ธปท. คว้าตำแหน่ง “ธนาคารกลางแห่งปี 2025”
ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้รับรางวัล ธนาคารกลางแห่งปี 2025 จากการมุ่งสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจการเงินระยะยาว ไม่หวั่นแรงกดดันทางการเมือง ซึ่งนับเป็นธนาคารกลางแห่งที่ 12 จากธนาคารกลางทั่วโลกที่ได้รับรางวัลนี้
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้รับรางวัล ธนาคารกลางแห่งปี 2025 (Central Bank of The Year 2025) จาก Central Banking Publications ที่เป็นสื่อชั้นนำด้านการเงินและการธนาคารกลางของโลก ยกย่ององค์กรและบุคคลในแวดวงธนาคารกลางที่มีผลงานโดดเด่นด้านการดำเนินนโยบายการเงิน การกำกับดูแลทางการเงิน และการบริหารจัดการองค์กรในระดับสากล
รางวัล Central Banking Awards แบ่งออกเป็น 16 สาขา มีรางวัลธนาคารกลางแห่งปีเป็นรางวัลสูงสุด โดย ธปท. ถือเป็นธนาคารกลางแห่งที่ 12 จากธนาคารกลางทั่วโลกที่ได้รับรางวัลนี้ นับแต่เริ่มการมอบรางวัลในปี 2014 เป็นต้นมา
Central Banking ระบุว่า รางวัลธนาคารกลางแห่งปี 2025 นี้ สะท้อนการทำงานของ ธปท. ที่มุ่งสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจการเงินระยะยาว ด้วยการรักษาสมดุลของการดูแลเศรษฐกิจและการมุ่งรักษาเสถียรภาพราคาและเสถียรภาพระบบการเงิน รวมทั้งผสมผสานนโยบายเพื่อดูแลการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง ขณะเดียวกัน ก็ให้ความสำคัญกับการวางรากฐานทางการเงินของประเทศให้พร้อมสำหรับอนาคต
โดยประเด็นการถูกโจมตีทางการเมือง นั้น Central Banking Publications ระบุว่า ทางแนวทางการดำเนินนโยบายอย่างระมัดระวังของธนาคารกลางไม่ได้ปกป้องธนาคารกลางจากการตำหนิของฝ่ายบริหาร นั่นหมายความว่า ธปท. จำเป็นต้องรักษาความเป็นอิสระในการดำเนินงาน แม้ว่าจะต้องเผชิญกับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงในบางครั้ง ซึ่งการนำทางภูมิทัศน์ทางการเมืองไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่การเมืองไทยมีนายกรัฐมนตรี 3 คนและรัฐมนตรีคลัง 3 คนภายใน 2 ปี
“ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องเผชิญกับการโจมตีซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากบุคคลสังกัดรัฐบาลที่ต้องการให้ธนาคารผ่อนคลายนโยบายการเงิน และเผชิญกับแรงกดดันทางการเมืองที่เพิ่มมากขึ้น ในช่วงที่มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในช่วงปลายปี 2566 ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้เสริมสร้างการสื่อสารกับประชาชน และมุ่งหวังที่ให้เข้าใจในกระบวนการกำหนดนโยบายของธนาคาร และเสริมสร้างความไว้วางใจของประชาชนที่มีต่อการตัดสินใจของธนาคารกลาง”
Central Banking ระบุอีกว่า ธปท. ภายใต้การนำของดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ไม่เลือกที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการตอบโต้ แต่แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นและกลยุทธ์ในการสื่อสารของธนาคารกลาง แม้ว่าบุคคลสำคัญของรัฐบาลจะเรียกร้องซ้ำแล้วซ้ำเล่าให้ดำเนินการปรับลดอัตราดอกเบี้ยทันที เพื่อกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่ดร.เศรษฐพุฒิ ก็ปกป้องความเป็นอิสระของธนาคารกลาง โดยเน้นย้ำว่าการตัดสินใจด้านนโยบายการเงินต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจมากกว่าวาระทางการเมือง
โดยธปท. ยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการให้ความสำคัญกับเสถียรภาพทางการเงินในระยะยาวมากกว่าการเติบโตในชั่วคราว ดร.เศรษฐพุฒิ ยังแสดงความกังวลเกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบประชานิยมของรัฐบาล เช่น การโอนเงินสดจำนวนมากโดยไม่มีเงื่อนไข (โครงการ 'กระเป๋าสตางค์ดิจิทัล') โดยเตือนว่า มาตรการเหล่านี้อาจช่วยกระตุ้นการบริโภคได้เพียงช่วงสั้นๆ แต่ก็ไม่สามารถตอบสนองความต้องการเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจของไทยได้
ในทางกลับกัน ธปท. ได้เรียกร้องให้มีการปฏิรูปอย่างยั่งยืนโดยเน้นไปที่การเพิ่มด้านผลิต การลงทุนของภาครัฐและเอกชนให้ตรงเป้าหมาย รวมทั้งการปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อส่งเสริมการเติบโตในระยะยาว
ขณะที่หนี้ครัวเรือนที่สูงของไทยกำลังได้รับการแก้ไขผ่านกระบวนการลดหนี้อย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยแนวทางนี้รวมถึงนโยบายการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้างหนี้ครัวเรือนและการเข้าถึงสินเชื่ออย่างเป็นธรรม
โดย Central Banking ยังได้เผยว่า ดร.ธาริษา วัฒนเกส อดีตผู้ว่าการธปท.ได้ประเมินผลงานของดร.เศรษฐพุฒิว่า “ทำหน้าที่ได้ดีมาก โดยเลือกไม่โต้เถียงกับรัฐบาลผ่านสื่อ แต่ใช้วิธีให้การบรรยายและให้สัมภาษณ์ถึงเหตุผลที่อัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันจึงเหมาะสมกับเศรษฐกิจ”**
ธปท. ยกระดับการบริหารความเสี่ยง เสริมแกร่งเศรษฐกิจไทย
ธปท.ได้ยกระดับกรอบการบริหารความเสี่ยงภายในอย่างมีนัยสำคัญในช่วงปีที่ผ่านมา โดยมุ่งเน้นการวัดความเสี่ยงเชิงปริมาณ และกำหนดความเสี่ยงที่ยอมรับได้ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ครอบคลุมความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์ การดำเนินงาน และ การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลให้การตัดสินใจเชิงนโยบายมีความแข็งแกร่งและมีข้อมูลมากขึ้น เป้าหมายคือเพื่อให้มั่นใจว่าแนวทางของธปท. สามารถติดตามพลวัตของตลาดการเงินโลกที่เปลี่ยนแปลงไปได้
ขณะเดียวกันก็พิจารณาถึงความเสี่ยงที่ธนาคารยอมรับได้และข้อจำกัดด้านทรัพยากร นโยบายที่มองไปข้างหน้าและความมุ่งมั่นของธปท. ในการตัดสินใจอย่างมีอิสระ ได้เสริมความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจไทย ซึ่งมีความยืดหยุ่น ซื่อสัตย์ และความเป็นมืออาชีพ โดยการยืนหยัดต่อแรงกดดันทางการเมือง ในฐานะผู้กำหนดนโยบาย ธปท.ได้ช่วยรักษาพื้นที่นโยบายและเสริมความยืดหยุ่นในการปรับตัวต่อเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอนในอนาคต
ที่มา : centralbanking.com