมายถัดไปคือจวนเหยี่ยนอ๋อง

เนื่องจากองครักษ์ทุกคนในจวนถูกเหยี่ยนอ๋องพาไปตรวจสอบจวนสกุลหลินและจวนเซียงอ๋อง ตอนนี้จวนเหยี่ยนอ๋องจึงราวกับเมืองที่ว่างเปล่า

พอเจ้านายไม่อยู่ พวกบ่าวไพร่ก็เกียจคร้าน ไม่มีผู้ใดออกมาเดินตรวจตรา

เมื่อเป็นเช่นนี้หลินเสวี่ยจู๋ย่อมไม่เกรงใจ ขณะที่ปล้นทรัพย์สินในเรือนต่างๆ ก็มองหาคลังสมบัติของเหยี่ยนอ๋องไปด้วย

แผนผังของจวนที่ร่ำรวยเหล่านี้มีความคล้ายคลึงกันยิ่งนัก เนื่องจากตอนสร้างมักคำนึงถึงฮวงจุ้ย

เพียงครู่เดียวนางก็ค้นพบคลังสมบัติ ต้องขอบคุณที่นางเคยเรียนรู้ทักษะพิเศษหลายอย่างเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกไล่สังหารในชีวิตก่อน

ตอนนี้นางกำลังใช้เข็มที่ต่างหูแง้มบานประตู เมื่อสำเร็จก็เดินเข้าไปด้านในโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย

คลังสมบัติของเหยี่ยนอ๋องไม่ได้มีเพียงทรัพย์สินธรรมดาๆ เท่านั้น ยังมีสิ่งของมากมายที่ไม่เหมาะจะให้ผู้อื่นเห็นอีกด้วย

หลินเสวี่ยจู๋ไม่มีเวลาตรวจสอบ จึงทำได้เพียงเก็บทุกอย่างเข้ามิติ แล้วค่อยหยิบออกมาดูแก้เบื่อทีหลัง

หลังออกจากจวนเหยี่ยนอ๋อง หลินเสวี่ยจู๋คาดการณ์ว่าน่าจะใกล้ได้เวลาแล้ว จึงตรงไปที่วัดไฉเสิน

ตอนนี้เป็นยามวิกาล บนถนนจึงไร้ผู้คน

หลินเสวี่ยจู๋ไปถึงวัดไฉเสินอย่างราบรื่น นางทิ้งแท่งทองคำไว้บนโต๊ะบูชาแล้วมุดเข้าไปในทางลับ

นางตรงไปที่ตำหนักฉินเจิ้งก่อน ทางออกของทางลับซ่อนอยู่ใต้บัลลังก์มังกรของฮ่องเต้สุนัข

ในเวลานี้เหวินจงโหวกำลังกล่าวหาเซียงอ๋องว่าก่อกบฏ แม้แต่รายละเอียดก็ปั้นแต่งขึ้นมาอย่างสมจริง ฟังดูไหลลื่นยิ่งนัก คนที่ไม่รู้ยังคิดว่าเขาเป็นคนก่อกบฏเสียเอง

เมื่อฟังจบ ฮ่องเต้สุนัขแสร้งทอดถอนใจเพราะเห็นแก่ความสัมพันธ์ฉันพี่น้อง

ท้ายที่สุดเขาจะแสดงออกว่าตนเองเป็นผู้ใหญ่ จึงไม่ถือสาผู้น้อย แล้วแสร้งทำเป็นมีเมตตาด้วยการลงโทษสถานเบาอย่างยึดทรัพย์สินและเนรเทศเท่านั้น

ทางฝั่งเซียงอ๋อง ท่านน้าที่เป็นหม้ายซึ่งเป็นญาติเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ในสกุลมารดาย่อมติดร่างแหไปด้วย

ส่วนสกุลหลินของพระชายาเซียงอ๋องซึ่งเป็นบ้านเดิมของหลินเสวี่ยจู๋ก็ติดร่างแหไปด้วยเช่นกัน

เช่นนี้จึงนับว่าบรรเทาความเกลียดชังอันยิ่งใหญ่ในใจของฮ่องเต้สุนัขไปได้ เขาจึงกลับไปนอนในตำหนักบรรทมด้วยความพึงพอใจ

หลินเสวี่ยจู๋มุดออกมาจากใต้บัลลังก์มังกร นางพบกุญแจซ่อนอยู่ในกลไกของที่วางแขน จากนั้นก็ตรงไปที่ท้องพระคลัง

ถึงช่วงเวลาสำคัญของค่ำคืนนี้แล้ว นางตื่นเต้นเสียจนฝีเท้าล่องลอยเล็กน้อย

เมื่อเปิดประตูท้องพระคลังออก นางก็ต้องตกตะลึง

ท้องพระคลังกว้างเสียจนมองปราดเดียวไม่เห็นกำแพง ทางเดินตรงกลางกว้างขวาง สะดวกต่อการเคลื่อนย้ายสิ่งของ

ท้องพระคลังเต็มไปด้วยทรัพย์สินหายากจำนวนนับไม่ถ้วน โดยแบ่งออกเป็นหมวดหมู่ต่างๆ

หยิบมาอย่างส่งๆ เพียงชิ้นเดียวก็เพียงพอที่จะสร้างความปั่นป่วนให้กับหอประมูลแล้ว

หลินเสวี่ยจู๋ถูมือด้วยความตื่นเต้น นางสามารถครอบครองทรัพย์สินเหล่านี้ได้จริงๆ น่ะหรือ?

ทว่าหลังจากตื่นเต้นได้สักพัก อารมณ์ของนางก็ค่อยๆ สงบลง ถึงอย่างไรเมื่อมีเงินมากจนถึงระดับหนึ่ง มันก็จะเป็นเพียงตัวเลขเท่านั้น

ทรัพย์สินก็เช่นกัน เมื่อมีมากจนถึงระดับหนึ่ง มันก็จะเป็นเพียงสิ่งของที่มีไว้สำหรับชื่นชมเท่านั้น

ไม่ว่าจะใช้ชีวิตอย่างหรูหราเพียงใด ก็กินข้าวได้แค่วันละสามมื้อไปชั่วชีวิต เมื่อเห็นอะไรบางอย่างมากเกินไป จิตใจของผู้คนก็จะเริ่มด้านชา

ดังนั้น นางจึงปล้นท้องพระคลังด้วยอารมณ์ปกติ

เมื่อก้าวข้ามประตูบานหนึ่งไป ก็จะพบกับทรัพย์สินอีกหมวดหมู่

สิ่งที่ถูกเก็บในนั้นเป็นสิ่งของจำเป็นในชีวิตประจำวัน ดูเข้าถึงง่ายและใช้พื้นที่ในการจัดเก็บมากกว่า

โชคดีที่มิติของหลินเสวี่ยจู๋เป็นมิติสำหรับตุนสินค้า ยิ่งยัดสิ่งของเข้าไปมากเท่าไร มิติก็จะใหญ่มากเท่านั้น

นอกจากนี้ เมื่อเพิ่มระดับมิติไปจนถึงระดับหนึ่ง ก็จะสามารถเปิดใช้งานคุณสมบัติอื่นๆ ที่นางไม่รู้จักได้อีกด้วย

เพราะฉะนั้นนางจึงชื่นชอบสิ่งของที่กินพื้นที่ ยิ่งมีขนาดใหญ่เท่าไรก็ยิ่งดี

หลินเสวี่ยจู๋มัวแต่จดจ่ออยู่กับการเก็บทรัพย์สินจนเดินมาถึงทางเข้าท้องพระคลังหลักโดยไม่รู้ตัว

บริเวณมุมทางเดิน นางเห็นทรัพย์สินกองเล็กๆ ที่นางไม่มีเวลาจะเก็บเข้ามิติ

เมื่อพิจารณาให้ดีนางก็รู้สึกหน่วงที่หัวใจ เพราะนั่นคือทรัพย์สินที่ยึดมาจากจวนสกุลหลิน

บิดาของนางเป็นขุนนางน้ำดี จึงมีทรัพย์สินเพียงเท่านี้

ฮ่องเต้สุนัขไร้มนุษยธรรม แม้แต่ทรัพย์สินอันน้อยนิดก็ยังไม่ปล่อยผ่าน!

ส่วนทรัพย์สินที่ยึดมาจากจวนเซียงอ๋องนั้นถูกปฏิบัติดีหน่อย โดยกองไว้ในท้องพระคลังหลัก

หลินเสวี่ยจู๋พยายามระงับน้ำตาที่กำลังคลอหน่วย จากนั้นดีดนิ้วหนึ่งที ทำให้ท้องพระคลังว่างเปล่า แล้วหมุนตัวจากไปอย่างรวดเร็ว

เมื่อกลับมาถึงตำหนักฉินเจิ้ง นางก็มองไปที่บัลลังก์มังกรสีทองอร่าม มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มหยัน

หลินเสวี่ยจู๋โบกมือ ตำหนักฉินเจิ้งก็กลายเป็นห้องที่ปราศจากของตกแต่งทันที ทั้งตำหนักว่างเปล่า เหลือเพียงเสาสี่ต้นเท่านั้น จากนั้นนางก็โยนกุญแจท้องพระคลังลงพื้น

แน่นอนว่าการกระทำเช่นนี้ย่อมก่อให้เกิดความเจ็บปวด แต่ถือเป็นการดูหมิ่นมากกว่า พรุ่งนี้เช้าเมื่อฮ่องเต้สุนัขตื่นมาเห็นฉากนี้จะไม่โมโหจนควันออกหูได้หรือ?

หลินเสวี่ยจู๋มองผลงานชิ้นเอกของตนเองด้วยความพึงพอใจ แล้วเดินไปที่ตำหนักปีกข้าง

นางจำได้ว่าที่ตำหนักปีกข้างมีกลไกเชื่อมไปยังห้องลับ ด้านในจัดเก็บพระราชลัญจกรของฮ่องเต้ทุกสมัยเอาไว้

หากของเล่นเหล่านี้หายไป หลังตายไปฮ่องเต้สุนัขย่อมไม่มีหน้าไปพบบรรพชนเป็นแน่

หลินเสวี่ยจู๋ไม่พูดพร่ำทำเพลง หลังจากกวาดพระราชลัญจกรทั้งหมดลงในมิติ ก็กวาดทรัพย์สินในตำหนักปีกข้างต่อ

จากนั้นจึงใช้ทางลับกลับไปที่ตำหนักเฟิ่งอี๋

นางรู้ว่าในตำหนักเฟิ่งอี๋มีคลังสมบัติของฮองเฮาอยู่ โดยปกติจะถูกลงกลอนไว้สองชั้น ไม่อนุญาตให้คนอื่นเข้าใกล้

นางอาศัยที่ค่ำคืนนี้แสงจันทร์มืดสลัวและลมพัดแรง กวาดทรัพย์สินจนเกลี้ยง

เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้วนางก็กลับตำหนักตามเส้นทางเดิม ก่อนจะปีนหน้าต่างเข้าไปในห้อง แล้วนอนหงายบนตั่งอย่างหมดรูป

เด็กน้อยเหนื่อยแทบตายแล้ว คืนนี้นางก่อเรื่องไปมากมาย

คำนวณเวลาแล้วน่าจะมีเวลานอนต่อ

หลินเสวี่ยจู๋หาวหวอด ก่อนจะสอดตัวเข้าไปในผ้าห่มแล้วนอนหลับอย่างมีความสุข

………………………..

หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะ ๆ นะคะ

.

เมื่อยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน

จะแจกตอนฟรีเพิ่มเป็นวันละ 3 ตอน เป็นเวลา 5 วันเต็มๆค่ะ ^^

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...